ก.ล.ต.เร่งเอาผิด "สุภาพร"แจงข้อมูลถือหุ้นทิพย์ใน 6 หลักทรัพย์

Share on Line Share on Facebook Share on X
ก.ล.ต.เร่งเอาผิด "สุภาพร"แจงข้อมูลถือหุ้นทิพย์ใน 6 หลักทรัพย์

ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้แจ้งผลการตรวจสอบเกี่ยวกับการรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) กรณี นางสาวสุภาพร พิมพงษ์ ที่แจ้งการได้มาของ  6 หลักทรัพย์รวม 7 รายการนั้น พบว่าเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง 


สำนักงาน ก.ล.ต.แจ้งผลการตรวจสอบเกี่ยวกับการรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) กรณีดังกล่าวที่มีการรายงานการได้มาของหลักทรัพย์ จำนวน 7 รายงาน รวม 6 หลักทรัพย์ ซึ่งเป็นการได้มาของหลักทรัพย์ที่ต่างเวลากันตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา โดยมีการบันทึกเข้ามาในระบบเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 และวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 


โดยเมื่อ ก.ล.ต. พบความผิดปกติจึงระบุสถานะเป็น “ข้อมูลเบื้องต้น” ไว้ก่อนเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ต่อมาเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ก.ล.ต. จึงได้มีการเปลี่ยนสถานะของข้อมูลเป็น “อยู่ระหว่างตรวจสอบความถูกต้อง” เนื่องจากข้อมูลมีความไม่สอดคล้อง และเมื่อตรวจสอบพบความไม่ถูกต้อง ประกอบกับได้รับการยืนยันจากบริษัทจดทะเบียนที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ก.ล.ต. จึงนำข้อมูลที่ปรากฏจากการรายงานดังกล่าวออกจากระบบเผยแพร่ข้อมูล ซึ่งการดำเนินการของ ก.ล.ต.ให้ความสำคัญกับข้อมูลที่มีการเผยแพร่เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน จึงมีการดำเนินการเพื่อระบุสถานะของข้อมูลและนำข้อมูลออกจากระบบเมื่อพบความไม่ถูกต้องตามกระบวนการข้างต้น

สรุปข่าว

สำนักงาน ก.ล.ต.แถลงด่วนเช่้าวันนี้ (9 ก.ค. 2569X ชี้ว่า การรายงานข้อมูลของกรณี นางสาวสุภาพร พิมพงษ์ ที่รายงานการได้มาของทั้ง 6 หลักทรัพย์ใน 7 รายการตามแบบ 246-2 เป็นข้อมูลเท็จ เข้าข่าวความผิดมาตรา 302/1 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ หลังโทรเถาม "สุภาพร" เจ้าตัวยอมรับคีย์ข้อมูลเองกับมือ

ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้แจ้งผลการตรวจสอบเกี่ยวกับการรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) กรณี นางสาวสุภาพร พิมพงษ์ ที่แจ้งการได้มาของ  6 หลักทรัพย์รวม 7 รายการนั้น พบว่าเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง 


สำนักงาน ก.ล.ต.แจ้งผลการตรวจสอบเกี่ยวกับการรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) กรณีดังกล่าวที่มีการรายงานการได้มาของหลักทรัพย์ จำนวน 7 รายงาน รวม 6 หลักทรัพย์ ซึ่งเป็นการได้มาของหลักทรัพย์ที่ต่างเวลากันตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา โดยมีการบันทึกเข้ามาในระบบเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 และวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 


โดยเมื่อ ก.ล.ต. พบความผิดปกติจึงระบุสถานะเป็น “ข้อมูลเบื้องต้น” ไว้ก่อนเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ต่อมาเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ก.ล.ต. จึงได้มีการเปลี่ยนสถานะของข้อมูลเป็น “อยู่ระหว่างตรวจสอบความถูกต้อง” เนื่องจากข้อมูลมีความไม่สอดคล้อง และเมื่อตรวจสอบพบความไม่ถูกต้อง ประกอบกับได้รับการยืนยันจากบริษัทจดทะเบียนที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ก.ล.ต. จึงนำข้อมูลที่ปรากฏจากการรายงานดังกล่าวออกจากระบบเผยแพร่ข้อมูล ซึ่งการดำเนินการของ ก.ล.ต.ให้ความสำคัญกับข้อมูลที่มีการเผยแพร่เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน จึงมีการดำเนินการเพื่อระบุสถานะของข้อมูลและนำข้อมูลออกจากระบบเมื่อพบความไม่ถูกต้องตามกระบวนการข้างต้น

ทั้งนี้ ก.ล.ต.ได้ตรวจพบประเด็นความไม่ถูกต้องของข้อมูลดังกล่าว ภายหลังการตรวจสอบ ซึ่งสรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

    1. ไม่พบชื่อผู้รายงานเป็นผู้ถือหุ้นในวันปิดสมุดทะเบียน ในช่วงภายหลังของการได้มาและไม่มีรายงานการจำหน่ายออก

    2. ประเภทหลักทรัพย์ที่รายงานการได้มา ไม่มีอยู่จริงในช่วงระยะเวลาที่ระบุในรายงาน (กรณีบอกม่าได้หุ้นบุริมสิทธิมา แต่ทาง TRUE แจ้งว่าไม่เคยมีหุ้นบุริมสิทธิ์)

    3. การรายงานจำนวนหลักทรัพย์ที่ถือครองหรือได้มา ไม่ใช่ธุรกรรมที่เกิดขึ้นจริง อาทิ รายงานการใช้สิทธิซื้อหุ้นจากใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น เป็นจำนวนการใช้สิทธิที่ตรงกับการใช้สิทธิหุ้นกู้แปลงสภาพโดยบุคคลอื่น 

ด้าน นายธวัชชัย พิทยโสภณ รองเลขาธิการ สำนักงาน ก.ล.ต.ที่ดูแลสายกฎหมาย และสายบังคับใช้กฎหมาย กล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้น ก.ล.ต.ไม่ได้นิ่งนอนใจหรือรอให้บริษัทจดทะเบียน อาทิ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE หรือ บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAJOR แจ้งเข้ามาค่อยดำเนินการตรวจสอบ แม้รายงานตามแบบ 246-2 จะป็นข้อมูลจากผู้มีหน้าที่ที่ได้หุ้นมารายงาน แต่เจตนาก็เพื่อให้ทุกฝ่ายรับทราบโดยเร็วและเปิดเผย เพื่อประโยชน์ต่อการลงทุน 


แต่กรณีนี้ ข้อมูลที่รายงานเป็นเท็จ ซึ่งก.ล.ต.ได้ติดต่อไปหาเจ้าตัว นางสาวสุภาพร ซึ่งมีตัวตนอยู่จริง และเจ้าตัวก็ยอมรับเองแล้วว่า ได้คีย์ข้อมูลลงระบบด้วยตัวเอง แต่ยังไม่ทราบถึงแรงจูงใจว่าทำไมถึงทำ และยังไม่สามารถบอกได้ว่าทำคนเดียวหรือมีเครือข่ายหรือไม่ นอกจากนี้ ก.ล.ต.ก็ได้ติดต่อไปยังบริษัทจดทะเบียนทั้ง 6 แห่งที่ปรากฏในรายงานด้วย รวมถึงติดต่อกับทางตลาดหลักทรัพย์ฯ และบริษัทหลักทรัพย์ (โปรกเกอร์) ต่างๆ เพื่อตรวจสอบข้อมูลการถือหุ้นในเบื้องต้นด้วย ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้น หรือ ปล่อยให้รายงานกระทบความเชื่อถือของตลาดทุนไทยแต่อย่างใด 


พร้อมกันนี้ ก.ล.ต.ก็ดำเนินการแจ้งเตือนข้อมูลที่ผ่านแบบ 246-2 มาเป็นระยะ ตั้งแต่พบความผิดปกติ หลังมีการรายงานข้อมูลเข้ามาเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ซึ่งหลังจากนี้ก.ล.ต.จะเร่งเอาดตามกฎหมายเพื่อลงโทษ จะได้มีส่วนป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต เนื่องจากกรณีดังกล่าวเข้าข่ายผิดตามมาตรา 302/1 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ในกรณีการนำส่งข้อมูลที่เป็นเท็จ หรืออาจก่อให้เกิดความสำคัญผิดในสาระสำคัญต่อ ก.ล.ต. ซึ่งเป็นข้อมูลที่เปิดเผยต่อประชาชนเป็นการทั่วไปโดยเร็วที่สุด แต่โทษจะเกี่ยวข้องเอาผิดตามกฎหมายอื่นๆ หรือไม่คงได้ประสานกับหน่วยงานต่างๆ ที่เป็นผู้บังคับใช้กฎหมายนั้นๆ ต่อไป


อย่างไรก็ดี สำหรับระบบรายงานตามแบบ 246-2 ที่ตลาดทุนไทยและนักลงทุนทั่วไปเชื่อถือในข้อมูลที่คิดว่าผ่านก.ล.ต.นั้น ก.ล.ต.ต้องขอยืนยันว่า ระบบเป็นระบบเปิดที่จัดทำไว้ให้ผู้มีหน้าที่รายงานกรอกข้อมูล เพื่อประโยชน์ของนักลงทุน ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานสากลที่ทุกประเทศก็ใช้กัน ซึ่งมีการยืนยันตัวตนและระบบตัวบุคคลตามทะเบียนราษฎร แต่ในอนาคตเมื่อได้รับการสะท้อนมาจากกรณีนี้ เพื่อให้ปรับปรุงนั้น ก.ล.ต.ก็พร้อมน้อมรับฟัง และจะนำไปพิจารณาปรับปรุงพัฒนาให้ดีขึ้นต่อไป 


ทั้งนี้ บริษัทจดทะเบียนทั้ง 6 แห่ง ที่ นางสาวสุภาพร กรอกในแบบ 246-2 ของ ก.ล.ต.นั้น ประกอบด้วย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE, ธนาคารกสิกรไทย (KBANK), ธนาคารกรุงเทพ (BBL), บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน)หรือ AAV , บริษัท จี เจ สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ GJS และ บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAJOR 

ที่มาข้อมูล : ก.ล.ตลาด.

ที่มารูปภาพ : ถ่ายภาพเอง

แท็กบทความ

ก.ล.ต.สุภาพร พิมพงษ์
รายงาน แบบ 246-2
พรอนงค์ บุษราตระกูล
รายงานซื้อหุ้นเท็จ