กระแสปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่เคยถูกมองว่าอาจเข้ามาทำงานแทนมนุษย์ได้เกือบทั้งหมด กำลังเริ่มเจอบททดสอบครั้งใหญ่ในโลกธุรกิจ เมื่อหลายบริษัทที่เคยปลดพนักงาน โดยอ้างเหตุผลเรื่องการนำ AI มาใช้ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ เริ่มกลับลำจ้างคนกลับเข้ามาอีกครั้ง
หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือ ฟอร์ด ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของสหรัฐฯ ที่มีรายงานว่ากำลังจ้างวิศวกรที่มีประสบการณ์กลับเข้ามาหลายร้อยคน เพื่อแก้ปัญหาด้านคุณภาพของรถยนต์ ซึ่งระบบอัตโนมัติยังไม่สามารถจัดการได้อย่างเพียงพอ
ผู้บริหารฝ่ายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ยานยนต์ของฟอร์ดระบุว่า AI เป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยม แต่ประสิทธิภาพของ AI ขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ใช้ฝึกระบบ หากข้อมูลไม่ครบ หรือไม่สะท้อนปัญหาจริง AI ก็อาจให้คำตอบที่ไม่เพียงพอต่อการทำงานในระดับธุรกิจจริง
ไม่ใช่แค่ฟอร์ดเท่านั้น ธนาคารคอมมอนเวลธ์ แบงก์ ออฟ ออสเตรเลีย หรือ CBA ก็เคยปลดพนักงานบริการลูกค้ามากกว่า 40 คน และนำระบบ AI Voice Bot เข้ามาทดแทน แต่ระบบกลับรับมือไม่ไหว ทำให้ปริมาณสายจากลูกค้าเพิ่มขึ้น ก่อนที่ธนาคารจะต้องยกเลิกแผนลดตำแหน่งงานดังกล่าว
สรุปข่าว
กระแสปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่เคยถูกมองว่าอาจเข้ามาทำงานแทนมนุษย์ได้เกือบทั้งหมด กำลังเริ่มเจอบททดสอบครั้งใหญ่ในโลกธุรกิจ เมื่อหลายบริษัทที่เคยปลดพนักงาน โดยอ้างเหตุผลเรื่องการนำ AI มาใช้ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ เริ่มกลับลำจ้างคนกลับเข้ามาอีกครั้ง
หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือ ฟอร์ด ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของสหรัฐฯ ที่มีรายงานว่ากำลังจ้างวิศวกรที่มีประสบการณ์กลับเข้ามาหลายร้อยคน เพื่อแก้ปัญหาด้านคุณภาพของรถยนต์ ซึ่งระบบอัตโนมัติยังไม่สามารถจัดการได้อย่างเพียงพอ
ผู้บริหารฝ่ายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ยานยนต์ของฟอร์ดระบุว่า AI เป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยม แต่ประสิทธิภาพของ AI ขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ใช้ฝึกระบบ หากข้อมูลไม่ครบ หรือไม่สะท้อนปัญหาจริง AI ก็อาจให้คำตอบที่ไม่เพียงพอต่อการทำงานในระดับธุรกิจจริง
ไม่ใช่แค่ฟอร์ดเท่านั้น ธนาคารคอมมอนเวลธ์ แบงก์ ออฟ ออสเตรเลีย หรือ CBA ก็เคยปลดพนักงานบริการลูกค้ามากกว่า 40 คน และนำระบบ AI Voice Bot เข้ามาทดแทน แต่ระบบกลับรับมือไม่ไหว ทำให้ปริมาณสายจากลูกค้าเพิ่มขึ้น ก่อนที่ธนาคารจะต้องยกเลิกแผนลดตำแหน่งงานดังกล่าว
CBA ยอมรับภายหลังว่า บริษัทไม่ได้พิจารณาปัจจัยทางธุรกิจอย่างรอบด้านเพียงพอ และควรประเมินให้ละเอียดกว่านี้ว่า บทบาทใดบ้างที่ยังจำเป็นต่อการทำงานจริง
กรณีของไอบีเอ็มก็สะท้อนภาพเดียวกัน บริษัทนำ AI เข้ามาจัดการงานด้านทรัพยากรบุคคล โดยระบบสามารถตอบคำขอทั่วไปได้ราวร้อยละ 94 แต่ยังมีอีกร้อยละ 6 ที่ AI รับมือได้ไม่ดี โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรม ความละเอียดอ่อน และการตัดสินใจที่ต้องใช้ดุลยพินิจของมนุษย์
หลังจากนั้น ไอบีเอ็มประกาศแผนเพิ่มการจ้างงานระดับเริ่มต้นในสหรัฐฯ เป็น 3 เท่า ครอบคลุมทุกหน่วยธุรกิจในปี 2026 เพื่อสร้างบุคลากรรุ่นใหม่เข้าสู่องค์กรในระยะยาว
รายงานจาก Orgvue พบว่าร้อยละ 39 ของผู้นำธุรกิจเคยปลดพนักงานจากการนำ AI มาใช้ แต่ในกลุ่มนี้ มีถึงร้อยละ 55 ที่ยอมรับว่า การตัดสินใจลดพนักงานบางส่วนเป็นความผิดพลาด
ขณะที่ข้อมูลจาก Robert Half พบว่าร้อยละ 32 ของผู้จัดการฝ่ายสรรหาบุคลากรในสหรัฐฯ เคยยกเลิกตำแหน่งงานเพราะ AI แต่ภายหลังต้องกลับมาจ้างคนในตำแหน่งเดิม หรือใกล้เคียงกันอีกครั้ง
ทั้งหมดนี้ชี้ว่า AI กำลังเปลี่ยนโลกการทำงานอย่างรวดเร็ว แต่ทิศทางที่ชัดเจนขึ้น อาจไม่ใช่การแทนที่มนุษย์ทั้งหมด หากเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์กับ AI
เพราะสุดท้าย แม้ AI จะทำงานได้เร็ว วิเคราะห์ข้อมูลได้มาก และช่วยลดงานซ้ำ ๆ ได้จริง แต่ธุรกิจยังต้องการมนุษย์ในการตั้งคำถามที่ถูกต้อง ตรวจสอบผลลัพธ์ และตัดสินใจในจังหวะสำคัญ
กระแสปลดคนเพราะ AI จึงอาจกำลังเข้าสู่ช่วงปรับฐาน จากความเชื่อว่า AI ทำได้ทุกอย่าง ไปสู่ความจริงที่ว่า ธุรกิจจะได้ประโยชน์สูงสุด เมื่อใช้ AI ควบคู่กับทักษะและประสบการณ์ของมนุษย์อย่างเหมาะสม
ที่มาข้อมูล : https://www.cnbc.com/2026/07/01/employers-who-laid-off-workers-for-ai-are-reversing-their-decisions.html
ที่มารูปภาพ : -
