อาเซียนจับตา"เอลนีโญ" เขย่าราคาอาหาร

Share on Line Share on Facebook Share on X

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการสำรองอาหารเพื่อความมั่นคงแห่งภูมิภาคอาเซียน ครั้งที่ 46 หรือ  AFSRB ระหว่างวันที่ 24–25 มิ.ย.2569  ว่า ที่ประชุมได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์สินค้าเกษตรเชิงยุทธศาสตร์ ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลือง และน้ำตาล ระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน สำนักเลขาธิการอาเซียน และผู้แทนจากกรอบความร่วมมือด้านอาหารที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับความท้าทายและเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาคอาเซียน

โดยการประชุม AFSRB ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า หลายประเทศในภูมิภาคอาเซียนยังให้ความสำคัญกับการรักษาระดับอุปทานและปริมาณสำรองอาหาร โดยเฉพาะข้าว อาทิ ฟิลิปปินส์คาดว่าการนำเข้าข้าวในปี 2569 จะเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับความต้องการบริโภคภายในประเทศ และป้องกันความขาดแคลนจากสถานการณ์ภัยแล้ง



สรุปข่าว

อาเซียนจับตาเอลนีโญ-ภูมิรัฐศาสตร์ เขย่าราคาอาหาร ไทยพร้อมเป็นแหล่งอุปทาน ประกาศพร้อมป้อนข้าว ฟิลิปปินส์-มาเลเซียเร่งนำเข้า

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการสำรองอาหารเพื่อความมั่นคงแห่งภูมิภาคอาเซียน ครั้งที่ 46 หรือ  AFSRB ระหว่างวันที่ 24–25 มิ.ย.2569  ว่า ที่ประชุมได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์สินค้าเกษตรเชิงยุทธศาสตร์ ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลือง และน้ำตาล ระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน สำนักเลขาธิการอาเซียน และผู้แทนจากกรอบความร่วมมือด้านอาหารที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับความท้าทายและเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาคอาเซียน

โดยการประชุม AFSRB ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า หลายประเทศในภูมิภาคอาเซียนยังให้ความสำคัญกับการรักษาระดับอุปทานและปริมาณสำรองอาหาร โดยเฉพาะข้าว อาทิ ฟิลิปปินส์คาดว่าการนำเข้าข้าวในปี 2569 จะเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับความต้องการบริโภคภายในประเทศ และป้องกันความขาดแคลนจากสถานการณ์ภัยแล้ง



มาเลเซียยังคงผลิตข้าวได้เพียงร้อยละ 53 ของความต้องการ สะท้อนช่องว่างด้านอุปทานข้าวและความจำเป็นที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าอย่างต่อเนื่อง  ส่วนของไทย ผู้แทนกรมได้ร่วมให้ข้อมูลสถานการณ์สินค้าเกษตรต่อที่ประชุม พร้อมชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มการผลิตที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง 

อย่างไรก็ตาม ในภาพรวม พบว่า อาเซียนสามารถผลิตข้าวและน้ำตาลได้เพียงพอต่อการบริโภค และการส่งออกไปทั่วโลก แต่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าถั่วเหลืองและข้าวโพดจากนอกภูมิภาค เพื่อรองรับความต้องการภายในประเทศ และการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้ตระหนักถึงการติดตามปัจจัยเสี่ยงอย่างใกล้ชิด เช่น เอลนีโญ ต้นทุนปุ๋ย ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์ รวมถึงมาตรการทางการค้า ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อราคา ปริมาณผลผลิต และระบบเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า



สำหรับกรอบ AFSRB เป็นเวทีเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับกรอบสำรองข้าวฉุกเฉินอาเซียนบวกสามหรือ APTERR และกรอบข้อมูลสารสนเทศความมั่นคงอาหารอาเซียน 

โดยมีการรายงานข้อมูลว่า APTERR มีปริมาณข้าวสำรองฉุกเฉินรวม 787,000 ตัน และในช่วงปี 2568–2569 ได้สนับสนุนข้าวช่วยเหลือแล้วกว่า 14,903 ตัน แก่ประเทศสมาชิกที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติและภาวะฉุกเฉิน ครอบคลุมผู้ได้รับประโยชน์เกือบ 2 ล้านคน อาทิ สปป.ลาว เมียนมา ฟิลิปปินส์ และไทย

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN