
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ธนาคารยังคงประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (GDP) ปี 2569 ไว้ที่ร้อยละ 1.5-2 แม้ว่าหลายสำนักวิจัยจะทยอยปรับเพิ่มประมาณการขึ้นแล้วก็ตาม โดยเห็นว่ายังเร็วเกินไปที่จะปรับตัวเลข เนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนสูง และมีปัจจัยเสี่ยงหลายด้านที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง
ปัจจัยสำคัญที่ยังเป็นปัจจัยเสี่ยง คือสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่าจะสามารถยุติลงได้เมื่อใด หากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือขยายวงกว้าง อาจส่งผลให้ราคาพลังงานกลับมาปรับตัวสูงขึ้น กระทบเงินเฟ้อ ต้นทุนภาคธุรกิจ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้ ยังต้องจับตานโยบายการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะมาตรการภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งอาจส่งผลต่อการค้าโลกและภาคการส่งออกของไทย หากการเจรจากับประเทศคู่ค้ายังไม่ได้ข้อสรุป
สรุปข่าว
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ธนาคารยังคงประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (GDP) ปี 2569 ไว้ที่ร้อยละ 1.5-2 แม้ว่าหลายสำนักวิจัยจะทยอยปรับเพิ่มประมาณการขึ้นแล้วก็ตาม โดยเห็นว่ายังเร็วเกินไปที่จะปรับตัวเลข เนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนสูง และมีปัจจัยเสี่ยงหลายด้านที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง
ปัจจัยสำคัญที่ยังเป็นปัจจัยเสี่ยง คือสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่าจะสามารถยุติลงได้เมื่อใด หากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือขยายวงกว้าง อาจส่งผลให้ราคาพลังงานกลับมาปรับตัวสูงขึ้น กระทบเงินเฟ้อ ต้นทุนภาคธุรกิจ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้ ยังต้องจับตานโยบายการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะมาตรการภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งอาจส่งผลต่อการค้าโลกและภาคการส่งออกของไทย หากการเจรจากับประเทศคู่ค้ายังไม่ได้ข้อสรุป
ขณะเดียวกัน ปัจจัยภายในประเทศยังเป็นอีกประเด็นที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะสถานการณ์ทางการเมืองและทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ เพราะการลงทุนใหม่จะไม่เกิดขึ้น หากภาคเอกชนยังไม่มั่นใจต่อทิศทางเศรษฐกิจในอนาคต
ในส่วนของประเด็น รัฐบาลได้ขยายมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและการจดจำนองออกไปออกไปอีก 1 ปี รวมไปถึงก่อนหน้านี้ได้มีการผ่อนคลายมาตรการ LTV และอยู่ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยค่อนข้างต่ำ ดร.กอบศักดิ์ มองว่าปัจจัยดังกล่าว ยังไม่สามารถทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ฟื้นตัวได้ในระยะสั้น เนื่องจากปัจจัยสำคัญไม่ได้อยู่ที่มาตรการกระตุ้นเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่กำลังซื้อของประชาชน และความระมัดระวังของธนาคารพาณิชย์ในการปล่อยสินเชื่อ ท่ามกลางความเสี่ยงด้านคุณภาพหนี้ โดยประเมินว่าการฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์อาจต้องใช้เวลาอีกประมาณ 2-3 ปี ควบคู่ไปกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ การลงทุน และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค จึงจะทำให้กำลังซื้อและตลาดกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้
- BBL ชูอินโดนีเซียตลาดศักยภาพสูง หนุนธุรกิจไทยขยายลงทุน
- ข่าวดี ครม. เห็นชอบมาตรการลดค่าโอน-จำนองบ้านเหลือ 0.01% ถึง 30 มิ.ย. 2570
- “AIRA Group” ส่งสัญญาบวก ไตรมาส 1 ปี 2569 พลิกมีกำไรสุทธิ 21 ล้านบาท
- "PRI" รับมือความเสี่ยงธุรกิจอสังหาฯ เดินหน้าธุรกิจต่อเนื่อง เพิ่มศักยภาพบริการลูกค้าทุกมิติ
- อสังหาฯ ไทยเจอผลกระทบสงครามดันต้นทุนพุ่ง ด้านแบงก์เข้มปล่อยกู้
