"กอบศักดิ์" ห่วงปัจจัยเสี่ยงรุม ฉุดเศรษฐกิจไทยฟื้นช้า ยังคงเป้า 1.5-2%

Share on Line Share on Facebook Share on X
"กอบศักดิ์" ห่วงปัจจัยเสี่ยงรุม ฉุดเศรษฐกิจไทยฟื้นช้า ยังคงเป้า 1.5-2%

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ธนาคารยังคงประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (GDP) ปี 2569 ไว้ที่ร้อยละ 1.5-2 แม้ว่าหลายสำนักวิจัยจะทยอยปรับเพิ่มประมาณการขึ้นแล้วก็ตาม โดยเห็นว่ายังเร็วเกินไปที่จะปรับตัวเลข เนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนสูง และมีปัจจัยเสี่ยงหลายด้านที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง

ปัจจัยสำคัญที่ยังเป็นปัจจัยเสี่ยง คือสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่าจะสามารถยุติลงได้เมื่อใด หากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือขยายวงกว้าง อาจส่งผลให้ราคาพลังงานกลับมาปรับตัวสูงขึ้น กระทบเงินเฟ้อ ต้นทุนภาคธุรกิจ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้ ยังต้องจับตานโยบายการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะมาตรการภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งอาจส่งผลต่อการค้าโลกและภาคการส่งออกของไทย หากการเจรจากับประเทศคู่ค้ายังไม่ได้ข้อสรุป

สรุปข่าว

ดร.กอบศักดิ์คงคาดการณ์ GDP ไทยปี 2569 ที่ร้อยละ 1.5-2 มองเศรษฐกิจยังเผชิญความเสี่ยงจากสงครามตะวันออกกลาง มาตรการภาษีสหรัฐฯ และสถานการณ์การเมืองในประเทศที่กระทบความเชื่อมั่นการลงทุน ชี้ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและนโยบายการค้าสหรัฐฯ อาจกดดันการส่งออก ต้นทุนพลังงาน และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ธนาคารยังคงประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (GDP) ปี 2569 ไว้ที่ร้อยละ 1.5-2 แม้ว่าหลายสำนักวิจัยจะทยอยปรับเพิ่มประมาณการขึ้นแล้วก็ตาม โดยเห็นว่ายังเร็วเกินไปที่จะปรับตัวเลข เนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนสูง และมีปัจจัยเสี่ยงหลายด้านที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง

ปัจจัยสำคัญที่ยังเป็นปัจจัยเสี่ยง คือสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่าจะสามารถยุติลงได้เมื่อใด หากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือขยายวงกว้าง อาจส่งผลให้ราคาพลังงานกลับมาปรับตัวสูงขึ้น กระทบเงินเฟ้อ ต้นทุนภาคธุรกิจ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้ ยังต้องจับตานโยบายการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะมาตรการภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งอาจส่งผลต่อการค้าโลกและภาคการส่งออกของไทย หากการเจรจากับประเทศคู่ค้ายังไม่ได้ข้อสรุป

ขณะเดียวกัน ปัจจัยภายในประเทศยังเป็นอีกประเด็นที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะสถานการณ์ทางการเมืองและทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ เพราะการลงทุนใหม่จะไม่เกิดขึ้น หากภาคเอกชนยังไม่มั่นใจต่อทิศทางเศรษฐกิจในอนาคต 

ในส่วนของประเด็น รัฐบาลได้ขยายมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและการจดจำนองออกไปออกไปอีก 1 ปี รวมไปถึงก่อนหน้านี้ได้มีการผ่อนคลายมาตรการ LTV และอยู่ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยค่อนข้างต่ำ ดร.กอบศักดิ์ มองว่าปัจจัยดังกล่าว ยังไม่สามารถทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ฟื้นตัวได้ในระยะสั้น เนื่องจากปัจจัยสำคัญไม่ได้อยู่ที่มาตรการกระตุ้นเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่กำลังซื้อของประชาชน และความระมัดระวังของธนาคารพาณิชย์ในการปล่อยสินเชื่อ ท่ามกลางความเสี่ยงด้านคุณภาพหนี้ โดยประเมินว่าการฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์อาจต้องใช้เวลาอีกประมาณ 2-3 ปี ควบคู่ไปกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ การลงทุน และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค จึงจะทำให้กำลังซื้อและตลาดกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้

ที่มาข้อมูล : BBL

ที่มารูปภาพ : BBL