ผลิตรถยนต์ พ.ค. วูบ 17.9% ส่งออกทรุด 26.7% สงครามกดตลาด

Share on Line Share on Facebook Share on X
ผลิตรถยนต์ พ.ค. วูบ 17.9% ส่งออกทรุด 26.7% สงครามกดตลาด

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในเดือนพฤษภาคม 2569 เผชิญแรงกดดันจากภาคส่งออกที่ชะลอตัว ส่งผลให้การผลิตรถยนต์ทั้งประเทศอยู่ที่ 114,214 คัน ลดลง 17.94% จากช่วงเดียวกันปีก่อน นับเป็นครั้งแรกที่การผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศมีสัดส่วนมากกว่าการผลิตเพื่อส่งออก หลังได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นตลาดส่งออกรถยนต์สำคัญอันดับ 3 ของไทย ขณะที่ยอดผลิตสะสมช่วง 5 เดือนแรกปี 2569 อยู่ที่ 587,759 คัน ลดลง 1.13% 

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. ระบุว่า การผลิตเพื่อส่งออกในเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 55,694 คัน ลดลง 36.20% คิดเป็น 48.76% ของการผลิตทั้งหมด ขณะที่การผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 58,520 คัน หรือ 51.24% ของยอดผลิตรวม เพิ่มขึ้น 12.78% สะท้อนว่าตลาดภายในประเทศเริ่มมีบทบาทมากขึ้น แม้ภาพรวมอุตสาหกรรมยังเผชิญแรงกดดันจากต่างประเทศ 

ด้านยอดจำหน่ายรถยนต์ภายในประเทศเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 57,765 คัน เพิ่มขึ้น 10.60% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 19.36% จากเดือนเมษายน โดยมีแรงหนุนจากยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) และรถ SUV ไฟฟ้าที่ขยายตัวตามราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงการกลับมาผลิตของผู้ประกอบการบางราย อย่างไรก็ตาม ตลาดรถกระบะยังฟื้นตัวช้า เพิ่มขึ้นเพียง 0.21% จากความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงกว่า 80% ของ GDP และกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง 

สรุปข่าว

ส.อ.ท. เผยเดือนพฤษภาคม 2569 ผลิตรถยนต์ 114,214 คัน ลดลง 17.94% จากการส่งออกหดตัว โดยเฉพาะตลาดตะวันออกกลางและออสเตรเลีย ยอดขายในประเทศเพิ่มขึ้น 10.60% แตะ 57,765 คัน ขณะที่รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) โต 61.19% สะท้อนความต้องการรถพลังงานไฟฟ้าที่แข็งแกร่ง ส่งออกรถยนต์เหลือ 59,434 คัน ลดลง 26.69% ส่งผลมูลค่าส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนหดตัว 14.23%

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในเดือนพฤษภาคม 2569 เผชิญแรงกดดันจากภาคส่งออกที่ชะลอตัว ส่งผลให้การผลิตรถยนต์ทั้งประเทศอยู่ที่ 114,214 คัน ลดลง 17.94% จากช่วงเดียวกันปีก่อน นับเป็นครั้งแรกที่การผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศมีสัดส่วนมากกว่าการผลิตเพื่อส่งออก หลังได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นตลาดส่งออกรถยนต์สำคัญอันดับ 3 ของไทย ขณะที่ยอดผลิตสะสมช่วง 5 เดือนแรกปี 2569 อยู่ที่ 587,759 คัน ลดลง 1.13% 

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. ระบุว่า การผลิตเพื่อส่งออกในเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 55,694 คัน ลดลง 36.20% คิดเป็น 48.76% ของการผลิตทั้งหมด ขณะที่การผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 58,520 คัน หรือ 51.24% ของยอดผลิตรวม เพิ่มขึ้น 12.78% สะท้อนว่าตลาดภายในประเทศเริ่มมีบทบาทมากขึ้น แม้ภาพรวมอุตสาหกรรมยังเผชิญแรงกดดันจากต่างประเทศ 

ด้านยอดจำหน่ายรถยนต์ภายในประเทศเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 57,765 คัน เพิ่มขึ้น 10.60% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 19.36% จากเดือนเมษายน โดยมีแรงหนุนจากยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) และรถ SUV ไฟฟ้าที่ขยายตัวตามราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงการกลับมาผลิตของผู้ประกอบการบางราย อย่างไรก็ตาม ตลาดรถกระบะยังฟื้นตัวช้า เพิ่มขึ้นเพียง 0.21% จากความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงกว่า 80% ของ GDP และกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง 

สำหรับตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้ายังคงเติบโตโดดเด่น โดยยอดขาย รถยนต์นั่ง BEV อยู่ที่ 18,034 คัน เพิ่มขึ้น 61.19% ขณะที่ PHEV เพิ่มขึ้น 123.82% และ HEV เพิ่มขึ้น 28.82% ส่วนฝั่งการผลิต แม้การผลิตรถยนต์นั่ง BEV ลดลงเล็กน้อย 3.53% เหลือ 6,185 คัน แต่การผลิตรถกระบะไฟฟ้าเพิ่มขึ้นถึง 619.51% เป็น 295 คัน สะท้อนการขยายตัวของฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ 

ด้านการส่งออก รถยนต์สำเร็จรูปเดือนพฤษภาคมมีจำนวน 59,434 คัน ลดลง 26.69% จากปีก่อน เนื่องจากการส่งออกไปยังตะวันออกกลางลดลงถึง 66.14% จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ขณะที่ตลาดออสเตรเลียและโอเชียเนียลดลง 37.18% จากการแข่งขันของรถยนต์ไฟฟ้าจีนและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกรถยนต์อยู่ที่ 41,723 ล้านบาท ลดลง 24.36% และเมื่อรวมเครื่องยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่ มูลค่าส่งออกอยู่ที่ 70,027.71 ล้านบาท ลดลง 14.23% 

อย่างไรก็ตาม ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 ตลาดในประเทศยังส่งสัญญาณฟื้นตัว โดยยอดขายรถยนต์สะสมอยู่ที่ 288,242 คัน เพิ่มขึ้น 14.10% ขณะที่ยอดขายรถยนต์นั่งไฟฟ้า (BEV) พุ่ง 83.27% แตะ 82,143 คัน และการจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ยังขยายตัวต่อเนื่อง ส.อ.ท. มองว่าปัจจัยสนับสนุนในระยะต่อไปจะมาจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้นกว่า 153,558 ล้านบาท ในช่วง 5 เดือนแรก การปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทย รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนของภาครัฐ แม้ยังต้องติดตามความเสี่ยงจากสงครามการค้าและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด

ที่มาข้อมูล : ส.อ.ท.

ที่มารูปภาพ : ส.อ.ท.