
นายณัฐพงศ์ ณ ระนอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ บล.ดาโอ เปิดเผยว่า ครึ่งแรกของปี 2569บริษัทมีการเติบโตที่แข็งแกร่ง ปัจจุบันมีสินทรัพย์ภายใต้คำแนะนำการลงทุน (AUA) อยู่ที่1.2 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับสิ้นปีที่ผ่านมาและมีรายได้ ณ สิ้นปี 2568 เติบโตอยู่ที่ 1,300 ล้านบาท
ทั้งนี้ด้วยความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากนักลงทุนส่งผลให้ธุรกิจของ บล.ดาโอ มีการเติบโตที่ดี แบ่งเป็นธุรกิจตราสารทุนเติบโต40% วาณิชธนกิจเติบโต35%กองทุนรวมเติบโต20% การลงทุนในต่างประเทศเติบโต20%และมีบัญชีซื้อขายที่มีการเคลื่อนไหวจำนวน18,871 บัญชีในช่วง1 ปีที่ผ่านมาและมีบัญชีซื้อขายย้อนหลัง 5 ปี จำนวน41,760 บัญชี ซึ่งอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง
โดยการเติบโตในครึ่งปีแรกมาจากรายได้ค่าธรรมเนียมการซื้อขายทั้งตลาดหุ้นไทย TFEXและตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผ่านแพลตฟอร์มDAOLSEC Smart Foreign และเติบโตจากการเป็นตัวแทนจำหน่ายหลักทรัพย์กองทุนรวม (Selling Agent)และ Structured Noteรวมถึงมีการจัดสัมมนาให้ความรู้แก่ลูกค้าทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยผลักดันยอดขายให้เติบโต
สรุปข่าว
นายณัฐพงศ์ ณ ระนอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ บล.ดาโอ เปิดเผยว่า ครึ่งแรกของปี 2569บริษัทมีการเติบโตที่แข็งแกร่ง ปัจจุบันมีสินทรัพย์ภายใต้คำแนะนำการลงทุน (AUA) อยู่ที่1.2 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับสิ้นปีที่ผ่านมาและมีรายได้ ณ สิ้นปี 2568 เติบโตอยู่ที่ 1,300 ล้านบาท
ทั้งนี้ด้วยความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากนักลงทุนส่งผลให้ธุรกิจของ บล.ดาโอ มีการเติบโตที่ดี แบ่งเป็นธุรกิจตราสารทุนเติบโต40% วาณิชธนกิจเติบโต35%กองทุนรวมเติบโต20% การลงทุนในต่างประเทศเติบโต20%และมีบัญชีซื้อขายที่มีการเคลื่อนไหวจำนวน18,871 บัญชีในช่วง1 ปีที่ผ่านมาและมีบัญชีซื้อขายย้อนหลัง 5 ปี จำนวน41,760 บัญชี ซึ่งอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง
โดยการเติบโตในครึ่งปีแรกมาจากรายได้ค่าธรรมเนียมการซื้อขายทั้งตลาดหุ้นไทย TFEXและตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผ่านแพลตฟอร์มDAOLSEC Smart Foreign และเติบโตจากการเป็นตัวแทนจำหน่ายหลักทรัพย์กองทุนรวม (Selling Agent)และ Structured Noteรวมถึงมีการจัดสัมมนาให้ความรู้แก่ลูกค้าทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยผลักดันยอดขายให้เติบโต
ขณะเดียวกัน ในช่วงปลายไตรมาส 2 มีการเติบโตจากตราสารหนี้ เนื่องจากแนวโน้มดอกเบี้ยที่คาดว่าอาจจะเริ่มเป็นขาขึ้น ส่งผลให้มีการเร่งออกตราสารหนี้เพื่อล็อกต้นทุนทางการเงิน ซึ่งนักลงทุนเริ่มกลับมาลงทุนในพันธบัตรและหุ้นกู้ตัวยาวขึ้น เช่นช่วงอายุ 3-5 ปีตามความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ภายหลังสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศเริ่มคลี่คลาย
สำหรับทิศทางการดำเนินงานในครึ่งปีหลังของปี 2569 บริษัทยังคงมุ่งเน้นการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) และการเป็นผู้ให้บริการทางการเงินแบบครบวงจร (One-Stop Financial Service) โดยมีแผนขยายฐานลูกค้าในต่างจังหวัด ผ่านการร่วมจัดงานกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าผู้มีความมั่งคั่งสูงในหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ
รวมถึงมุ่งผลักดันการใช้งานแพลตฟอร์ม TradingView ที่ให้บริการซื้อขาย TFEX ให้นักลงทุนสามารถวิเคราะห์กราฟและส่งคำสั่งซื้อขายได้ในที่เดียว รวมถึงแพลตฟอร์มซื้อขายหุ้นต่างประเทศออนไลน์ (SAXO) และขยายทีมที่ปรึกษาการลงทุน Wealth Management ที่เชี่ยวชาญ
นอกจากนี้ บริษัทเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ Global Bond ลงทุนหุ้นกู้และพันธบัตรต่างประเทศระดับ Investment Grade ของบริษัทชั้นนำระดับโลก เช่นMeta และ Microsoftเพื่อตอบโจทย์การลงทุนระดับสากล และการลงทุนในหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝงอ้างอิงหุ้นไทย (KIKO) เพื่อตอบโจทย์นักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่หลากหลาย
“ด้วยจุดเด่นด้านการให้บริการที่ครบวงจรประกอบกับแนวโน้มตลาด แผนธุรกิจในครึ่งปีหลัง และการสนับสนุนจากกลุ่มดาโอ ประเทศเกาหลีใต้ บริษัทมั่นใจว่าจะสามารถผลักดันการเติบโตรายได้ในปี 2569ไว้ที่ 1,600 ล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 25% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าพร้อมเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน” นายณัฐพงศ์ กล่าว
