HSBC คาด กนง.คงดอกเบี้ย 1% ยาวถึงปี 2570 ห่วงต้นทุนพลังงาน

Share on Line Share on Facebook Share on X
HSBC คาด กนง.คงดอกเบี้ย 1% ยาวถึงปี 2570 ห่วงต้นทุนพลังงาน

ธนาคารเอชเอสบีซี (HSBC) ประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00% ในการประชุมวันที่ 24 มิถุนายน 2569 และอาจตรึงดอกเบี้ยในระดับดังกล่าวต่อเนื่องตลอดปี 2569-2570 เพื่อรองรับเศรษฐกิจไทยที่ยังอยู่ในภาวะเปราะบางและมีความผันผวนสูง

นายอาริส ดาคาเนย์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ประจำภูมิภาคอาเซียน ธนาคารเอชเอสบีซี ระบุว่า แม้แนวโน้มเงินเฟ้ออาจเร่งตัวขึ้นในระยะข้างหน้า แต่ ธปท. ยังมีแนวโน้มใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย เนื่องจากต้องคำนึงถึงแรงกดดันต่อภาคธุรกิจและการลงทุนภาคเอกชนที่เริ่มอ่อนแรงลงอย่างชัดเจน

HSBC มองว่า ในปี 2570 ภาครัฐอาจจำเป็นต้องใช้นโยบายการคลังอย่างเข้มงวดมากขึ้น เพื่อรักษาสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ให้อยู่ต่ำกว่ากรอบวินัยการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70% อย่างไรก็ตาม การรัดเข็มขัดทางการคลังอาจกลายเป็นข้อจำกัดต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย และทำให้ภาคเอกชนต้องเข้ามารับบทบาทสำคัญในการพยุงการเติบโตแทน

แต่ภาคเอกชนเองก็เผชิญความท้าทายจากต้นทุนปัจจัยการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ผลักดันราคาพลังงานให้ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการจำนวนมากไม่สามารถผลักภาระต้นทุนดังกล่าวไปยังผู้บริโภคได้เต็มที่ ส่งผลให้ส่วนต่างกำไรของธุรกิจถูกบีบตัว และอาจกระทบต่อการตัดสินใจขยายธุรกิจหรือเริ่มลงทุนโครงการใหม่ในปี 2570

สรุปข่าว

HSBC ประเมิน ธปท. จะคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ในการประชุม 24 มิ.ย.นี้ และอาจตรึงยาวถึงปี 2569-2570 เพื่อประคองเศรษฐกิจไทยที่ยังเปราะบาง ชี้ต้นทุนพลังงานจากความขัดแย้งตะวันออกกลางกดดันภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SME ขณะที่ความเชื่อมั่นการลงทุนลดต่ำสุดนับจากวิกฤตการเงินโลกอย่างไรก็ดี FDI ไทยยังเป็นแรงหนุนสำคัญ หลังปี 2568 เงินลงทุนต่างชาติไหลเข้า 6.12 แสนล้านบาท สูงสุดในรอบกว่าทศวรรษเมื่อเทียบสัดส่วนต่อ GDP

ธนาคารเอชเอสบีซี (HSBC) ประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00% ในการประชุมวันที่ 24 มิถุนายน 2569 และอาจตรึงดอกเบี้ยในระดับดังกล่าวต่อเนื่องตลอดปี 2569-2570 เพื่อรองรับเศรษฐกิจไทยที่ยังอยู่ในภาวะเปราะบางและมีความผันผวนสูง

นายอาริส ดาคาเนย์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ประจำภูมิภาคอาเซียน ธนาคารเอชเอสบีซี ระบุว่า แม้แนวโน้มเงินเฟ้ออาจเร่งตัวขึ้นในระยะข้างหน้า แต่ ธปท. ยังมีแนวโน้มใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย เนื่องจากต้องคำนึงถึงแรงกดดันต่อภาคธุรกิจและการลงทุนภาคเอกชนที่เริ่มอ่อนแรงลงอย่างชัดเจน

HSBC มองว่า ในปี 2570 ภาครัฐอาจจำเป็นต้องใช้นโยบายการคลังอย่างเข้มงวดมากขึ้น เพื่อรักษาสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ให้อยู่ต่ำกว่ากรอบวินัยการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70% อย่างไรก็ตาม การรัดเข็มขัดทางการคลังอาจกลายเป็นข้อจำกัดต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย และทำให้ภาคเอกชนต้องเข้ามารับบทบาทสำคัญในการพยุงการเติบโตแทน

แต่ภาคเอกชนเองก็เผชิญความท้าทายจากต้นทุนปัจจัยการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ผลักดันราคาพลังงานให้ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการจำนวนมากไม่สามารถผลักภาระต้นทุนดังกล่าวไปยังผู้บริโภคได้เต็มที่ ส่งผลให้ส่วนต่างกำไรของธุรกิจถูกบีบตัว และอาจกระทบต่อการตัดสินใจขยายธุรกิจหรือเริ่มลงทุนโครงการใหม่ในปี 2570

สัญญาณดังกล่าวสะท้อนผ่านดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ที่ปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) อย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงดัชนีราคาผู้ผลิตในภาคการผลิต (PMI) ที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่าดัชนีราคาผลผลิต (Output Price Index) ซึ่งบ่งชี้ว่าภาคธุรกิจกำลังแบกรับแรงกระแทกจากต้นทุนพลังงานไว้เป็นส่วนใหญ่

แรงกดดันดังกล่าวเห็นได้ชัดในกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) รวมถึงภาคครัวเรือนที่ต้องเผชิญกับภาวะสินเชื่อตึงตัวและข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง ขณะเดียวกัน ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจต่อผลการดำเนินงานและการลงทุนในอนาคตได้ปรับลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลกในปี 2550-2551 หากไม่นับช่วงการระบาดของโควิด-19

อย่างไรก็ดี HSBC มองว่า ปัจจัยบวกสำคัญของเศรษฐกิจไทยในระยะนี้คือการลงทุนภาคเอกชนที่ยังทำได้ดีกว่าคาด โดยเฉพาะเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งยังคงไหลเข้าสู่ไทยอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 มีมูลค่า FDI เข้าประเทศรวม 612,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 3.2% ของ GDP ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2556 เมื่อเทียบในสัดส่วนต่อ GDP ขณะที่ยอดอนุมัติ FDI ในปีที่ผ่านมา ยังทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และแนวโน้มดังกล่าวยังต่อเนื่องมาถึงปี 2569

ที่มาข้อมูล : HSBC

ที่มารูปภาพ : HSBC