
ธนาคารมองว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคของการแข่งขันทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่เข้มข้นมากขึ้น ขณะที่หลายประเทศให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ส่งผลให้เกิดการอัดฉีดเงินลงทุน การสนับสนุนจากภาครัฐ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกและผลประกอบการภาคธุรกิจในระยะยาว
นายวิลเลม เซลส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการลงทุน ประจำภูมิภาคเอเชีย ของ HSBC Private Bank กล่าวว่า แม้ความผันผวนยังคงเป็นส่วนหนึ่งของตลาดการเงินโลก แต่นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับการสร้างพอร์ตการลงทุนที่มีความยืดหยุ่นและมีการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม เพื่อรองรับความไม่แน่นอนในระยะสั้น ขณะเดียวกันควรมุ่งเน้นการลงทุนในแนวโน้มการเติบโตเชิงโครงสร้างที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ในระยะยาว
สรุปข่าว
ธนาคารมองว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคของการแข่งขันทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่เข้มข้นมากขึ้น ขณะที่หลายประเทศให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ส่งผลให้เกิดการอัดฉีดเงินลงทุน การสนับสนุนจากภาครัฐ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกและผลประกอบการภาคธุรกิจในระยะยาว
นายวิลเลม เซลส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการลงทุน ประจำภูมิภาคเอเชีย ของ HSBC Private Bank กล่าวว่า แม้ความผันผวนยังคงเป็นส่วนหนึ่งของตลาดการเงินโลก แต่นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับการสร้างพอร์ตการลงทุนที่มีความยืดหยุ่นและมีการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม เพื่อรองรับความไม่แน่นอนในระยะสั้น ขณะเดียวกันควรมุ่งเน้นการลงทุนในแนวโน้มการเติบโตเชิงโครงสร้างที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ในระยะยาว
สำหรับไตรมาส 3 ปี 2569 ธนาคารแนะนำ 4 กลยุทธ์การลงทุนหลัก ประกอบด้วย
1. ลงทุนรับอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วย AI
HSBC Private Bank มองว่าการเติบโตของอุตสาหกรรม AI ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น โดยผลประกอบการของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ขณะที่ความกังวลเรื่องการสร้างรายได้เริ่มลดลง ประกอบกับการปรับฐานของหุ้นเทคโนโลยีในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เกิดโอกาสลงทุนในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และบริษัทที่นำ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจ
2. วางตำแหน่งลงทุนรับกระแสความมั่นคงทางพลังงาน
ธนาคารมองว่าความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนด้านพลังงานกำลังผลักดันให้หลายประเทศเร่งกระจายแหล่งพลังงาน ลงทุนในโครงข่ายไฟฟ้า และเพิ่มการใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจในกลุ่มพลังงาน สาธารณูปโภค และโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว
3. เพิ่มความยืดหยุ่นของพอร์ตผ่านกลยุทธ์ Multi-Asset
HSBC Private Bank แนะนำให้นักลงทุนกระจายความเสี่ยงผ่านการลงทุนในตราสารหนี้ ทองคำ สินทรัพย์ทางเลือก และการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ควบคู่กับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งสามารถสร้างกระแสเงินสดที่มั่นคงและปรับตัวได้ดีในภาวะเงินเฟ้อ
4. คว้าโอกาสจากนวัตกรรมและรายได้ในเอเชีย
ธนาคารแนะนำการลงทุนแบบ Barbell Strategy ซึ่งเป็นการผสมผสานสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงกับสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำเข้าด้วยกัน เพื่อเปิดรับโอกาสจากคลื่นนวัตกรรมในเอเชีย พร้อมสร้างรายได้จากสินทรัพย์คุณภาพ โดยให้น้ำหนักการลงทุนเพิ่มในจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง สิงคโปร์ และเกาหลีใต้
นายแพทริค โฮ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการลงทุน ประจำภูมิภาคเอเชียเหนือ ของ HSBC Private Bank กล่าวว่า เอเชียยังเป็นภูมิภาคที่ได้เปรียบจากบทบาทผู้นำด้านเซมิคอนดักเตอร์และการพัฒนาเทคโนโลยี AI โดยเฉพาะโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models) ซึ่งกำลังเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต
นอกจากนี้ นักลงทุนยังสามารถสร้างโอกาสรับผลตอบแทนจากตราสารหนี้ควบคู่ไปกับการลงทุนในตลาดหุ้นที่ได้รับอานิสงส์จากการปฏิรูปธรรมาภิบาลของภาคธุรกิจในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน และสิงคโปร์
สำหรับประเทศไทย HSBC Private Bank มองว่าแม้ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจเริ่มปรับตัวดีขึ้นในช่วงต้นปี 2569 แต่ความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลให้ต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นแรงกดดันสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยที่ยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในระดับสูง
ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ยังคงเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น ภาวะการเงินที่ตึงตัว และการแข่งขันจากสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน ส่วนภาคการท่องเที่ยวแม้จะฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่ยังขยายตัวช้ากว่าหลายประเทศในภูมิภาค
ด้วยปัจจัยดังกล่าว HSBC Private Bank จึงคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะเติบโตเพียง 1.6% ขณะที่ตลาดหุ้นไทยแม้ได้รับแรงหนุนจากบรรยากาศหลังการเลือกตั้งและเป็นหนึ่งในตลาดที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นในภูมิภาคช่วงที่ผ่านมา แต่ระดับราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมากแล้ว รวมถึงความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น อาจทำให้โอกาสสร้างผลตอบแทนเหนือกว่าตลาดหุ้นโลกและตลาดหุ้นภูมิภาคมีจำกัดในระยะข้างหน้า
ด้านค่าเงินบาท ธนาคารมีมุมมองเป็นกลาง และคาดว่าค่าเงินบาทจะทยอยแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐภายในสิ้นปี 2569 ตามทิศทางเศรษฐกิจและกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายในภูมิภาค
