ภาคอุตฯเหล็กหนุน โรดแมป 3 ปีเปลี่ยนผ่านสู่เทค"โนโลยี EAF "อุดรอยรั่วความเสี่ยง

Share on Line Share on Facebook Share on X
ภาคอุตฯเหล็กหนุน โรดแมป 3 ปีเปลี่ยนผ่านสู่เทค"โนโลยี EAF "อุดรอยรั่วความเสี่ยง

นายประวิทย์  หอรุ่งเรือง   กรรมการสมาคมการค้าเหล็กทรงยาวมาตรฐาน  เปิดเผยว่า  สมาคมการค้าเหล็กทรงยาวมาตรฐานและภาคส่วนอุตสาหกรรมเหล็กไทยสนับสนุนนโยบายเชิงรุกของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและคณะข้าราชการจากกรณีการเตรียมพิจารณายกเลิกการใช้เตาหลอมกระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำ (IF) ในการผลิตเหล็กเส้นก่อสร้างถือเป็นความกล้าหาญทางนโยบาย (Policy Courage) เพราะตลอด 10 ปีที่ผ่านมาเทคโนโลยีเตาหลอม IF ที่อยู่ในมาตรฐานมอก. ได้สร้างความสุ่มเสี่ยงและความกังวลในภาคการก่อสร้างมาโดยตลอดแต่ท่านรัฐมนตรีคนปัจจุบันกล้าที่จะก้าวข้ามกรอบเดิมๆทลายทุกแรงกดดันโดยเลือกเอา "ความปลอดภัยในชีวิตประชาชน" และ "ผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศ" เป็นศูนย์กลางรวมทั้งเป็นการปฏิรูปโครงสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม (Level Playing Field) ทลายความเหลื่อมล้ำยุติการเอารัดเอาเปรียบและสถาปนาธรรมาภิบาลในระบบเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยได้อย่างยั่งยืน

จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกด้านโลหะวิทยาและสิ่งแวดล้อมพบว่าเทคโนโลยี EAF มีข้อดีที่สามารถอุดรอยรั่วความเสี่ยงของเทคโนโลยีล้าหลังได้อย่างเบ็ดเสร็จใน 4 มิติหลักดังนี้

1.เนื้อเหล็กบริสุทธิ์สูงด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง: ระบบ EAF ร่วมกับเตาปรุงน้ำเหล็ก (LF) มีกระบวนการทางเคมีที่เป่าออกซิเจนเพื่อดึงสิ่งมลทินกักตะกรันและกวนน้ำเหล็กด้วยก๊าซอาร์กอน ทำให้ส่วนผสมทางเคมีสม่ำเสมอและลดสารฝังในที่ไม่ใช่โลหะได้เด็ดขาด

2.แก้โจทย์ข้อจำกัด "เศษเหล็กชุมชนปนเปื้อน" บริบทของไทยต้องรีไซเคิลเศษเหล็กชุมชนที่มีการปนเปื้อนสูง (เช่นเศษตัวถังรถสังกะสีตะปู) ซึ่งเตา IF ทำได้เพียง "หลอมให้ละลาย" แต่ไม่มีกลไกเคมีในการขจัดสารอันตรายอย่างกำมะถันฟอสฟอรัสหรือโบรอนออกไปได้ทำให้สารเหล่านี้ฝังแน่นจนกลายเป็นเหล็กด้อยคุณภาพ

3.โครงสร้างปลอดภัยไม่เปราะหัก: สารตกค้างจากเตา IF จะทำให้เหล็กเกิดสภาวะเปราะหักง่าย (Brittle Fracture) และเสี่ยงต่อการพังทลายเมื่อโครงสร้างอาคารต้องรับน้ำหนักสะสมการเปลี่ยนมาใช้ EAF จึงเป็นการป้องกันอุบัติภัยตึกถล่มและปกป้องชีวิตประชาชนอย่างแท้จริง



สรุปข่าว

สมาคมการค้าเหล็กทรงยาวมาตรฐานและภาคส่วนอุตสาหกรรมเหล็กไทยแถลงจุดยืนสนับสนุนนโยบายเชิงรุกของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและคณะข้าราชการจากกรณีการเตรียมพิจารณายกเลิกการใช้เตาหลอมกระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำ (IF) ในการผลิตเหล็กเส้นก่อสร้างเพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่เทคโนโลยีเตาอาร์กไฟฟ้า (EAF) และเตาปรุงน้ำเหล็ก (Ladle Furnace) ที่ได้มาตรฐานสากลภายใน 3 ปีซึ่งนับเป็นการจุดกระแสความเชื่อมั่นครั้งใหญ่ในสังคม

นายประวิทย์  หอรุ่งเรือง   กรรมการสมาคมการค้าเหล็กทรงยาวมาตรฐาน  เปิดเผยว่า  สมาคมการค้าเหล็กทรงยาวมาตรฐานและภาคส่วนอุตสาหกรรมเหล็กไทยสนับสนุนนโยบายเชิงรุกของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและคณะข้าราชการจากกรณีการเตรียมพิจารณายกเลิกการใช้เตาหลอมกระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำ (IF) ในการผลิตเหล็กเส้นก่อสร้างถือเป็นความกล้าหาญทางนโยบาย (Policy Courage) เพราะตลอด 10 ปีที่ผ่านมาเทคโนโลยีเตาหลอม IF ที่อยู่ในมาตรฐานมอก. ได้สร้างความสุ่มเสี่ยงและความกังวลในภาคการก่อสร้างมาโดยตลอดแต่ท่านรัฐมนตรีคนปัจจุบันกล้าที่จะก้าวข้ามกรอบเดิมๆทลายทุกแรงกดดันโดยเลือกเอา "ความปลอดภัยในชีวิตประชาชน" และ "ผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศ" เป็นศูนย์กลางรวมทั้งเป็นการปฏิรูปโครงสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม (Level Playing Field) ทลายความเหลื่อมล้ำยุติการเอารัดเอาเปรียบและสถาปนาธรรมาภิบาลในระบบเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยได้อย่างยั่งยืน

จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกด้านโลหะวิทยาและสิ่งแวดล้อมพบว่าเทคโนโลยี EAF มีข้อดีที่สามารถอุดรอยรั่วความเสี่ยงของเทคโนโลยีล้าหลังได้อย่างเบ็ดเสร็จใน 4 มิติหลักดังนี้

1.เนื้อเหล็กบริสุทธิ์สูงด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง: ระบบ EAF ร่วมกับเตาปรุงน้ำเหล็ก (LF) มีกระบวนการทางเคมีที่เป่าออกซิเจนเพื่อดึงสิ่งมลทินกักตะกรันและกวนน้ำเหล็กด้วยก๊าซอาร์กอน ทำให้ส่วนผสมทางเคมีสม่ำเสมอและลดสารฝังในที่ไม่ใช่โลหะได้เด็ดขาด

2.แก้โจทย์ข้อจำกัด "เศษเหล็กชุมชนปนเปื้อน" บริบทของไทยต้องรีไซเคิลเศษเหล็กชุมชนที่มีการปนเปื้อนสูง (เช่นเศษตัวถังรถสังกะสีตะปู) ซึ่งเตา IF ทำได้เพียง "หลอมให้ละลาย" แต่ไม่มีกลไกเคมีในการขจัดสารอันตรายอย่างกำมะถันฟอสฟอรัสหรือโบรอนออกไปได้ทำให้สารเหล่านี้ฝังแน่นจนกลายเป็นเหล็กด้อยคุณภาพ

3.โครงสร้างปลอดภัยไม่เปราะหัก: สารตกค้างจากเตา IF จะทำให้เหล็กเกิดสภาวะเปราะหักง่าย (Brittle Fracture) และเสี่ยงต่อการพังทลายเมื่อโครงสร้างอาคารต้องรับน้ำหนักสะสมการเปลี่ยนมาใช้ EAF จึงเป็นการป้องกันอุบัติภัยตึกถล่มและปกป้องชีวิตประชาชนอย่างแท้จริง



4.โปร่งใสตรวจสอบย้อนกลับได้ 100% (Compliance & Traceability): โรงงาน EAF ยึดหลักธรรมาภิบาลและการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดโดยมีการลงทุนติดตั้งระบบดูดฝุ่นครบวงจร (รวมถึงระบบ Hood Canopy คลุมในโรงงาน) จัดการ "ฝุ่นแดง" (กากพิษ) ในระบบปิดและส่งกำจัดผ่านระบบ e-Manifest อย่างถูกต้องเพื่อลดมลพิษทางอากาศใช้บุคลากรที่ผ่านการอบรมเข้มงวดในพื้นที่เสี่ยงอันตรายสอดคล้องตามกฎหมายแรงงานตลอดจนจัดซื้อเศษเหล็กผ่าน Supply Chain ที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ต่อกรมสรรพากรอย่างโปร่งใสและมีการรายงานข้อมูลการผลิตและสินค้าคงคลังตามเวลาเพื่อให้ภาครัฐตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกขั้นตอน

นอกจากนี้นโยบายการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวยังสอดคล้องกับบรรทัดฐานสากลและมีหลักฐานเชิงประจักษ์ (Global Evidence) มารองรับชัดเจนไม่ว่าจะเป็นโมเดลความสำเร็จของประเทศจีนที่คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน (NDRC) สั่งกวาดล้างและปิดโรงงานเตา IF ที่ผลิตเหล็กเส้นก่อสร้างสำเร็จ 100% ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2560 ด้วยเหตุผลด้านคุณภาพความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมสอดคล้องกับผลวิจัยระดับภูมิภาคอาเซียนปีพ.ศ. 2568 โดยสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAISI) ร่วมกับมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์แห่งมาเลเซียที่ชี้ชัดว่าเหล็กเส้นจากเตา IF มีอัตราแตกหักจากการทดสอบแรงกระแทก (Impact Test) สูงถึง 67% และเคมีไม่ผ่านเกณฑ์ 12.5% ขณะที่เหล็กจากระบบ EAF ที่ผ่านการปรุงน้ำเหล็กผ่านเกณฑ์สมบูรณ์ 100% ขณะที่ในประเทศพัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่นก็ไม่มีการใช้เทคโนโลยีเตา IF ในการผลิตเหล็กสำหรับงานโครงสร้างหลักเนื่องจากตระหนักถึงความเสี่ยงด้านวิศวกรรมความปลอดภัย


ทั้งนี้ภาคอุตสาหกรรมมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย (PROPOSED ROADMAP) เพื่อสนับสนุนแนวทางการทำงานของกระทรวงอุตสาหกรรมให้บรรลุเป้าหมายภายใน 3 ปีอย่างเป็นรูปธรรมและราบรื่นโดยเสนอมาตรกาเฉพาะหน้าในการแก้ไขกฎระเบียบมอก. ดังนี้

1.    แก้ไขมอก. 20-2559 (เหล็กเส้นกลม): จำกัดให้เตา IF ผลิตได้เฉพาะชั้นคุณภาพ SR24 ขนาดไม่เกิน 15 มม. และอนุญาตให้ใช้เฉพาะอาคารประเภท Low Rise เช่นบ้านชั้นเดียวเท่านั้น

2.    แก้ไขมอก. 24-2559 (เหล็กเส้นข้ออ้อย): บังคับใช้กระบวนการผลิตจากเตา EAF หรือ BOF เท่านั้นเนื่องจากเป็นโครงสร้างหลักและสาธารณูปโภคสำคัญของประเทศ

3.    กำหนดข้อบังคับเครื่องจักร: กำหนดให้สายการผลิตเหล็กเส้นทุกชนิดต้องติดตั้งเตาปรุงน้ำเหล็ก (Ladle Furnace: LF) เป็นเครื่องจักรภาคบังคับ

"การเริ่มต้นเปลี่ยนผ่านในวันนี้อาจมีแรงต้านและอุปสรรคแต่การปล่อยให้เทคโนโลยีล้าหลังกัดเซาะระบบเศรษฐกิจและความปลอดภัยของประชาชนคือความเสี่ยงที่ประเทศรับไม่ได้การเดินหน้าปฏิรูปในครั้งนี้คือการยกระดับและคัดกรองอุตสาหกรรมเหล็กไทยให้เหลือเพียงผู้ประกอบการที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมตามแนวทาง ESG โดยภาครัฐสามารถนำเกณฑ์มาตรฐานอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry ระดับ 3 ขึ้นไป) มาใช้เป็นเครื่องมือเชิงบวกในการจูงใจ”นายประวิทย์กล่าว

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN

แท็กบทความ

ย่อโลกเศรษฐกิจ
ประวิทย์ หอรุ่งเรือง
เตาหลอมกระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำ
เตาอาร์กไฟฟ้า (
เตาปรุงน้ำเหล็ก
สมาคมการค้าเหล็ก