ฟุตบอลโลก 2026 ตั๋วแพงสุด ลุ้นปลุกเศรษฐกิจ

Share on Line Share on Facebook Share on X

มหกรรม “ฟุตบอลโลก” หรือ World Cup 2026 เริ่มเปิดฉากมาแล้วกว่า 1 สัปดาห์ จากกำหนดแข่งขันระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน-19 กรกฎาคม โดยการแข่งขันในปีนี้ถือเป็นครั้งใหญ่และแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก เนื่องจากมีการเพิ่มจำนวนทีมจาก 32 เป็น 48 ทีม รวมถึงเพิ่มแมตช์แข่งขันจาก 64 เป็น 104 นัด ซึ่งทีมจาก 48 ประเทศที่เข้าชิงชัยมีสัดส่วนร้อยละ 27 ของประชากรโลก และคิดเป็นร้อยละ 62 ของ GDP ทั้งโลก 


สำหรับสนามแข่งขันกระจายอยู่ใน 16 เมืองของสหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโก ที่เป็นเจ้าภาพร่วม โดย 16 เมืองดังกล่าวมีมูลค่า GDP รวมกันราว 11 ล้านล้านดอลลาร์ มีประชากรประมาณ 130 ล้านคน และมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเยือน 33 ล้านคนต่อปี ซึ่งคาดว่าจะได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการที่มีจำนวนผู้ชมในสนาม 6.5 ล้านคน คิดเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับฟุตบอลโลก 1994 ที่สหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพ ส่วนจำนวนผู้ชมทั่วโลกน่าจะแตะ    6 พันล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 75 ของจำนวนประชากรทั้งโลก 


นอกจากนี้ ฟุตบอลโลกครั้งล่าสุดยังเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นการที่หนึ่งในเจ้าภาพหลักทำสงครามกับประเทศที่ร่วมแข่งขัน ขณะเดียวกัน เจ้าภาพร่วมทั้ง 3 ประเทศก็กำลังเผชิญสงครามการค้า และจะต้องเจรจาข้อตกลงการค้าสหรัฐฯ-เม็กซิโก-แคนาดา (USMCA) ซึ่งแทนที่ข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ หรือนาฟต้า (NAFTA) ที่เคยใช้มาก่อนหน้านี้ 


ฟุตบอลโลก 2026 ยังทำสถิติในแง่ “ค่าตั๋ว” แพงสุดอีกด้วย ข้อมูลจาก Worldcupguide.com ระบุว่า ตั๋วเข้าชมรอบชิงชนะเลิศราคาถูกที่สุดในปีนี้สูงกว่าการแข่งขันครั้งที่แล้วในปี 2022 ร่วม 4 เท่า โดยเมื่อเปรียบเทียบตั๋วเข้าชมรอบชิงชนะเลิศราคาถูกที่สุด ในปีนี้ราคาอยู่ที่กว่า 2,000 ดอลลาร์ ส่วนเมื่อปีที่แล้วอยู่ที่ราว 600-700 ดอลลาร์ ขณะที่ตั๋วรอบชิงชนะเลิศแพงสุดในปีนี้อาจสูงถึงหมักหมื่นดอลลาร์ ด้านเกมรอบแบ่งกลุ่มคู่ใหญ่ ๆ มีราคาเฉลี่ยราว 1,000 ดอลลาร์ ส่วนแมตช์ที่ไม่ใช่ทีมดัง ราคาก็ยังอยู่ในระดับหลายร้อยดอลลาร์


ทั้งนี้ ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ราคาตั๋วเพิ่มขึ้นมาจากการที่สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ “ฟีฟ่า” หันมาใช้ระบบกำหนดราคาตั๋วแบบ Dynamic Pricing หรือการปรับราคาตามความต้องการของตลาดแบบเรียลไทม์ หากมีความต้องการซื้อสูง ราคาก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ซึ่งแนวคิดนี้เคยใช้กับงานคอนเสิร์ตและการแข่งขันกีฬาบางประเภท รวมถึง “อเมริกันฟุตบอล” กีฬายอดฮิตของชาวอเมริกัน ซึ่งลีกอาชีพสูงสุดคือ NFL ที่เน้นการสร้างรายได้สูงสุดจากทุกที่นั่งในสนาม ไม่ใช่การขายตั๋วให้หมด ทั้งห้องสวีตและเลาจน์สุดหรู เพื่อสร้างรายได้มากกว่าแค่นั่งชมการแข่งขัน 

สรุปข่าว

การแข่งขัน World Cup 2026 เข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ ครั้งนี้นับเป็นการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งใหญ่และแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ จากจำนวนทีมที่เพิ่มจาก 32 เป็น 48 ทีม แมตช์แข่งขันที่เพิ่มจาก 64 เป็น 104 นัด รวมถึงราคาตั๋วที่สูงขึ้นหลายเท่า ขณะที่ต้องลุ้นว่ามหกรรมฟาดแข้งระดับโลกครั้งนี้จะช่วยปลุกเศรษฐกิจของ 3 เจ้าภาพ และพเศรษฐกิจโลกได้แค่ไหน

มหกรรม “ฟุตบอลโลก” หรือ World Cup 2026 เริ่มเปิดฉากมาแล้วกว่า 1 สัปดาห์ จากกำหนดแข่งขันระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน-19 กรกฎาคม โดยการแข่งขันในปีนี้ถือเป็นครั้งใหญ่และแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก เนื่องจากมีการเพิ่มจำนวนทีมจาก 32 เป็น 48 ทีม รวมถึงเพิ่มแมตช์แข่งขันจาก 64 เป็น 104 นัด ซึ่งทีมจาก 48 ประเทศที่เข้าชิงชัยมีสัดส่วนร้อยละ 27 ของประชากรโลก และคิดเป็นร้อยละ 62 ของ GDP ทั้งโลก 


สำหรับสนามแข่งขันกระจายอยู่ใน 16 เมืองของสหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโก ที่เป็นเจ้าภาพร่วม โดย 16 เมืองดังกล่าวมีมูลค่า GDP รวมกันราว 11 ล้านล้านดอลลาร์ มีประชากรประมาณ 130 ล้านคน และมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเยือน 33 ล้านคนต่อปี ซึ่งคาดว่าจะได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการที่มีจำนวนผู้ชมในสนาม 6.5 ล้านคน คิดเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับฟุตบอลโลก 1994 ที่สหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพ ส่วนจำนวนผู้ชมทั่วโลกน่าจะแตะ    6 พันล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 75 ของจำนวนประชากรทั้งโลก 


นอกจากนี้ ฟุตบอลโลกครั้งล่าสุดยังเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นการที่หนึ่งในเจ้าภาพหลักทำสงครามกับประเทศที่ร่วมแข่งขัน ขณะเดียวกัน เจ้าภาพร่วมทั้ง 3 ประเทศก็กำลังเผชิญสงครามการค้า และจะต้องเจรจาข้อตกลงการค้าสหรัฐฯ-เม็กซิโก-แคนาดา (USMCA) ซึ่งแทนที่ข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ หรือนาฟต้า (NAFTA) ที่เคยใช้มาก่อนหน้านี้ 


ฟุตบอลโลก 2026 ยังทำสถิติในแง่ “ค่าตั๋ว” แพงสุดอีกด้วย ข้อมูลจาก Worldcupguide.com ระบุว่า ตั๋วเข้าชมรอบชิงชนะเลิศราคาถูกที่สุดในปีนี้สูงกว่าการแข่งขันครั้งที่แล้วในปี 2022 ร่วม 4 เท่า โดยเมื่อเปรียบเทียบตั๋วเข้าชมรอบชิงชนะเลิศราคาถูกที่สุด ในปีนี้ราคาอยู่ที่กว่า 2,000 ดอลลาร์ ส่วนเมื่อปีที่แล้วอยู่ที่ราว 600-700 ดอลลาร์ ขณะที่ตั๋วรอบชิงชนะเลิศแพงสุดในปีนี้อาจสูงถึงหมักหมื่นดอลลาร์ ด้านเกมรอบแบ่งกลุ่มคู่ใหญ่ ๆ มีราคาเฉลี่ยราว 1,000 ดอลลาร์ ส่วนแมตช์ที่ไม่ใช่ทีมดัง ราคาก็ยังอยู่ในระดับหลายร้อยดอลลาร์


ทั้งนี้ ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ราคาตั๋วเพิ่มขึ้นมาจากการที่สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ “ฟีฟ่า” หันมาใช้ระบบกำหนดราคาตั๋วแบบ Dynamic Pricing หรือการปรับราคาตามความต้องการของตลาดแบบเรียลไทม์ หากมีความต้องการซื้อสูง ราคาก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ซึ่งแนวคิดนี้เคยใช้กับงานคอนเสิร์ตและการแข่งขันกีฬาบางประเภท รวมถึง “อเมริกันฟุตบอล” กีฬายอดฮิตของชาวอเมริกัน ซึ่งลีกอาชีพสูงสุดคือ NFL ที่เน้นการสร้างรายได้สูงสุดจากทุกที่นั่งในสนาม ไม่ใช่การขายตั๋วให้หมด ทั้งห้องสวีตและเลาจน์สุดหรู เพื่อสร้างรายได้มากกว่าแค่นั่งชมการแข่งขัน 

ที่ผ่านมา การแข่งขันกีฬาระดับโลกอย่างฟุตบอลโลกมักถูกนำเสนอต่อเมืองเจ้าภาพในฐานะแหล่งสร้างรายได้มหาศาล เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้าชม โรงแรมที่เต็มไปด้วยผู้คน การสร้างงานเพิ่ม และการใช้จ่ายหลายพันล้านดอลลาร์ของนักท่องเที่ยว แต่ฟุตบอลโลก 2026 กำลังถูกจับตามองว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับเมืองเจ้าภาพได้มากแค่ไหน เพราะการแข่งขันเกิดขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ราคาตั๋วที่พุ่งสูง ประกอบกับนโยบายการเข้าเมืองและวีซ่าที่เข้มงวดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ทำให้เกิดคำถามถึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเข้าชมการแข่งขัน


แม้แต่นักท่องเที่ยวในสหรัฐฯ เองก็กำลังเผชิญกับแรงกดดันเช่นกัน ทั้งจากตลาดแรงงานที่ซบเซาและราคาสินค้าจำเป็นที่สูงขึ้น อาทิ น้ำมันเบนซิน ซึ่งส่งผลให้ผู้คนต้องระมัดระวังการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ทั้งนี้ ราคาน้ำมันในสหรัฐฯ ขณะนี้อยู่แถว 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอน เทียบกับ 2.98 ดอลลาร์ต่อแกลลอน เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันที่สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่านเป็นครั้งแรก


จากข้อมูลของ “โซเจิร์น” (Sojern) แพลตฟอร์มด้านการท่องเที่ยวและบริการ ประเมินว่า นับถึงวันที่ 1 มิถุนายน สัดส่วนการจองเที่ยวบินเข้าชมฟุตบอลโลก 2026 ในสหรัฐฯ หลัก ๆ เป็นนักท่องเที่ยวภายในประเทศคิดเป็นเกือบร้อยละ 70 ของทั้งหมด ส่วนนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศตามมาห่าง ๆ โดยแคนาดาคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 6.4 อังกฤษคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 4.8 ต่อด้วยเม็กซิโกร้อยละ 1.9 ด้านญี่ปุ่นร้อยละ 1.2 หากแนวโน้มยังคงเป็นเช่นนี้ก็จะส่งผลต่อการใช้จ่าย เพราะทั่วไปแล้วนักท่องเที่ยวต่างชาติจะใช้จ่ายมากกว่านักท่องเที่ยวในประเทศ ก่อนหน้านี้ สมาคมการท่องเที่ยวแห่งสหรัฐฯ ประเมินว่า นักท่องเที่ยวทั่วโลกจะใช้จ่ายมากกว่าปกติ โดยเฉลี่ยอยู่ที่กว่า 5,000 ดอลลาร์ต่อคน ซึ่งสูงกว่าการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวภายในประเทศกว่า 200 ดอลลาร์ 


จากผลการศึกษาของฟีฟ่าและองค์การการค้าโลก (WTO) เมื่อปีที่แล้ว คาดการณ์ว่า การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 จะช่วยเพิ่ม GDP ให้กับ 3 ประเทศเจ้าภาพสูงถึง 3.05 หมื่นล้านดอลลาร์ เฉพาะกรณีของสหรัฐฯ อยู่ที่ราว 1.72 หมื่นล้านดอลลาร์ และเพิ่มมูลค่า GDP โลกประมาณ 4.09 หมื่นล้านดอลลาร์ รวมทั้งเพิ่มการจ้างงานได้มากถึง 185,000 ตำแหน่ง


ขณะที่ทำเนียบประเมินว่า การแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้น่าจะสร้างรายได้ราว 3 หมื่นล้านดอลลาร์ให้กับเศรษฐกิจสหรัฐฯ เมื่อเทียบศึก “ซูเปอร์โบว์ล” ที่สร้างรายได้หลักร้อยล้านดอลลาร์ถึงประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์ โดยในระหว่างการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 เงินจะสะพัดในเมืองเจ้าภาพทั่วประเทศ รวมถึงแอตแลนตา บอสตัน ดัลลัส ฮิวสตัน แคนซัสซิตี้ ลอสแอนเจลิส นิวยอร์ก นิวเจอร์ซีย์ ฟิลาเดลเฟีย ซีแอตเทิล และบริเวณอ่าวซานฟรานซิสโก ซึ่งผลการศึกษาของ SoFi บริษัทบริการทางการเงินดิจิทัล ระบุว่า เมืองเจ้าภาพแต่ละแห่งจะมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นระหว่าง 160-620 ล้านดอลลาร์ โดยส่วนหนึ่งของการกระตุ้นเศรษฐกิจจะมาจากการสร้างงานใหม่ และตัวเลขการจ้างงานในสหรัฐฯ เดือนพฤษภาคมก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเกี่ยวกับธุรกิจการพักผ่อนหย่อนใจและภาคบริการ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอลโลก

การแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2026 มีจุดเด่นที่การไม่เน้นลงทุนก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ที่เปลืองงบประมาณ อาทิ การสร้างสนามกีฬา แต่ใช้วิธีเช่าแทน อย่างในสหรัฐฯ ก็จะเช่าสนามสำหรับแข่งขันอเมริกันฟุตบอล เนื่องจากที่ผ่านมาค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่มาจากงบประมาณการก่อสร้างสนามและสาธารณูปโภคของประเทศเจ้าภาพ อาทิ สนามกีฬา “มิยางิ” ในญี่ปุ่น รวมถึงสนามกีฬา “กรีนพอยต์” ในแอฟริกาใต้ และสนามกีฬาในเมือง “มาเนาส์” ที่อยู่กลางป่าอะเมซอนของบราซิล แต่กลับไม่ได้ใช้งานหลังการแข่งขันกีฬาจบลง 


ขณะที่ตัวเลขรายได้จากตั๋วและการบริการยังไม่สามารถประเมินแน่ชัดได้ เบื้องต้นคาดการณ์ว่าน่าจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่า จาก 929 ล้านดอลลาร์ ในฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ แตะระดับมากกว่า 3 พันล้านดอลลาร์ ในฟุตบอลโลกครั้งนี้ แต่ “ริชาร์ด ชีฮาน” อาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการการเงินด้านกีฬา จากมหาวิทยาลัยนอเทรอดาม ประเมินว่า รายได้รวมจากการขายตั๋วและบริการในการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้อาจสูงถึง 7 พันล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้น 7 เท่า โดยรายได้จากตั๋วต่อแมตช์จะเพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่าเป็น 71 ล้านดอลลาร์ จาก 15 ล้านดอลลาร์ ในฟุตบอลโลกครั้งที่แล้ว


ถึงแม้ว่าฟุตบอลโลกจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ได้ แต่ก็จะเป็นเพียงชั่วคราว จากรายงานของ “โกลด์แมน แซคส์” ที่วิเคราะห์ข้อมูลจากฟุตบอลโลกครั้งก่อน ๆ ย้อนหลังไปถึงปี 1982 พบว่า การแข่งขันฟุตบอลโลกทำให้ GDP ของประเทศเจ้าภาพเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในปีที่มีการแข่งขัน แต่ผลกระทบระยะยาวต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจแทบจะเป็นศูนย์ โดยประเทศเจ้าภาพ ทั้งสหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโก จะได้รับประโยชน์จากการแข่งขันเพียงบางส่วนเท่านั้น เนื่องจากค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในประเทศอื่น ๆ ซึ่งผู้คนซื้อเครื่องดื่มและสินค้าที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอลโลกเพิ่มขึ้นในช่วงที่จัดการแข่งขัน 


ด้าน “ดอยช์แบงก์” ประเมินว่า แม้ว่าจะมีแฟนบอลต่างชาติ 1.2 ล้านคนเดินทางไปยังอเมริกาเหนือเพื่อชมการแข่งขัน แต่ผลทางเศรษฐกิจโดยรวมก็อาจมีจำกัด เนื่องจากเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่มีขนาดใหญ่ โดยอาจส่งผลให้ GDP สหรัฐ เพิ่มขึ้นในระยะสั้นเพียงร้อยละ 0.05

ที่มาข้อมูล : Reuters, CNBC, CBS, BBC, AlJazeera, wiretel

ที่มารูปภาพ : TNN