กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสังคมไทย ภายหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการปรับปรุงเกณฑ์คัดกรองผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 โดยหนึ่งในประเด็นที่กลายช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา เกิดกระแสข้อถกเถียงคือการให้นำข้อมูลการลดหย่อนภาษีบิดามารดามาใช้เป็นหนึ่งในเกณฑ์การตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประเด็นดังกล่าวสร้างความไม่พอใจในวงกว้างและเกิดคำถามถึงความสมเหตุสมผลว่า รัฐกำลังบังคับให้ประชาชนต้องเลือกระหว่างสิทธิบัตรคนจนของบิดามารดากับสิทธิลดหย่อนภาษีของบุตร ซึ่งอาจประหยัดเงินได้เพียงไม่กี่พันบาทต่อปี จนนำมาสู่การประชุมพิจารณาทบทวนหลักเกณฑ์ใหม่และยกเลิกเกณฑ์ดังกล่าว
ขณะที่กระทรวงการคลังย้ำชัดว่าหลักเกณฑ์ใหม่ที่เข้มงวดขึ้นนั้นเพื่อต้องการคัดคนที่จนและเดือดร้อนจริงภายใต้งบที่มีจำกัด เพราะตลอดระยะเวลาเกือบ 9 ปี (ตั้งแต่ปี 2560 ถึงปี 2568 โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) ได้ใช้งบไปราว 5-6 แสนล้านบาท ที่หล่อเลี้ยงระบบและดูแลประชาชนผู้มีรายได้น้อย เฉลี่ยปีละราว 50,000 - 90,000 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมในแต่ละยุคสมัย
ส่วนวงเงินงบประมาณปี 2569 ล่าสุดกระทรวงการคลังได้เตรียมงบไว้ที่ 55,257 ล้านบาท โดยหากย้อนไปดูในปีงบประมาณ 2562 เป็นปีที่มีค่าใช้จ่ายสูงสุดถึง 93,155 ล้านบาท ส่วนในปีงบประมาณ 2565 - 2568 รัฐบาลยังคงอัดฉีดงบโดยอนุมัติงบกลางเพิ่มเติม 2,900 ล้านบาท ในปี 2568 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือค่าครองชีพ โดยผู้ถือบัตรจะได้รับวงเงินสำหรับซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค 300 บาทและเพิ่มขึ้นในแต่ละช่วงตามนโยบายของรัฐบาลเช่นในปัจจุบันที่เพิ่มเป็น 1000 บาทและยังมีส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม 80 บาทต่อ 3 เดือน เงินช่วยเหลือค่าน้ำประปา 100 บาท และค่าไฟฟ้า 315 บาทต่อครัวเรือน วงเงินค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ 750 บาท/เดือน ครอบคลุม บขส. รถไฟ รถ ขสมก. รถไฟฟ้า MRT/BTS/ARL
ขณะที่จำนวนผู้เข้าร่วมโครงการเดิมเคยสูงถึง 14.2 ล้านคนในปีแรกจากนั้นเมื่อเปิดลงทะเบียนใหม่มีการคัดกรองเข้มข้นขึ้น ทำให้เหลือผู้ถือบัตรกว่า 13 ล้านคนในปัจจุบัน โดยหากนับการเปิดรับสมัครหรือทบทวนสิทธิครั้งใหญ่กระทรวงการคลังทำมาแล้ว 3 รอบใหญ่ รอบที่ 1 (ปี 2560) เปิดรับลงทะเบียนครั้งแรกสำหรับผู้มีรายได้น้อย เคยมีจำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุดถึงราว 14.4 - 14.6 ล้านคนจากนั้นมีการคัดกรองตรวจสอบคุณสมบัตร การใช้บัตรไม่เหมาะสมทำให้เหลือผู้ผ่านเกณฑ์และได้รับเหลือ 11.47 ล้านคน
จากนั้นกระทรวงการคลังเปิดลงทะเบียนครั้งใหญ่รอบที่ 2 (ปี 2565-2566) เพื่อปรับปรุงฐานข้อมูลทั้งหมดรวมทั้งกลุ่มตกหล่นทำให้มีผู้ถือบัตรอยู่ที่ 13.45 ล้านคน และมาถึงรอบปัจจุบัน (ปี 2569) ที่กำลังเปิดให้ผู้ถือบัตรรายเดิมกดยืนยันสิทธิและตรวจสอบเกณฑ์คุณสมบัติใหม่
อย่างไรก็ตามหากดูจากข้อมูล 9 ปีที่ผ่านมาคนจนไม่ได้ลดลงมากนักและการใช้งบประมาณภาครัฐในการดูแลก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนอาจถึงขีดจำกัด จนต้องมีการคัดกรองคนที่เดือดร้อนจริงให้เข้มงวดมากขึ้นและประเมินว่ารอบนี้ผู้ถือบัตรคนจน น่าจะเหลือต่ำกว่า 13.2 ล้านคน
สรุปข่าว
กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสังคมไทย ภายหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการปรับปรุงเกณฑ์คัดกรองผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 โดยหนึ่งในประเด็นที่กลายช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา เกิดกระแสข้อถกเถียงคือการให้นำข้อมูลการลดหย่อนภาษีบิดามารดามาใช้เป็นหนึ่งในเกณฑ์การตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประเด็นดังกล่าวสร้างความไม่พอใจในวงกว้างและเกิดคำถามถึงความสมเหตุสมผลว่า รัฐกำลังบังคับให้ประชาชนต้องเลือกระหว่างสิทธิบัตรคนจนของบิดามารดากับสิทธิลดหย่อนภาษีของบุตร ซึ่งอาจประหยัดเงินได้เพียงไม่กี่พันบาทต่อปี จนนำมาสู่การประชุมพิจารณาทบทวนหลักเกณฑ์ใหม่และยกเลิกเกณฑ์ดังกล่าว
ขณะที่กระทรวงการคลังย้ำชัดว่าหลักเกณฑ์ใหม่ที่เข้มงวดขึ้นนั้นเพื่อต้องการคัดคนที่จนและเดือดร้อนจริงภายใต้งบที่มีจำกัด เพราะตลอดระยะเวลาเกือบ 9 ปี (ตั้งแต่ปี 2560 ถึงปี 2568 โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) ได้ใช้งบไปราว 5-6 แสนล้านบาท ที่หล่อเลี้ยงระบบและดูแลประชาชนผู้มีรายได้น้อย เฉลี่ยปีละราว 50,000 - 90,000 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมในแต่ละยุคสมัย
ส่วนวงเงินงบประมาณปี 2569 ล่าสุดกระทรวงการคลังได้เตรียมงบไว้ที่ 55,257 ล้านบาท โดยหากย้อนไปดูในปีงบประมาณ 2562 เป็นปีที่มีค่าใช้จ่ายสูงสุดถึง 93,155 ล้านบาท ส่วนในปีงบประมาณ 2565 - 2568 รัฐบาลยังคงอัดฉีดงบโดยอนุมัติงบกลางเพิ่มเติม 2,900 ล้านบาท ในปี 2568 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือค่าครองชีพ โดยผู้ถือบัตรจะได้รับวงเงินสำหรับซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค 300 บาทและเพิ่มขึ้นในแต่ละช่วงตามนโยบายของรัฐบาลเช่นในปัจจุบันที่เพิ่มเป็น 1000 บาทและยังมีส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม 80 บาทต่อ 3 เดือน เงินช่วยเหลือค่าน้ำประปา 100 บาท และค่าไฟฟ้า 315 บาทต่อครัวเรือน วงเงินค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ 750 บาท/เดือน ครอบคลุม บขส. รถไฟ รถ ขสมก. รถไฟฟ้า MRT/BTS/ARL
ขณะที่จำนวนผู้เข้าร่วมโครงการเดิมเคยสูงถึง 14.2 ล้านคนในปีแรกจากนั้นเมื่อเปิดลงทะเบียนใหม่มีการคัดกรองเข้มข้นขึ้น ทำให้เหลือผู้ถือบัตรกว่า 13 ล้านคนในปัจจุบัน โดยหากนับการเปิดรับสมัครหรือทบทวนสิทธิครั้งใหญ่กระทรวงการคลังทำมาแล้ว 3 รอบใหญ่ รอบที่ 1 (ปี 2560) เปิดรับลงทะเบียนครั้งแรกสำหรับผู้มีรายได้น้อย เคยมีจำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุดถึงราว 14.4 - 14.6 ล้านคนจากนั้นมีการคัดกรองตรวจสอบคุณสมบัตร การใช้บัตรไม่เหมาะสมทำให้เหลือผู้ผ่านเกณฑ์และได้รับเหลือ 11.47 ล้านคน
จากนั้นกระทรวงการคลังเปิดลงทะเบียนครั้งใหญ่รอบที่ 2 (ปี 2565-2566) เพื่อปรับปรุงฐานข้อมูลทั้งหมดรวมทั้งกลุ่มตกหล่นทำให้มีผู้ถือบัตรอยู่ที่ 13.45 ล้านคน และมาถึงรอบปัจจุบัน (ปี 2569) ที่กำลังเปิดให้ผู้ถือบัตรรายเดิมกดยืนยันสิทธิและตรวจสอบเกณฑ์คุณสมบัติใหม่
อย่างไรก็ตามหากดูจากข้อมูล 9 ปีที่ผ่านมาคนจนไม่ได้ลดลงมากนักและการใช้งบประมาณภาครัฐในการดูแลก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนอาจถึงขีดจำกัด จนต้องมีการคัดกรองคนที่เดือดร้อนจริงให้เข้มงวดมากขึ้นและประเมินว่ารอบนี้ผู้ถือบัตรคนจน น่าจะเหลือต่ำกว่า 13.2 ล้านคน
ด้านนายอธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์ขับเคลื่อนความรับผิดชอบทางการคลัง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แสดงความคิดเห็นที่น่าสนใจว่าบัตรคนจนของไทยเผชิญกับปัญหาการคัดกรองมาโดยตลอดโดยอ้างอิงจากงานศึกษาของ “นายฉัตร คำแสง” ที่ระบุว่าประเทศไทยมีคนจนอยู่ราว 4 ถึง 5 ล้านคน แต่ช่วงแรกกลับมีผู้ได้รับบัตรสวัสดิการสูงถึง 14.6 ล้านคน หรือมากกว่าจำนวนคนจนจริงถึง 3 เท่า ในขณะที่คนจนตัวจริงเกือบครึ่งหนึ่งกลับตกหล่นและไม่ได้รับสิทธิดังกล่าว
ขณะที่จำนวนคนจนในประเทศไทยล่าสุดอ้างอิงจากรายงานของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. อยู่ที่ 3.43 ล้านคน หรือคิดเป็น 4.89% ของประชากรทั้งประเทศ โดยเส้นความยากจนถูกปรับขึ้นมาอยู่ที่ 3,078 บาท/คน/เดือน
นอกจากนี้ งานวิจัยของ “นายวีระวัฒน์ ภัทรศักดิ์กำจร” ยังชี้ให้เห็นข้อมูลที่น่าตกใจว่า 70% ของการรั่วไหลในระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เกิดจากผู้ได้รับสิทธิมีรายได้จริงสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ปัญหานี้เป็นความท้าทายที่จัดการได้ยาก เนื่องจากผู้ถือบัตรจำนวนมากประกอบอาชีพอิสระหรือทำธุรกิจส่วนตัว ทำให้ภาครัฐไม่สามารถตรวจสอบรายได้ที่แท้จริงได้โดยตรง
ดังนั้นท่ามกลางภาวะที่ประเทศมีข้อจำกัดทางการคลังเพิ่มขึ้นทุกปีและกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว การผลักดันให้เม็ดเงินสวัสดิการมุ่งเป้าไปยังผู้ที่เดือดร้อนจริงจึงเป็นโจทย์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้กระทรวงการคลังจึงพยายามยกระดับการคัดกรองให้รัดกุมยิ่งขึ้น โดยดึงข้อมูลเชิงลึกทางเศรษฐกิจมาประกอบการพิจารณา ทั้งข้อมูลสินเชื่อ การถือครองทรัพย์สิน การลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ รวมถึงการทำประกันชีวิต ซึ่งเกณฑ์เหล่านี้ได้รับการยอมรับจากสังคมเพราะสะท้อนศักยภาพทางการเงินได้โดยตรง แต่ชนวนดราม่ากลับปะทุขึ้นเมื่อรัฐเลือกใช้ "การลดหย่อนภาษีบิดามารดา" มาเป็นหนึ่งในตัวชี้วัด และนำไปสู่การปรับหลักเกรฑธ์ใหม่ตามมา
ดังนั้นเป้าหมายสูงสุดของนโยบายสาธารณะที่ดีควรเป็นการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิได้ง่าย ลดภาระการพิสูจน์ตัวตน และลดต้นทุนที่ประชาชนต้องแบกรับจากความผิดพลาดของระบบ สังคมไทยหันมาร่วมกันออกแบบระบบคัดกรองสวัสดิการรัฐให้มีความแม่นยำ เป็นธรรม และเข้าถึงกลุ่มคนที่เดือดร้อนอย่างแท้จริง
ขณะที่ ดร.สมชัย จิตสุชน นักวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI มองว่า ประเด็นสำคัญของการช่วยเหลือคนจน ไม่ได้อยู่ที่เงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่งของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือระบบภาษีเงินได้แบบติดลบเท่านั้น
แต่ปัญหาที่แท้จริงคือ หลายคนยังเชื่อว่าระบบคัดกรองคนจนสามารถทำได้อย่างแม่นยำ 100% ซึ่งในความเป็นจริงไม่มีประเทศใดในโลกทำได้เพราะทุกระบบที่ใช้การคัดกรองผู้มีสิทธิรับสวัสดิการ หรือที่เรียกว่า Targeting ล้วนมีความผิดพลาดอยู่เสมอ
ทั้งปัญหา "คนที่ควรได้รับสิทธิแต่ไม่ได้รับ" หรือ Exclusion Error และปัญหา "คนที่ไม่ควรได้รับแต่กลับได้รับสิทธิ" หรือ Inclusion Error โดยข้อผิดพลาดเหล่านี้เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก และบางกรณีมีสัดส่วนสูงถึงหลายสิบเปอร์เซ็นต์
สำหรับประเทศไทย ปัญหาส่วนหนึ่งมาจากฐานข้อมูลที่ยังไม่สมบูรณ์และไม่ทันสมัยเพียงพอ ทำให้ยังมีประชาชนบางกลุ่มตกหล่นจากระบบช่วยเหลือของรัฐอยู่เสมอ
ดร.สมชัย ระบุว่า การออกแบบนโยบายสวัสดิการจึงต้องตอบคำถามสำคัญให้ได้ว่า นโยบายใดควรใช้หลัก "ถ้วนหน้า" และนโยบายใดควรใช้หลัก "พุ่งเป้า"เพราะทั้งสองรูปแบบมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน
ในส่วนของสวัสดิการแบบถ้วนหน้า มีข้อดีคือแทบไม่มีคนตกหล่น ทุกคนได้รับสิทธิเหมือนกันแต่ข้อเสียคือรัฐต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก และมีการรั่วไหลไปถึงคนที่ไม่ได้มีความจำเป็นจริงในทางกลับกัน การช่วยเหลือแบบพุ่งเป้าจะใช้งบประมาณได้คุ้มค่ากว่า แต่ก็มีความเสี่ยงที่คนจนบางส่วนจะหลุดออกจากระบบ
ด้วยเหตุนี้ ดร.สมชัย จึงมองว่า นโยบายที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนควรใช้รูปแบบ "ถ้วนหน้า"เพราะหากเด็กยากจนถูกคัดกรองตกหล่น ผลกระทบจะเกิดขึ้นยาวนานตลอดชีวิต ทั้งด้านการศึกษา สุขภาพ และโอกาสทางเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งมีต้นทุนทางสังคมสูงกว่าการใช้งบประมาณเพิ่มเติม
ส่วนสวัสดิการผู้สูงอายุ ซึ่งปัจจุบันเป็นแบบถ้วนหน้ามาตั้งแต่ปี 2552 นั้น อาจไม่จำเป็นต้องเลือกเพียงทางใดทางหนึ่งแต่ควรใช้รูปแบบ "ลูกผสม" โดยยังคงเบี้ยยังชีพพื้นฐานให้ผู้สูงอายุทุกคนได้รับเหมือนเดิม หรืออาจเพิ่มขึ้นจากระดับปัจจุบันเล็กน้อย เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้สูงอายุยากจนตกหล่นจากระบบ
จากนั้นจึงเพิ่มเงินช่วยเหลือเป็นพิเศษให้กับผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยจริง เพื่อให้มีรายได้ใกล้เคียงเส้นความยากจนที่ประมาณ 3,000 บาทต่อเดือน แนวทางนี้จะช่วยให้รัฐสามารถดูแลผู้สูงอายุที่เปราะบางได้มากขึ้น โดยไม่สร้างภาระงบประมาณสูงเกินไป
สำหรับการช่วยเหลือคนจนและกลุ่มเปราะบางในอนาคต ดร.สมชัย เห็นว่ารัฐควรใช้ฐานข้อมูลคนจนและกลุ่มเปราะบางที่กำลังพัฒนาอยู่ ควบคู่กับข้อมูลการสำรวจทางสถิติของหน่วยงานอย่างสำนักงานสถิติแห่งชาติเพราะข้อมูลเชิงสถิติสามารถสะท้อนภาพความยากจนในแต่ละพื้นที่ได้แม่นยำกว่าการพึ่งข้อมูลรายบุคคลเพียงอย่างเดียว
ขณะที่ภาคเอกชนนางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เห็นด้วยกับหลักการที่รัฐบาลต้องการให้สวัสดิการภาครัฐ ไปถึงประชาชนที่มีความเดือดร้อน และต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง พร้อมระบุว่า การปรับปรุงฐานข้อมูลผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะทรัพยากรภาครัฐมีจำกัด การช่วยเหลือจึงต้องมีความแม่นยำ สามารถแยกกลุ่มผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือจริง ออกจากผู้ที่ไม่ได้อยู่ในภาวะจำเป็น เพื่อให้เม็ดเงินงบประมาณเกิดประโยชน์สูงสุด และช่วยลดภาระทางการคลังในระยะยาว
ทั้งนี้ ส.อ.ท. เสนอว่า การพัฒนาระบบสวัสดิการ ควรเดินหน้าควบคู่กับการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เช่น ข้อมูลรายได้ อาชีพ ภาระค่าใช้จ่าย ภาวะพึ่งพิง และสภาพความเป็นอยู่จริงของครัวเรือน เพื่อให้การประเมินสิทธิมีความรอบด้านมากกว่าการใช้ตัวชี้วัดเพียงด้านใดด้านหนึ่ง
นอกจากนี้ ภาคอุตสาหกรรม เห็นว่านอกจากมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพแล้ว ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการยกระดับประชาชนจาก "ผู้รับสวัสดิการ" ไปสู่ "ผู้มีรายได้ที่มั่นคง" ผ่านมาตรการพัฒนาทักษะแรงงาน) การสร้างอาชีพใหม่ และการเชื่อมโยงแรงงานเข้าสู่ภาคการผลิตและบริการที่ยังมีความต้องการกำลังคน
ดังนั้นเป้าหมายระยะยาวของประเทศ ไม่ควรเป็นเพียงการเพิ่มจำนวนผู้ได้รับสวัสดิการ แต่ควรเป็นการเพิ่มจำนวนประชาชนที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ มีงาน มีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งภาคอุตสาหกรรม พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการพัฒนาทักษะแรงงาน และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชน
โดย ส.อ.ท. เชื่อว่าการทบทวนหลักเกณฑ์ครั้งนี้ หากดำเนินการบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง โปร่งใส และรับฟังเสียงจากทุกภาคส่วน จะช่วยสร้างระบบสวัสดิการที่เป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ และทำให้การใช้งบประมาณของประเทศเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
- ครม.เพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการ 1,700 บาท ใครมีสิทธิ์รับบ้าง?
- เฝ้าระวัง "คนจน" ในไทยพุ่ง 3.43 ล้านคน
- "คนไทย" มีกิน มีใช้ หรือยัง ? ส่องตัวเลข "คนจน" ประเทศไทย ผ่านไป 1 ปี จนเพิ่มขึ้นทุกระดับ
- ปี 2567 ไทยมีคนจน 3.43 ล้าน คนจนในไทยเพิ่มขึ้นในทุกระดับ
- คลังดันแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจเข้าครม. 1 มิ.ย.นี้ คนละครึ่งเฟส3-ยิ่งใช้ยิ่งได้
ที่มาข้อมูล : TNN รวบรวม
ที่มารูปภาพ : Gemini
