ในช่วงที่ผ่านมา เริ่มมีสัญญาณที่สร้างความกังวลให้กับภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย หลังผู้ประกอบการรายใหญ่บางแห่งออกมายอมรับปัญหาสภาพคล่องอย่างเปิดเผยเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
กรณีที่พนักงานของบริษัทอสังหาริมทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์รวมตัวร้องเรียนเรื่องการค้างจ่ายเงินเดือนนาน 4-5 เดือน สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงยอดขายที่ลดลง แต่กำลังลุกลามมาถึง "กระแสเงินสด" หรือ Cash Flow ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ
นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าบริษัทดังกล่าวเร่งขายสินทรัพย์สำคัญ ทั้งอาคารสำนักงานและที่ดิน เพื่อนำเงินสดเข้ามาเสริมสภาพคล่อง พร้อมลดขนาดองค์กรและปรับลดพนักงาน หลังเผชิญยอดขายต่ำสุดในรอบหลายสิบปี
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า หากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังมีสภาพคล่องเพียงพอ ย่อมไม่มีความจำเป็นต้องขายสินทรัพย์หลักที่สามารถสร้างรายได้ในอนาคต การขายทรัพย์สินจึงถือเป็นสัญญาณเตือนที่ตลาดต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
หุ้นกู้อสังหาฯ 1.21 แสนล้านบาท ความเสี่ยงที่ตลาดกำลังจับตา
อีกหนึ่งแรงกดดันสำคัญของอุตสาหกรรม คือ ภาระหนี้หุ้นกู้ที่ครบกำหนดในปี 2569
ข้อมูลจากสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปีมีบริษัทอสังหาริมทรัพย์ผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้แล้ว 3 ราย มูลค่ารวม 7,756 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สร้างความกังวลมากกว่าคือ หุ้นกู้กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่ยังเหลือครบกำหนดชำระภายในปีนี้มากกว่า 121,000 ล้านบาท
ในอดีต บริษัทอสังหาริมทรัพย์จำนวนมากสามารถออกหุ้นกู้ชุดใหม่เพื่อนำเงินไปชำระหุ้นกู้ชุดเดิม หรือที่เรียกว่า Roll Over ได้ แต่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อหุ้นกู้อสังหาริมทรัพย์ลดลง หลังเกิดกรณีผิดนัดชำระหนี้หลายราย
ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น และบางบริษัทไม่สามารถระดมทุนได้ตามเป้าหมาย
เนื่องจากภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่มีมูลค่าหุ้นกู้คงค้างสูงที่สุดของตลาดทุนไทย หากเกิดปัญหาวงกว้าง ย่อมส่งผลกระทบต่อนักลงทุน สถาบันการเงิน และตลาดตราสารหนี้โดยรวม
สรุปข่าว
ในช่วงที่ผ่านมา เริ่มมีสัญญาณที่สร้างความกังวลให้กับภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย หลังผู้ประกอบการรายใหญ่บางแห่งออกมายอมรับปัญหาสภาพคล่องอย่างเปิดเผยเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
กรณีที่พนักงานของบริษัทอสังหาริมทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์รวมตัวร้องเรียนเรื่องการค้างจ่ายเงินเดือนนาน 4-5 เดือน สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงยอดขายที่ลดลง แต่กำลังลุกลามมาถึง "กระแสเงินสด" หรือ Cash Flow ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ
นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าบริษัทดังกล่าวเร่งขายสินทรัพย์สำคัญ ทั้งอาคารสำนักงานและที่ดิน เพื่อนำเงินสดเข้ามาเสริมสภาพคล่อง พร้อมลดขนาดองค์กรและปรับลดพนักงาน หลังเผชิญยอดขายต่ำสุดในรอบหลายสิบปี
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า หากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังมีสภาพคล่องเพียงพอ ย่อมไม่มีความจำเป็นต้องขายสินทรัพย์หลักที่สามารถสร้างรายได้ในอนาคต การขายทรัพย์สินจึงถือเป็นสัญญาณเตือนที่ตลาดต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
หุ้นกู้อสังหาฯ 1.21 แสนล้านบาท ความเสี่ยงที่ตลาดกำลังจับตา
อีกหนึ่งแรงกดดันสำคัญของอุตสาหกรรม คือ ภาระหนี้หุ้นกู้ที่ครบกำหนดในปี 2569
ข้อมูลจากสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปีมีบริษัทอสังหาริมทรัพย์ผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้แล้ว 3 ราย มูลค่ารวม 7,756 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สร้างความกังวลมากกว่าคือ หุ้นกู้กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่ยังเหลือครบกำหนดชำระภายในปีนี้มากกว่า 121,000 ล้านบาท
ในอดีต บริษัทอสังหาริมทรัพย์จำนวนมากสามารถออกหุ้นกู้ชุดใหม่เพื่อนำเงินไปชำระหุ้นกู้ชุดเดิม หรือที่เรียกว่า Roll Over ได้ แต่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อหุ้นกู้อสังหาริมทรัพย์ลดลง หลังเกิดกรณีผิดนัดชำระหนี้หลายราย
ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น และบางบริษัทไม่สามารถระดมทุนได้ตามเป้าหมาย
เนื่องจากภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่มีมูลค่าหุ้นกู้คงค้างสูงที่สุดของตลาดทุนไทย หากเกิดปัญหาวงกว้าง ย่อมส่งผลกระทบต่อนักลงทุน สถาบันการเงิน และตลาดตราสารหนี้โดยรวม
REIC ชี้ตลาดอสังหาฯ เริ่มฟื้น แต่ยังไม่แข็งแรง
แม้สัญญาณด้านสภาพคล่องจะน่ากังวล แต่ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) กลับสะท้อนภาพอีกด้านหนึ่ง
ไตรมาส 1 ปี 2569 ยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศเพิ่มขึ้น 11.2% ขณะที่สินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่เพิ่มขึ้น 11.1%
ถือเป็นสัญญาณบวกครั้งแรกในรอบหลายไตรมาส หลังตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยเผชิญแรงกดดันจากดอกเบี้ยสูงและกำลังซื้อที่ชะลอตัวมาตั้งแต่ปี 2566
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการจำนวนมากยังเลือกชะลอการเปิดโครงการใหม่ และมุ่งเน้นการระบายสต็อกที่อยู่อาศัยที่มีอยู่ เพื่อรักษาสภาพคล่องมากกว่าการลงทุนเพิ่มเติม
REIC ระบุว่า หน่วยเหลือขายสะสมยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียมและบ้านระดับกลางถึงบน ทำให้ผู้ประกอบการยังไม่มั่นใจว่าการฟื้นตัวในปัจจุบันจะยั่งยืนเพียงใด
รัฐอัดมาตรการช่วยอสังหาฯ ต่ออายุ LTV 100%
เพื่อช่วยพยุงตลาด ภาครัฐได้ขยายมาตรการ LTV 100% ไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2570
มาตรการดังกล่าวเปิดทางให้ผู้ซื้อสามารถกู้ซื้อที่อยู่อาศัยได้เต็มมูลค่าหลักประกัน ช่วยลดภาระเงินดาวน์และกระตุ้นการตัดสินใจซื้อบ้าน
ขณะเดียวกัน ตลาดยังจับตาว่ารัฐบาลจะต่ออายุมาตรการลดค่าโอนและค่าจดจำนองเหลือ 0.01% สำหรับบ้านราคาไม่เกิน 7 ล้านบาทหรือไม่ หลังมาตรการเดิมจะสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2569
แม้มาตรการเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นตลาดในระยะสั้น แต่หลายฝ่ายมองว่ายังไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ทั้งหมด
หนี้ครัวเรือนสูง กู้บ้านยาก กำลังซื้อยังไม่ฟื้น
ปัจจัยที่ยังฉุดตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย คือ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง
ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า หนี้ครัวเรือนไทยยังสูงกว่า 87% ของ GDP แม้จะทยอยลดลงจากช่วงโควิด แต่ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศในเอเชีย
ผลกระทบที่เห็นได้ชัดคือ อัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่อาศัย หรือ Rejection Rate ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะบ้านระดับราคา 3-5 ล้านบาท ซึ่งบางช่วงมีอัตราปฏิเสธสินเชื่อมากกว่า 50-60%
นอกจากนี้ รายได้ของประชาชนจำนวนมากยังเติบโตไม่ทันค่าครองชีพ ทำให้การตัดสินใจซื้อบ้านถูกเลื่อนออกไป แม้เศรษฐกิจไทยจะเริ่มฟื้นตัวก็ตาม
ขณะเดียวกัน ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ทั้งสงครามในตะวันออกกลาง ราคาพลังงาน และการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ยังเป็นปัจจัยกดดันความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุน
สรุป : ปี 2569 อาจไม่ใช่ปีทองของอสังหาฯ แต่เป็นปีแห่งการเอาตัวรอด
ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2569 กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน
ด้านหนึ่งเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวจากยอดโอนและสินเชื่อที่กลับมาเติบโต ขณะที่ภาครัฐออกมาตรการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง
แต่อีกด้านหนึ่ง ผู้ประกอบการยังเผชิญปัญหาสภาพคล่อง ภาระหนี้หุ้นกู้ และกำลังซื้อที่ฟื้นตัวช้า
ดังนั้น ปี 2569 อาจไม่ใช่ปีแห่งการเติบโตแบบก้าวกระโดดของภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย แต่เป็นปีแห่งการรักษาสภาพคล่อง ลดความเสี่ยง และปรับสมดุลธุรกิจ เพื่อเตรียมพร้อมรับการฟื้นตัวในระยะยาว
ที่มารูปภาพ : chatgpt
