กกต.แจงกฎช่วยน้ำท่วม นักการเมืองให้เกิน 3 แสน ต้องทำอย่างไร?

กกต.ย้ำหลักเกณฑ์ช่วยน้ำท่วม เชื่อมกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.
ท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วมที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในหลายพื้นที่ การลงพื้นที่แจกถุงยังชีพ มอบเงินช่วยเหลือ และสนับสนุนสิ่งของจำเป็นของพรรคการเมืองและนักการเมือง เป็นอีกหนึ่งช่องทางช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัย อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวมีหลักเกณฑ์ตามกฎหมายเลือกตั้งที่ต้องปฏิบัติ โดยเฉพาะวงเงินช่วยเหลือและการนำค่าใช้จ่ายไปคำนวณในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งต่อไป
เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกคำชี้แจงเกี่ยวกับการให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ โดยยืนยันว่า พรรคการเมือง นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามที่ระเบียบกำหนด สามารถให้ความช่วยเหลือประชาชนได้ภายใต้หลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
สาระสำคัญอยู่ที่วงเงินซึ่งได้รับยกเว้นจากการนำไปคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายเลือกตั้ง โดยพรรคการเมืองสามารถช่วยเหลือได้ไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อโอกาส ขณะที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและบุคคลตามที่ระเบียบกำหนด มีวงเงินไม่เกิน 300,000 บาทต่อโอกาส
หากให้ความช่วยเหลือเกินจำนวนดังกล่าว ไม่ได้หมายความว่าการให้เกินวงเงินเป็นความผิดทันที แต่ต้องนำมูลค่าเฉพาะส่วนที่เกินไปคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งต่อไป ตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
เปิดมาตรา 65 ทำไมเงินช่วยน้ำท่วมเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง?
หลักเกณฑ์ดังกล่าวมีที่มาจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 65 ซึ่งกำหนดเรื่องการให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดที่สามารถคำนวณเป็นมูลค่าเงินได้ ภายหลังสิ้นสุดระยะเวลาคำนวณค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง
ตามกฎหมาย หากพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง หรือสมาชิกพรรคที่เป็น ส.ส. หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มอบเงินหรือทรัพย์สินแก่บุคคล กลุ่มบุคคล หรือนิติบุคคล การให้ดังกล่าวจะถูกนำไปคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งครั้งต่อไปของพรรคการเมือง
สำหรับกรณี ส.ส.ให้เงินหรือสิ่งของภายในเขตเลือกตั้งของตนเอง กฎหมายกำหนดให้นำมูลค่าที่เข้าหลักเกณฑ์ไปคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายเลือกตั้งของ ส.ส.ผู้นั้นในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
อย่างไรก็ตาม มาตรา 65 มีข้อยกเว้นสำหรับการให้ตามปกติประเพณี หรือการให้เมื่อมีเหตุอันสมควร โดยต้องเป็นไปตามจำนวน วิธีการ และเงื่อนไขที่ กกต.กำหนด
การช่วยเหลือประชาชนจากอุทกภัยหรือภัยพิบัติอื่นอยู่ในกลุ่มการให้เมื่อมีเหตุอันสมควร ซึ่งสามารถดำเนินการได้ตามวงเงินที่กำหนดไว้ในระเบียบ กกต.
นักการเมืองช่วยน้ำท่วมได้เท่าไร? เปิดวงเงิน 3 ระดับ
พรรคการเมือง
3,000,000
บาทต่อโอกาส สำหรับช่วยภัยพิบัติ
นักการเมืองตามเกณฑ์
300,000
บาทต่อโอกาส สำหรับช่วยภัยพิบัติ
การให้ตามปกติประเพณี
3,000 บาทต่อโอกาส
สำหรับพรรคการเมืองและบุคคลตามที่ระเบียบกำหนด
วงเงินทั้งสามประเภทเป็นมูลค่าที่ได้รับยกเว้นจากการนำไปคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายเลือกตั้งภายใต้เงื่อนไขของระเบียบ กกต. ไม่ใช่การกำหนดจำนวนเงินสูงสุดที่สามารถให้ความช่วยเหลือได้ในทุกกรณี
คำว่าเงินหรือทรัพย์สินยังครอบคลุมถึงสิ่งของและประโยชน์อื่นที่สามารถประเมินเป็นมูลค่าเงินได้ เช่น ถุงยังชีพ อาหาร น้ำดื่ม และเครื่องอุปโภคบริโภคที่นำไปแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัย
ทั้งนี้ กกต.ใช้หลักเกณฑ์เป็นมูลค่าในแต่ละโอกาส ไม่ใช่จำนวนเงินต่อผู้ประสบภัยหนึ่งราย
นายกรัฐมนตรีช่วยน้ำท่วมเกิน 3 แสนบาท ต้องทำอย่างไร?
กกต.อธิบายกรณีนายกรัฐมนตรีไว้โดยเฉพาะ เนื่องจากนายกรัฐมนตรีอยู่ในนิยามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามระเบียบดังกล่าว เช่นเดียวกับรัฐมนตรีและข้าราชการการเมืองตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการการเมือง
หากนายกรัฐมนตรีมอบเงินหรือทรัพย์สินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในแต่ละโอกาสไม่เกิน 300,000 บาท ถือเป็นการให้เมื่อมีเหตุอันสมควรตามหลักเกณฑ์ที่ได้รับยกเว้น
แต่หากมูลค่าความช่วยเหลือเกิน 300,000 บาท กกต.กำหนดให้นำเฉพาะส่วนที่เกินไปคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายของพรรคการเมืองในการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งต่อไป
ตัวอย่างเช่น นายกรัฐมนตรีมอบเงินและถุงยังชีพรวมมูลค่า 500,000 บาทในโอกาสหนึ่ง จำนวนที่ต้องนำไปคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายเลือกตั้งตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวคือ 200,000 บาท ไม่ใช่ยอดทั้งหมด 500,000 บาท
กรณีนี้เป็นตัวอย่างการคำนวณส่วนเกินเท่านั้น ส่วนการดำเนินกิจกรรมจริงยังต้องพิจารณาเงื่อนไขอื่นตามกฎหมายเลือกตั้งด้วย
ไม่บันทึกค่าใช้จ่ายส่วนเกิน มีความเสี่ยงตามกฎหมาย
อีกประเด็นที่ กกต.เน้นย้ำคือหน้าที่ในการนำมูลค่าความช่วยเหลือส่วนที่เกินวงเงินไปคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายเลือกตั้งครั้งต่อไป
คำชี้แจงระบุว่า หากไม่ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ อาจมีความรับผิดตามมาตรา 154 และมาตรา 155 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม การพิจารณาความผิดต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและองค์ประกอบตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ไม่สามารถสรุปได้ว่าการมอบเงินหรือสิ่งของเกินวงเงินที่ได้รับยกเว้นเป็นความผิดโดยอัตโนมัติ
ประเด็นที่ต้องแยกให้ชัดคือ การช่วยเหลือเกินวงเงินที่ได้รับยกเว้น กับการไม่ปฏิบัติตามหน้าที่เกี่ยวกับการคำนวณและรายงานค่าใช้จ่ายเลือกตั้ง เป็นคนละขั้นตอนทางกฎหมาย
สรุปข่าว
กกต.ย้ำหลักเกณฑ์ช่วยน้ำท่วม เชื่อมกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.
ท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วมที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในหลายพื้นที่ การลงพื้นที่แจกถุงยังชีพ มอบเงินช่วยเหลือ และสนับสนุนสิ่งของจำเป็นของพรรคการเมืองและนักการเมือง เป็นอีกหนึ่งช่องทางช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัย อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวมีหลักเกณฑ์ตามกฎหมายเลือกตั้งที่ต้องปฏิบัติ โดยเฉพาะวงเงินช่วยเหลือและการนำค่าใช้จ่ายไปคำนวณในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งต่อไป
เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกคำชี้แจงเกี่ยวกับการให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ โดยยืนยันว่า พรรคการเมือง นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามที่ระเบียบกำหนด สามารถให้ความช่วยเหลือประชาชนได้ภายใต้หลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
สาระสำคัญอยู่ที่วงเงินซึ่งได้รับยกเว้นจากการนำไปคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายเลือกตั้ง โดยพรรคการเมืองสามารถช่วยเหลือได้ไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อโอกาส ขณะที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและบุคคลตามที่ระเบียบกำหนด มีวงเงินไม่เกิน 300,000 บาทต่อโอกาส
หากให้ความช่วยเหลือเกินจำนวนดังกล่าว ไม่ได้หมายความว่าการให้เกินวงเงินเป็นความผิดทันที แต่ต้องนำมูลค่าเฉพาะส่วนที่เกินไปคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งต่อไป ตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
เปิดมาตรา 65 ทำไมเงินช่วยน้ำท่วมเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง?
หลักเกณฑ์ดังกล่าวมีที่มาจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 65 ซึ่งกำหนดเรื่องการให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดที่สามารถคำนวณเป็นมูลค่าเงินได้ ภายหลังสิ้นสุดระยะเวลาคำนวณค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง
ตามกฎหมาย หากพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง หรือสมาชิกพรรคที่เป็น ส.ส. หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มอบเงินหรือทรัพย์สินแก่บุคคล กลุ่มบุคคล หรือนิติบุคคล การให้ดังกล่าวจะถูกนำไปคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งครั้งต่อไปของพรรคการเมือง
สำหรับกรณี ส.ส.ให้เงินหรือสิ่งของภายในเขตเลือกตั้งของตนเอง กฎหมายกำหนดให้นำมูลค่าที่เข้าหลักเกณฑ์ไปคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายเลือกตั้งของ ส.ส.ผู้นั้นในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
อย่างไรก็ตาม มาตรา 65 มีข้อยกเว้นสำหรับการให้ตามปกติประเพณี หรือการให้เมื่อมีเหตุอันสมควร โดยต้องเป็นไปตามจำนวน วิธีการ และเงื่อนไขที่ กกต.กำหนด
การช่วยเหลือประชาชนจากอุทกภัยหรือภัยพิบัติอื่นอยู่ในกลุ่มการให้เมื่อมีเหตุอันสมควร ซึ่งสามารถดำเนินการได้ตามวงเงินที่กำหนดไว้ในระเบียบ กกต.
นักการเมืองช่วยน้ำท่วมได้เท่าไร? เปิดวงเงิน 3 ระดับ
พรรคการเมือง
3,000,000
บาทต่อโอกาส สำหรับช่วยภัยพิบัติ
นักการเมืองตามเกณฑ์
300,000
บาทต่อโอกาส สำหรับช่วยภัยพิบัติ
การให้ตามปกติประเพณี
3,000 บาทต่อโอกาส
สำหรับพรรคการเมืองและบุคคลตามที่ระเบียบกำหนด
วงเงินทั้งสามประเภทเป็นมูลค่าที่ได้รับยกเว้นจากการนำไปคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายเลือกตั้งภายใต้เงื่อนไขของระเบียบ กกต. ไม่ใช่การกำหนดจำนวนเงินสูงสุดที่สามารถให้ความช่วยเหลือได้ในทุกกรณี
คำว่าเงินหรือทรัพย์สินยังครอบคลุมถึงสิ่งของและประโยชน์อื่นที่สามารถประเมินเป็นมูลค่าเงินได้ เช่น ถุงยังชีพ อาหาร น้ำดื่ม และเครื่องอุปโภคบริโภคที่นำไปแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัย
ทั้งนี้ กกต.ใช้หลักเกณฑ์เป็นมูลค่าในแต่ละโอกาส ไม่ใช่จำนวนเงินต่อผู้ประสบภัยหนึ่งราย
นายกรัฐมนตรีช่วยน้ำท่วมเกิน 3 แสนบาท ต้องทำอย่างไร?
กกต.อธิบายกรณีนายกรัฐมนตรีไว้โดยเฉพาะ เนื่องจากนายกรัฐมนตรีอยู่ในนิยามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามระเบียบดังกล่าว เช่นเดียวกับรัฐมนตรีและข้าราชการการเมืองตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการการเมือง
หากนายกรัฐมนตรีมอบเงินหรือทรัพย์สินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในแต่ละโอกาสไม่เกิน 300,000 บาท ถือเป็นการให้เมื่อมีเหตุอันสมควรตามหลักเกณฑ์ที่ได้รับยกเว้น
แต่หากมูลค่าความช่วยเหลือเกิน 300,000 บาท กกต.กำหนดให้นำเฉพาะส่วนที่เกินไปคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายของพรรคการเมืองในการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งต่อไป
ตัวอย่างเช่น นายกรัฐมนตรีมอบเงินและถุงยังชีพรวมมูลค่า 500,000 บาทในโอกาสหนึ่ง จำนวนที่ต้องนำไปคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายเลือกตั้งตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวคือ 200,000 บาท ไม่ใช่ยอดทั้งหมด 500,000 บาท
กรณีนี้เป็นตัวอย่างการคำนวณส่วนเกินเท่านั้น ส่วนการดำเนินกิจกรรมจริงยังต้องพิจารณาเงื่อนไขอื่นตามกฎหมายเลือกตั้งด้วย
ไม่บันทึกค่าใช้จ่ายส่วนเกิน มีความเสี่ยงตามกฎหมาย
อีกประเด็นที่ กกต.เน้นย้ำคือหน้าที่ในการนำมูลค่าความช่วยเหลือส่วนที่เกินวงเงินไปคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายเลือกตั้งครั้งต่อไป
คำชี้แจงระบุว่า หากไม่ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ อาจมีความรับผิดตามมาตรา 154 และมาตรา 155 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม การพิจารณาความผิดต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและองค์ประกอบตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ไม่สามารถสรุปได้ว่าการมอบเงินหรือสิ่งของเกินวงเงินที่ได้รับยกเว้นเป็นความผิดโดยอัตโนมัติ
ประเด็นที่ต้องแยกให้ชัดคือ การช่วยเหลือเกินวงเงินที่ได้รับยกเว้น กับการไม่ปฏิบัติตามหน้าที่เกี่ยวกับการคำนวณและรายงานค่าใช้จ่ายเลือกตั้ง เป็นคนละขั้นตอนทางกฎหมาย
ช่วยผู้ประสบภัยกับการหาเสียงเลือกตั้ง แตกต่างกันอย่างไร?
แม้ กกต.จะกำหนดข้อยกเว้นสำหรับการช่วยเหลือผู้ประสบภัย แต่การดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมืองและนักการเมืองยังต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเลือกตั้งที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรณีการมอบทรัพย์สินหรือประโยชน์เพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
การพิจารณาจึงต้องแยกระหว่างการให้ความช่วยเหลือประชาชนจากภัยพิบัติตามเหตุอันสมควร กับการให้ทรัพย์สินที่มีลักษณะเป็นการจูงใจให้ลงคะแนนเลือกตั้ง
สำหรับการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น มีพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 65 ซึ่งกำหนดข้อห้ามเกี่ยวกับการให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ดังนั้น วงเงิน 300,000 บาทตามคำชี้แจงของ กกต.เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ส. ไม่สามารถนำไปใช้เป็นข้อยกเว้นสำหรับผู้สมัครเลือกตั้งท้องถิ่นได้โดยอัตโนมัติ เนื่องจากต้องพิจารณากฎหมายและข้อเท็จจริงของการดำเนินกิจกรรมแต่ละกรณีแยกต่างหาก
เงินส่วนตัว เงินพรรค และงบประมาณรัฐ ต้องแยกให้ชัดเจน
อีกส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือประชาชน คือแหล่งที่มาของเงินและทรัพย์สินที่นำไปใช้ โดยการช่วยเหลือในนามพรรคการเมืองหรือบุคคลตามระเบียบ กกต. กับการดำเนินงานตามภารกิจของหน่วยงานภาครัฐ มีฐานกฎหมายและกระบวนการใช้จ่ายแตกต่างกัน
สำหรับมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมของรัฐบาลปี 2569 มีการดำเนินงานผ่านระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน และมาตรการตามมติคณะรัฐมนตรี
ข้อมูลจากรัฐบาลเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2569 ระบุว่า มีการเปิดลงทะเบียนช่วยเหลือครอบคลุม 65 จังหวัด รวมถึงกรุงเทพมหานครทั้ง 50 เขต โดยมีหลักเกณฑ์เงินช่วยเหลือครัวเรือนละ 9,000 บาทสำหรับกรณีที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมตั้งแต่ 7 วันขึ้นไป และ 5,000 บาทสำหรับกรณีที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำล้อมตามเงื่อนไขที่กำหนด
การใช้เงินงบประมาณภาครัฐตามอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานต้องปฏิบัติตามระเบียบการเงินและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ขณะที่การช่วยเหลือในนามพรรคการเมืองหรือบุคคลที่อยู่ภายใต้ระเบียบ กกต. ต้องพิจารณาหลักเกณฑ์การให้และการคำนวณค่าใช้จ่ายเลือกตั้งตามมาตรา 65
หลักเกณฑ์นี้ใช้กับภัยพิบัติประเภทใดบ้าง?
นอกจากน้ำท่วมแล้ว ระเบียบ กกต.ยังครอบคลุมการช่วยเหลือประชาชนจากภัยพิบัติสาธารณะประเภทอื่น เช่น อัคคีภัย วาตภัย ธรณีพิบัติภัย และภัยที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินของประชาชนและรัฐ
ทั้งนี้ ภัยดังกล่าวอาจเกิดขึ้นจากธรรมชาติหรือการกระทำของบุคคลหรือสัตว์ก็ได้ หากเข้าเงื่อนไขของภัยพิบัติสาธารณะตามระเบียบ
หลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นข้อกำหนดที่มีอยู่แล้วตามกฎหมายและระเบียบ กกต. พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยการชี้แจงเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 เป็นการประชาสัมพันธ์เพื่อให้พรรคการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเข้าใจแนวทางปฏิบัติในช่วงที่มีการช่วยเหลือผู้ประสบภัย
สำหรับรายละเอียดที่ยังต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริง ได้แก่ การนับจำนวนครั้งหรือแต่ละโอกาสในการให้ความช่วยเหลือ โดยเฉพาะภัยพิบัติที่เกิดขึ้นต่อเนื่องหลายวันและมีการแจกจ่ายสิ่งของหลายพื้นที่ ซึ่งคำชี้แจงฉบับวันที่ 8 ตุลาคมไม่ได้อธิบายวิธีนับกรณีดังกล่าวไว้โดยละเอียด
ผู้ที่ต้องการตรวจสอบหลักเกณฑ์เพิ่มเติมสามารถติดต่อสำนักงาน กกต.ประจำจังหวัด หรือสายด่วน 1444 รวมถึงศึกษาคำชี้แจงฉบับเต็มจาก สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยตรง
- กกต. เปิดมติสำนวนไต่สวนคดีเลือกสว. กรณีไม่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา-ไม่ดำเนินคดีอาญา
- เปิด 77 รายชื่อคดีฮั้ว สว. "กกต." ส่งศาลฎีกา–เดินหน้าคดีอาญา
- ขั้นตอนต่อไปคดีเลือก สว. 77 คน หลัง กกต.มีมติส่งศาลฎีกา
- ทำไมสั่งฟันแค่บางส่วน? สรุปมติ กกต. คดีเลือก สว. 67 จาก 427 คน เหลือส่งศาลกี่ราย?
- กกต.ถกปมเลือก สว. 14 ก.ย. ลุยพิจารณา 229 ผู้ถูกกล่าวหา 7 ข้อหา
บรรณาธิการออนไลน์
