น้ำลด…แต่หมดตัว! วิกฤตชีวิต 3.5 ล้านคน เงินไม่เหลือ หนี้รุมเร้า

Share on Line Share on Facebook Share on X
น้ำลด…แต่หมดตัว! วิกฤตชีวิต 3.5 ล้านคน เงินไม่เหลือ หนี้รุมเร้า

ระดับน้ำในหลายพื้นที่เริ่มลดลงและเข้าสู่ช่วงฟื้นฟู แม้บางจังหวัดยังต้องเฝ้าระวัง แต่สำหรับผู้ประสบภัยจำนวนมาก น้ำลดคือจุดที่ค่าใช้จ่ายเริ่มตามมา ทั้งค่าซ่อมบ้าน ซ่อมรถ ซื้อเครื่องมือทำกินใหม่ หาเงินทุนมาเริ่มค้าขาย และชดเชยรายได้ที่ขาดไปช่วงน้ำท่วม

ศูนย์อำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ศอ.ปภ.) รายงานเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 เวลา 06.00 น. ว่า ยังมีพื้นที่ประสบอุทกภัย 31 จังหวัด (รวมกรุงเทพมหานคร) 179 อำเภอ 1,279 ตำบล 9,339 หมู่บ้าน ผู้ได้รับผลกระทบ 1,245,581 ครัวเรือน หรือ 3,535,206 คน

ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในเวลาไม่กี่วัน วันที่ 29 กันยายน มีพื้นที่ประสบภัย 29 จังหวัด 167 อำเภอ 890 ตำบล 5,077 หมู่บ้าน ผู้ได้รับผลกระทบราว 940,300 ครัวเรือน หรือ 2.60 ล้านคน วันที่ 1 ตุลาคม เพิ่มเป็นกว่า 1.17 ล้านครัวเรือน หรือราว 3.35 ล้านคน ก่อนแตะ 3.53 ล้านคนในวันถัดมา

รายได้ไม่ได้กลับมาพร้อมกับน้ำลด

บ้าน รถ ไร่นา และร้านค้า คือความเสียหายที่มองเห็น แต่ยังมีความเสียหายอีกส่วนที่สะสมขึ้นทุกวันที่ทำงานไม่ได้ นั่นคือรายได้

แม่ค้าข้าวแกงที่ต้องปิดร้าน คนขับรถรับจ้างที่รถจมน้ำ ช่างที่เครื่องมือพัง เกษตรกรที่เข้าแปลงไม่ได้ หรือคนทำอาชีพอิสระที่ต้องหยุดงาน ล้วนเจอปัญหาเดียวกัน คือเงินไม่เข้า แต่ค่าใช้จ่ายยังเดินตามปกติ

การประเมินของธนาคารโลกต่อน้ำท่วมในไทยปี 2566 แสดงสัดส่วนนี้ไว้ชัดเจน จากความเสียหายราว 711 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีถึง 593 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 83% ที่เป็นรายได้ที่สูญเสีย ส่วนความเสียหายด้านที่อยู่อาศัยที่รัฐรับภาระอยู่ที่ 103 ล้านดอลลาร์ และค่าสวัสดิการช่วยเหลืออีก 15 ล้านดอลลาร์

ยิ่งผู้ประสบภัยกลับไปทำงานได้ช้า ช่วงที่ครัวเรือนต้องอยู่โดยไม่มีรายได้ก็ยิ่งยาวออกไป การฟื้นฟูจึงต้องมองไกลกว่าการซ่อมบ้าน

 

สรุปข่าว

สถานการณ์น้ำท่วม 2 ต.ค. 2569 กระทบกว่า 1.24 ล้านครัวเรือน หรือ 3.53 ล้านคน ขณะที่ไทยมีแรงงานนอกระบบ 20.9 ล้านคน หลังน้ำลดหลายครอบครัวยังต้องรับทั้งรายได้ที่หาย ค่าซ่อมบ้าน รถ เครื่องมือทำกิน และภาระเดิม ทำให้การเยียวยาและฟื้นอาชีพเป็นภารกิจสำคัญต่อจากการบริหารจัดการน้ำ

ระดับน้ำในหลายพื้นที่เริ่มลดลงและเข้าสู่ช่วงฟื้นฟู แม้บางจังหวัดยังต้องเฝ้าระวัง แต่สำหรับผู้ประสบภัยจำนวนมาก น้ำลดคือจุดที่ค่าใช้จ่ายเริ่มตามมา ทั้งค่าซ่อมบ้าน ซ่อมรถ ซื้อเครื่องมือทำกินใหม่ หาเงินทุนมาเริ่มค้าขาย และชดเชยรายได้ที่ขาดไปช่วงน้ำท่วม

ศูนย์อำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ศอ.ปภ.) รายงานเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 เวลา 06.00 น. ว่า ยังมีพื้นที่ประสบอุทกภัย 31 จังหวัด (รวมกรุงเทพมหานคร) 179 อำเภอ 1,279 ตำบล 9,339 หมู่บ้าน ผู้ได้รับผลกระทบ 1,245,581 ครัวเรือน หรือ 3,535,206 คน

ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในเวลาไม่กี่วัน วันที่ 29 กันยายน มีพื้นที่ประสบภัย 29 จังหวัด 167 อำเภอ 890 ตำบล 5,077 หมู่บ้าน ผู้ได้รับผลกระทบราว 940,300 ครัวเรือน หรือ 2.60 ล้านคน วันที่ 1 ตุลาคม เพิ่มเป็นกว่า 1.17 ล้านครัวเรือน หรือราว 3.35 ล้านคน ก่อนแตะ 3.53 ล้านคนในวันถัดมา

รายได้ไม่ได้กลับมาพร้อมกับน้ำลด

บ้าน รถ ไร่นา และร้านค้า คือความเสียหายที่มองเห็น แต่ยังมีความเสียหายอีกส่วนที่สะสมขึ้นทุกวันที่ทำงานไม่ได้ นั่นคือรายได้

แม่ค้าข้าวแกงที่ต้องปิดร้าน คนขับรถรับจ้างที่รถจมน้ำ ช่างที่เครื่องมือพัง เกษตรกรที่เข้าแปลงไม่ได้ หรือคนทำอาชีพอิสระที่ต้องหยุดงาน ล้วนเจอปัญหาเดียวกัน คือเงินไม่เข้า แต่ค่าใช้จ่ายยังเดินตามปกติ

การประเมินของธนาคารโลกต่อน้ำท่วมในไทยปี 2566 แสดงสัดส่วนนี้ไว้ชัดเจน จากความเสียหายราว 711 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีถึง 593 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 83% ที่เป็นรายได้ที่สูญเสีย ส่วนความเสียหายด้านที่อยู่อาศัยที่รัฐรับภาระอยู่ที่ 103 ล้านดอลลาร์ และค่าสวัสดิการช่วยเหลืออีก 15 ล้านดอลลาร์

ยิ่งผู้ประสบภัยกลับไปทำงานได้ช้า ช่วงที่ครัวเรือนต้องอยู่โดยไม่มีรายได้ก็ยิ่งยาวออกไป การฟื้นฟูจึงต้องมองไกลกว่าการซ่อมบ้าน

 

แรงงานนอกระบบ 20.9 ล้านคน

ผลกระทบด้านรายได้ครั้งนี้มีขนาดใหญ่ เพราะแรงงานไทยกว่าครึ่งอยู่นอกระบบ ข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2568 ระบุว่า ไทยมีแรงงานนอกระบบ 20.9 ล้านคน หรือ 52.4% ของผู้มีงานทำทั้งหมด 39.9 ล้านคน ในจำนวนนี้ 53.3% ทำงานภาคเกษตร และ 37.2% อยู่ในภาคบริการและการค้า

แรงงานกลุ่มนี้คือเกษตรกร พ่อค้าแม่ค้า ผู้รับจ้าง และผู้ประกอบอาชีพอิสระ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีรายได้ก็ต่อเมื่อได้ออกไปทำงาน เปิดร้าน เดินทาง หรือใช้อุปกรณ์ทำมาหากินได้ตามปกติ

ลูกจ้างนอกระบบมีค่าจ้างเฉลี่ย 17,549 บาทต่อเดือน ภาคที่มีสัดส่วนแรงงานนอกระบบสูงที่สุดคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 74.9% รองลงมาคือภาคเหนือ 69.0% และภาคใต้ 60.2% เมื่อน้ำท่วมในพื้นที่เหล่านี้ รายได้ของครอบครัวจึงได้รับผลกระทบโดยตรง

หนี้เดิมยังอยู่

ฐานะการเงินของครัวเรือนก่อนน้ำมาก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ ข้อมูลปี 2568 ระบุว่า ครัวเรือนไทยมีรายได้เฉลี่ย 28,308 บาทต่อเดือน ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 22,420 บาทต่อเดือน และหนี้สินเฉลี่ย 153,038 บาท หรือราว 5.4 เท่าของรายได้ต่อเดือน โดย 42.1% ของครัวเรือนมีหนี้

หนี้จำนวนนี้แบ่งเป็นหนี้เพื่อใช้จ่ายในครัวเรือน 118,079 บาท และหนี้เพื่อการลงทุนหรือวัตถุประสงค์อื่น 34,959 บาท

น้ำท่วมทำให้รายได้หยุด แต่ค่าอาหาร ค่าเช่าบ้าน ค่างวดรถ ค่างวดสินเชื่อ และค่าใช้จ่ายของคนในบ้านไม่ได้หยุดตาม ซ้ำยังมีค่าฟื้นฟูก้อนใหม่เพิ่มเข้ามา ช่วงหลังน้ำลดจึงเป็นช่วงที่เงินในมือของหลายครอบครัวตึงที่สุด

6 ภาระที่มาพร้อมกันหลังน้ำลด

ต้นทุนของครัวเรือนหลังน้ำท่วมแบ่งได้อย่างน้อย 6 ก้อน

  1. รายได้ที่ขาดหาย จากวันที่ทำงานหรือค้าขายไม่ได้ ขณะที่ค่าใช้จ่ายประจำยังต้องจ่าย
  2. บ้านและของใช้จำเป็น ตั้งแต่ค่าล้างทำความสะอาด ซ่อมระบบไฟ ผนัง พื้น ประตู ไปจนถึงที่นอน ตู้เย็น และเครื่องครัว
  3. รถและการเดินทาง โดยเฉพาะคนที่ใช้รถทำมาหากิน
  4. เครื่องมือทำกิน เช่น รถเข็น เตา ตู้แช่ เครื่องมือช่าง จักรเย็บผ้า อุปกรณ์การเกษตร และสินค้าในสต็อก
  5. เงินทุนหมุนเวียน ทั้งวัตถุดิบ เมล็ดพันธุ์ อาหารสัตว์ สินค้าเข้าร้าน และค่าเช่าแผง
  6. หนี้เดิมและหนี้ใหม่ ทั้งค่างวดบ้าน รถ สินเชื่อรายย่อย บัตรเครดิต และเงินที่ยืมญาติหรือคนรู้จักมาประคองชีวิตระหว่างรอรายได้กลับมา

ภาระทั้งหมดนี้โยงถึงกัน ถ้ารถหรือเครื่องมือยังซ่อมไม่เสร็จ ก็ยังกลับไปทำงานไม่ได้ เมื่อไม่มีรายได้ เงินที่จะใช้จ่ายและผ่อนหนี้เดิมก็ลดลงไปอีก

เงินช่วยเหลือ 9,000 บาท

มาตรการหลักของรัฐคือเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยครัวเรือนละ 9,000 บาท จ่ายครั้งเดียวต่อหนึ่งหลังคาเรือน สำหรับบ้านที่อยู่อาศัยประจำและเข้าเงื่อนไขที่กำหนด

คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณกรอบแรก 558.739 ล้านบาท ครอบคลุม 60,971 ครัวเรือนใน 41 จังหวัด และตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2569 ผู้ประสบภัยสามารถยื่นคำร้องผ่านแอปพลิเคชัน "ทางรัฐ" ได้ นอกเหนือจากการยื่นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและสำนักงานเขต

เงิน 9,000 บาทเท่ากับราว 40% ของค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือนไทย (22,420 บาท) และราว 51% ของค่าจ้างเฉลี่ยต่อเดือนของลูกจ้างนอกระบบ (17,549 บาท) ครัวเรือนจึงใช้เงินก้อนนี้กับค่าใช้จ่ายเร่งด่วนช่วงแรกได้ เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ของใช้จำเป็น และค่าใช้จ่ายเบื้องต้นในการกลับเข้าบ้าน

ความช่วยเหลืออื่นนอกจาก 9,000 บาท

หลักเกณฑ์ความช่วยเหลือปี 2569 ยังกำหนดความช่วยเหลือด้านอื่นสำหรับผู้ที่เข้าเงื่อนไข ได้แก่

  • ค่าวัสดุซ่อมแซมบ้านอยู่อาศัยประจำที่ผู้ประสบภัยเป็นเจ้าของ จ่ายตามความเสียหายจริง ไม่เกิน 88,600 บาท
  • ค่าดำรงชีพกรณีบ้านเสียหายทั้งหลัง จ่ายตามจริง ไม่เกิน 4,900 บาทต่อครอบครัว
  • ค่าเช่าที่พักชั่วคราวสำหรับผู้เช่าหรือผู้อาศัยบ้านผู้อื่นที่อยู่ต่อไม่ได้ ไม่เกิน 2,500 บาทต่อเดือน นานสูงสุด 2 เดือน
  • ค่าเครื่องมือหรือทุนประกอบอาชีพหลัก จ่ายตามจริง ไม่เกิน 13,500 บาทต่อครอบครัว

ด้านธนาคารออมสินมีสินเชื่อฉุกเฉินวงเงินไม่เกิน 20,000 บาท และสินเชื่อฟื้นฟูสำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระและผู้ประกอบการรายย่อย วงเงินสูงสุด 300,000 บาท สินเชื่อแต่ละประเภทมีเงื่อนไขและการผ่อนชำระต่างกัน ผู้สนใจควรตรวจสอบรายละเอียดกับธนาคารก่อนยื่นกู้

โจทย์ต่อไป คือทำให้รายได้กลับมา

เมื่อเข้าสู่ระยะฟื้นฟู จำนวนจังหวัดและครัวเรือนที่ยังมีน้ำท่วมจะค่อย ๆ ลดลง ตัวเลขที่ควรติดตามต่อจากนี้คือ มีคนกลับไปทำงานได้แล้วเท่าไร ร้านค้ากลับมาเปิดกี่ร้าน พื้นที่เกษตรกลับมาผลิตได้แค่ไหน และแต่ละครัวเรือนใช้เวลานานเท่าไรกว่ารายได้จะกลับมาใกล้เคียงเดิม

สำหรับแรงงานรายวันและคนทำอาชีพอิสระ รถที่ซ่อมเสร็จหนึ่งคันอาจหมายถึงการได้กลับไปส่งของ ตู้แช่ใบใหม่อาจทำให้ร้านอาหารเปิดได้อีกครั้ง ส่วนเครื่องมือช่างหรืออุปกรณ์เกษตรหนึ่งชุดอาจเป็นจุดเริ่มให้ทั้งบ้านมีรายได้

เงินช่วยเหลือ 9,000 บาท ค่าซ่อมแซมบ้าน ค่าเครื่องมือประกอบอาชีพ และสินเชื่อฟื้นฟู คือเครื่องมือที่รัฐใช้ประคองผู้ประสบภัยในช่วงนี้ ส่วนจะฟื้นตัวได้เร็วแค่ไหน ขึ้นอยู่กับว่าความช่วยเหลือถึงมือเร็วเพียงใด และผู้ประสบภัยกลับไปทำมาหากินได้เร็วแค่ไหน

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN

บรรณาธิการออนไลน์