เจาะมาตรการสกัด “พ่อทิพย์” คุมเข้มใบเกิด ปิดช่องสวมสิทธิ์สัญชาติ

เข้มออกใบรับรองการเกิด สกัดขบวนการ "พ่อทิพย์"
ปัญหาการสวมสิทธิ์เพื่อแสวงหาสัญชาติไทยกำลังถูกยกระดับการตรวจสอบ โดยรัฐบาลเดินหน้าบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านสาธารณสุข การทะเบียน และการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อป้องกันไม่ให้กระบวนการ “แจ้งเกิด” ถูกใช้เป็นช่องโหว่ในการสร้างสิทธิทางทะเบียนโดยมิชอบ โดยเฉพาะขบวนการที่เรียกว่า “พ่อทิพย์” ซึ่งอาศัยการแอบอ้างความเป็นบิดาเพื่อเชื่อมโยงเด็กกับสิทธิในสัญชาติไทย
นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการป้องกัน ตรวจสอบ และบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของระบบสัญชาติไทย ป้องกันการสวมสิทธิ และสร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศในระยะยาว
สรุปข่าว
เข้มออกใบรับรองการเกิด สกัดขบวนการ "พ่อทิพย์"
ปัญหาการสวมสิทธิ์เพื่อแสวงหาสัญชาติไทยกำลังถูกยกระดับการตรวจสอบ โดยรัฐบาลเดินหน้าบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านสาธารณสุข การทะเบียน และการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อป้องกันไม่ให้กระบวนการ “แจ้งเกิด” ถูกใช้เป็นช่องโหว่ในการสร้างสิทธิทางทะเบียนโดยมิชอบ โดยเฉพาะขบวนการที่เรียกว่า “พ่อทิพย์” ซึ่งอาศัยการแอบอ้างความเป็นบิดาเพื่อเชื่อมโยงเด็กกับสิทธิในสัญชาติไทย
นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการป้องกัน ตรวจสอบ และบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของระบบสัญชาติไทย ป้องกันการสวมสิทธิ และสร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศในระยะยาว
ยกระดับ “ท.ร.1/1” จุดเริ่มต้นการตรวจสอบ
หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการกำหนดแนวทางการออกหนังสือรับรองการเกิด หรือแบบ ท.ร.1/1 สำหรับบุคลากรของสถานพยาบาลทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน โดยกระทรวงสาธารณสุขกำชับให้ปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เนื่องจากเอกสารดังกล่าวเป็นข้อมูลสำคัญในกระบวนการแจ้งเกิดและการจัดทำทะเบียนราษฎร
สถานพยาบาลต้องรับรองเฉพาะข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเกิดที่เกิดขึ้นจริง เช่น วัน เวลา สถานที่ และวิธีการคลอด ไม่ใช่ผู้ทำหน้าที่รับรองความสัมพันธ์ทางกฎหมายระหว่างบิดากับบุตร หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ดังกล่าว ต้องแนะนำให้บิดามารดาตรวจสารพันธุกรรม หรือ DNA จากสถาบันที่รัฐรับรอง เพื่อให้นายทะเบียนนำไปประกอบการพิจารณาตามขั้นตอน
บันทึกข้อมูลละเอียด ตรวจสอบย้อนหลังได้
แนวทางใหม่ยังเน้นการเก็บข้อมูลอย่างละเอียด ตั้งแต่ประวัติการฝากครรภ์ ข้อมูลการสมรส ไปจนถึงข้อมูลประจำตัวของบิดามารดา โดยต้องอ้างอิงจากเอกสารแสดงตนฉบับจริง ไม่ใช้เพียงข้อมูลที่ผู้มารับบริการแจ้งด้วยวาจา
ขณะเดียวกัน ข้อมูลในหนังสือรับรองการเกิด ท.ร.1/1 ต้องถูกนำเข้าสู่ “ระบบให้บริการหนังสือรับรองการเกิด” ของกรมการปกครองทันที เพื่อสร้างหลักฐานในระบบและลดความเสี่ยงจากการกลับมาแก้ไขข้อมูลภายหลัง
มาตรการดังกล่าวทำให้กระบวนการตรวจสอบไม่ได้หยุดอยู่เพียงวันที่เด็กคลอด แต่สามารถย้อนกลับไปตรวจสอบความเชื่อมโยงของข้อมูลได้ หากภายหลังพบข้อสงสัยเกี่ยวกับสถานะบุคคลหรือความสัมพันธ์ของบิดามารดา
แยกหน้าที่ ลดช่องโหว่ทุจริต
อีกประเด็นสำคัญคือการแยกบทบาทของเจ้าหน้าที่ ไม่ให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งมีอำนาจดำเนินการตั้งแต่ต้นจนจบเพียงคนเดียว โดยพยาบาลหรือผู้ทำคลอดรับรองเฉพาะข้อเท็จจริงทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่เวชระเบียนบันทึกข้อมูลตามเอกสารสิทธิ์และตรวจสอบกับฐานข้อมูลของรัฐ ส่วนผู้มีอำนาจลงนามต้องตรวจสอบความสอดคล้องของข้อมูลทั้งหมดก่อนออกเอกสาร
การแบ่งหน้าที่ดังกล่าวเป็นการสร้างระบบตรวจสอบหลายชั้น ลดช่องว่างที่อาจเกิดขึ้นจากความผิดพลาดหรือการทุจริตของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
ห้ามโรงพยาบาลพาไปแจ้งเกิดแทนอำเภอ-เขต
รัฐบาลยังวางข้อห้ามอย่างชัดเจนว่า สถานพยาบาลต้องไม่อำนวยความสะดวกในการนำเอกสารไปจดทะเบียนแจ้งเกิดแทนที่อำเภอหรือสำนักงานเขต โดยให้บิดามารดาหรือเจ้าบ้านเป็นผู้ดำเนินการด้วยตนเอง
นอกจากนี้ ห้ามออกหนังสือ ท.ร.1/1 ให้เด็กที่ไม่ได้เกิดในโรงพยาบาล ยกเว้นกรณีส่งต่อฉุกเฉินระหว่างทางและมีพยาบาลเป็นผู้ตัดสายสะดือ โดยให้โรงพยาบาลที่มีส่วนร่วมในการรักษาเป็นผู้ดำเนินการออกเอกสารตามหลักเกณฑ์
4 สัญญาณผิดปกติที่ต้องจับตา
เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์ กระทรวงสาธารณสุขยังกำหนดให้บุคลากรเฝ้าระวังพฤติการณ์ที่อาจผิดปกติ หากพบต้องรายงานผู้บริหารเพื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบทันที ได้แก่
1. มารดาต่างชาติไม่ทราบข้อมูลพื้นฐานของบิดา หรือไม่สามารถระบุสถานที่ทำงานของบิดาได้
2. บิดาไม่มาปรากฏตัวหรือไม่มีส่วนร่วมในการดูแลรักษามารดาระหว่างพักฟื้น
3. สถานที่ฝากครรภ์ไม่สอดคล้องกับที่พักอาศัยปัจจุบันโดยไม่มีเหตุผลอันควร
4. มีความพยายามขอเปลี่ยนชื่อบิดาในเวชระเบียน หลังจากบันทึกประวัติการเกิดไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม สัญญาณเหล่านี้เป็นเพียงเหตุให้ “ตรวจสอบ” ไม่ใช่ข้อสรุปว่ามีการกระทำผิด โดยต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและหลักฐานประกอบตามกระบวนการที่เกี่ยวข้อง
สกัดตั้งแต่ต้นทาง ก่อนข้อมูลเข้าสู่ระบบทะเบียน
มาตรการจัดการปัญหา “พ่อทิพย์” จึงไม่ได้มุ่งเฉพาะการดำเนินคดีภายหลังพบการสวมสิทธิ์ แต่เน้นการป้องกันตั้งแต่ต้นทาง ตั้งแต่การคลอด การออกหนังสือรับรองการเกิด การบันทึกข้อมูลเข้าสู่ระบบ ไปจนถึงขั้นตอนการแจ้งเกิดต่อนายทะเบียน
รัฐบาลย้ำว่า การกวาดล้างขบวนการ “พ่อทิพย์” หรือการสวมสิทธิ์สัญชาติไทย จะดำเนินการผ่านความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งการตรวจสอบข้อมูล การสืบสวน และการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อปิดช่องโหว่ของระบบและป้องกันไม่ให้กระบวนการแจ้งเกิดถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาสัญชาติโดยมิชอบ
เป้าหมายสำคัญจึงอยู่ที่การทำให้ข้อมูลตั้งแต่ “เด็กเกิดที่ไหน ใครเป็นผู้ทำคลอด ใครเป็นบิดามารดา และข้อมูลถูกบันทึกอย่างไร” มีหลักฐานตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของระบบทะเบียนราษฎรและระบบสัญชาติไทยในระยะยาว
- ครม. เห็นชอบร่างปฏิญญาร่วมฯ ไทย-เยอรมนี เดินหน้าความร่วมมือ 5 ด้าน
- มติครม. 8 ก.ย. 69 แต่งตั้งข้าราชการระดับสูง-กรรมการ หลายตำแหน่ง
- รัฐบาลลุยจัดระเบียบสถานรองรับเด็กทั่วประเทศ
- ไฟเขียวเสริมความปลอดภัย 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา สร้างบังเกอร์-หอกระจายข่าว
- รัฐบาลแจงมาตรการคุมปืน ย้ำจัดการทั้งปืนเถื่อน–ปืนมีทะเบียน
ที่มาข้อมูล : รัฐบาล
ที่มารูปภาพ : AFP Created by ai
นักข่าวออนไลน์ เกาะติดสถานการณ์ประเด็นร้อน ทันเหตุการณ์ ทั้งเรื่องใกล้ตัวและประเด็นสำคัญ
