กองทัพได้ “เรือฟริเกต” ประเทศไทยได้อะไรจากงบ 1.7 หมื่นล้าน

เรือฟริเกต 1 ลำ กับโจทย์ที่มากกว่าความมั่นคงทางทะเล
โครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงของกองทัพเรือในปีงบประมาณ 2569 วงเงินไม่เกิน 17,000 ล้านบาท เป็นหนึ่งในโครงการด้านความมั่นคงที่ได้รับความสนใจ โดยแผนงานครอบคลุมการจัดหาเรือ 1 ลำ พร้อมระบบ อุปกรณ์ อะไหล่ เครื่องมือ การฝึกอบรม การทดสอบ และส่วนสนับสนุนที่เกี่ยวข้อง ใช้เวลาดำเนินโครงการ 6 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569-2574
ประเด็นสำคัญของโครงการไม่ได้อยู่เฉพาะการเพิ่มขีดความสามารถของกองทัพเรือ แต่ยังรวมถึงผลประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับผ่านนโยบายชดเชยทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม หรือ Offset Policy ซึ่งถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งของเงื่อนไขการจัดหาเรือครั้งนี้
ทำไมกองทัพเรือต้องการ “เรือฟริเกต”
เรือฟริเกตเป็นเรือรบผิวน้ำขนาดกลางที่สามารถรองรับภารกิจได้หลายรูปแบบ โดยกองทัพเรือกำหนดความต้องการด้านการปฏิบัติการครอบคลุม 3 มิติ ได้แก่ การต่อต้านเรือผิวน้ำ การปราบเรือดำน้ำ และการป้องกันภัยทางอากาศ นอกจากนี้ ยังสามารถใช้สนับสนุนภารกิจช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติ การค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเล และภารกิจด้านความมั่นคงทางทะเลในสถานการณ์ปกติ
ตามแผนกำลังรบของกองทัพเรือ มีความต้องการเรือฟริเกตสมรรถนะสูงรวม 8 ลำ โดยให้ความสำคัญกับเรือที่มีความทันสมัย ใช้กำลังพลลดลง และเชื่อมโยงกับ Offset Policy เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมในประเทศและเพิ่มความสามารถในการพึ่งพาตนเอง
สรุปข่าว
เรือฟริเกต 1 ลำ กับโจทย์ที่มากกว่าความมั่นคงทางทะเล
โครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงของกองทัพเรือในปีงบประมาณ 2569 วงเงินไม่เกิน 17,000 ล้านบาท เป็นหนึ่งในโครงการด้านความมั่นคงที่ได้รับความสนใจ โดยแผนงานครอบคลุมการจัดหาเรือ 1 ลำ พร้อมระบบ อุปกรณ์ อะไหล่ เครื่องมือ การฝึกอบรม การทดสอบ และส่วนสนับสนุนที่เกี่ยวข้อง ใช้เวลาดำเนินโครงการ 6 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569-2574
ประเด็นสำคัญของโครงการไม่ได้อยู่เฉพาะการเพิ่มขีดความสามารถของกองทัพเรือ แต่ยังรวมถึงผลประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับผ่านนโยบายชดเชยทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม หรือ Offset Policy ซึ่งถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งของเงื่อนไขการจัดหาเรือครั้งนี้
ทำไมกองทัพเรือต้องการ “เรือฟริเกต”
เรือฟริเกตเป็นเรือรบผิวน้ำขนาดกลางที่สามารถรองรับภารกิจได้หลายรูปแบบ โดยกองทัพเรือกำหนดความต้องการด้านการปฏิบัติการครอบคลุม 3 มิติ ได้แก่ การต่อต้านเรือผิวน้ำ การปราบเรือดำน้ำ และการป้องกันภัยทางอากาศ นอกจากนี้ ยังสามารถใช้สนับสนุนภารกิจช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติ การค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเล และภารกิจด้านความมั่นคงทางทะเลในสถานการณ์ปกติ
ตามแผนกำลังรบของกองทัพเรือ มีความต้องการเรือฟริเกตสมรรถนะสูงรวม 8 ลำ โดยให้ความสำคัญกับเรือที่มีความทันสมัย ใช้กำลังพลลดลง และเชื่อมโยงกับ Offset Policy เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมในประเทศและเพิ่มความสามารถในการพึ่งพาตนเอง
โจทย์สำคัญคือทดแทนเรือที่มีอายุใช้งานสูง
ข้อมูลที่กองทัพเรือนำเสนอระบุว่า ปัจจุบันมีเรือฟริเกตที่ใช้งานอยู่ 4 ลำ ขณะที่เรือบางลำเข้าสู่ช่วงอายุใช้งานสูง การจัดหาเรือลำใหม่จึงเกี่ยวข้องกับแผนรักษาระดับความพร้อมของกำลังทางเรือในระยะยาว ไม่ได้พิจารณาจากจำนวนเรือเพียงด้านเดียว
การจัดหาเรือรบยังต้องใช้เวลาหลายปี ตั้งแต่การทำสัญญา การต่อเรือ ติดตั้งและทดสอบระบบ ไปจนถึงการฝึกกำลังพลก่อนเข้าประจำการเต็มรูปแบบ ทำให้การวางแผนทดแทนต้องดำเนินการล่วงหน้าก่อนเรือเดิมทยอยครบอายุการใช้งาน
งบ 17,000 ล้านบาท ครอบคลุมอะไรบ้าง?
กรอบวงเงินของโครงการอยู่ที่ 17,000 ล้านบาท ไม่ได้ครอบคลุมเฉพาะตัวเรือ แต่รวมระบบและอุปกรณ์ อะไหล่ เครื่องมือ เอกสาร ส่วนสนับสนุน การทดสอบ การฝึกอบรม และรายการอื่นที่เกี่ยวข้องกับการนำเรือเข้าประจำการ
ตามข้อมูลที่มีการรายงานล่าสุด บริษัท Hanwha Ocean Co., Ltd. ได้รับการคัดเลือก โดยเสนอราคา 16,730 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาคงที่ รวมการขนส่งและประกันภัยจนถึงจุดส่งมอบตามเงื่อนไขของโครงการ อย่างไรก็ตาม กองทัพเรือกำหนดแถลงรายละเอียดกระบวนการพิจารณา หลักเกณฑ์ และสาระสำคัญของโครงการอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 กันยายน 2569 หลังขั้นตอนตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องครบถ้วน
กองทัพได้เรือ แล้วประเทศไทยได้อะไร?
หัวใจอีกด้านของโครงการอยู่ที่ Offset Policy หรือการจัดซื้อจัดจ้างแบบชดเชยทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม โดยกองทัพเรือกำหนดให้ประโยชน์จากการจัดหายุทโธปกรณ์เชื่อมโยงกลับมายังภาคอุตสาหกรรมและบุคลากรของไทย
กรอบที่กองทัพเรือเปิดเผยครอบคลุม 5 ด้าน ได้แก่ การลงทุนในประเทศ การวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยี การฝึกอบรมบุคลากร การร่วมผลิต และการใช้ทรัพยากรภายในประเทศ พร้อมตั้งเป้าให้ภาคอุตสาหกรรมไทยมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานการต่อเรือมากขึ้น
กองทัพเรือยังระบุถึงแนวทางการได้รับลิขสิทธิ์แบบเรือและทรัพย์สินทางปัญญาของระบบที่เกี่ยวข้องจากการต่อลำแรก เพื่อนำองค์ความรู้ไปใช้กับการต่อเรือลำต่อไป และเพิ่มโอกาสให้ประเทศไทยสามารถซ่อมบำรุง พัฒนา และต่อยอดเทคโนโลยีได้มากขึ้นในอนาคต
จากผู้ซื้อ สู่การสร้างขีดความสามารถในประเทศ
หากดำเนินการตามกรอบ Offset Policy ที่วางไว้ ผลที่ประเทศไทยตั้งเป้าจะได้รับจึงมีทั้งองค์ความรู้ บุคลากร เทคโนโลยี และโอกาสของผู้ประกอบการอู่ต่อเรือและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง
แนวทางที่กองทัพเรือวางไว้แบ่งการพัฒนาเป็นลำดับ ตั้งแต่เรียนรู้เทคโนโลยีจากผู้สร้างต่างประเทศ เพิ่มสัดส่วนการผลิตและการมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการไทย ก่อนต่อยอดไปสู่ความสามารถในการสร้างและดูแลระบบภายในประเทศในระยะยาว โดยการวัดผล Offset จะพิจารณาจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง
ดังนั้น มูลค่าของโครงการเรือฟริเกตจะไม่ได้พิจารณาเฉพาะสมรรถนะของเรือที่กองทัพเรือได้รับ แต่ยังอยู่ที่ผลลัพธ์จากเงื่อนไขการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร การมีส่วนร่วมของอุตสาหกรรมไทย และความสามารถในการพึ่งพาตนเองที่เกิดขึ้นจริงตลอดโครงการ
วันที่ 18 กันยายน 2569 จะเป็นอีกหมุดหมายสำคัญ เมื่อกองทัพเรือเตรียมเปิดเผยรายละเอียดผลการพิจารณาโครงการอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะทำให้รายละเอียดด้านการจัดหาและประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับมีความชัดเจนมากขึ้น
- ทร.แถลง18 ก.ย. ไขปมจัดหา"เรือฟริเกต"16,730 ล้าน-ทุกขั้นตอนโปร่งใส
- สหรัฐฯ เล็งซื้อแบบเรือฟริเกต 3 ชาติ กู้วิกฤตต่อเรือรบ
- “ทร.” ยันเฮลิคอปเตอร์ไทยบินในเขตประเทศ ไม่ล้ำแดนกัมพูชา
- รวบ 10 ชาวกัมพูชาลอบเข้าไทย รับจ่ายค่านำพา-หางานหัวละ 6,000-7,500 บาท
- "ทร."ยกระดับเสริมแกร่งจัดซื้อ"Airbus รุ่น C295 " ใช้ตรวจการณ์ทางทะเล
ที่มาข้อมูล : TNN
ที่มารูปภาพ : โฆษกกองทัพเรือ
บรรณาธิการออนไลน์
