
วันที่ 4 กันยายน เว็บไซต์ The War Zone รายงานว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังผลักดันนโยบายเพิ่มขีดความสามารถทางทะเลอย่างเร่งด่วน โดยล่าสุดกองทัพเรือสหรัฐฯ ได้เริ่มทำการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดหาเรือฟริเกต 3 รุ่น ที่พัฒนาโดยพันธมิตรต่างประเทศประกอบด้วย เรือชั้นโมกามิของญี่ปุ่น เรือชั้นชุงนัมของเกาหลีใต้ และเรือชั้นอิสตันบูลของตุรกี
แผนการศึกษาดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขวิกฤตความล่าช้าในการขยายกองเรือรบ และเพิ่มจำนวนเรือที่พร้อมปฏิบัติการในภารกิจคุ้มกันและปราบเรือดำน้ำให้ทันท่วงที ท่ามกลางสถานการณ์ที่น่ากังวลด้านศักยภาพการต่อเรือของสหรัฐฯ ที่ยังคงตามหลังคู่แข่งสำคัญอย่างประเทศจีนอยู่หลายเท่าตัว
สรุปข่าว
วันที่ 4 กันยายน เว็บไซต์ The War Zone รายงานว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังผลักดันนโยบายเพิ่มขีดความสามารถทางทะเลอย่างเร่งด่วน โดยล่าสุดกองทัพเรือสหรัฐฯ ได้เริ่มทำการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดหาเรือฟริเกต 3 รุ่น ที่พัฒนาโดยพันธมิตรต่างประเทศประกอบด้วย เรือชั้นโมกามิของญี่ปุ่น เรือชั้นชุงนัมของเกาหลีใต้ และเรือชั้นอิสตันบูลของตุรกี
แผนการศึกษาดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขวิกฤตความล่าช้าในการขยายกองเรือรบ และเพิ่มจำนวนเรือที่พร้อมปฏิบัติการในภารกิจคุ้มกันและปราบเรือดำน้ำให้ทันท่วงที ท่ามกลางสถานการณ์ที่น่ากังวลด้านศักยภาพการต่อเรือของสหรัฐฯ ที่ยังคงตามหลังคู่แข่งสำคัญอย่างประเทศจีนอยู่หลายเท่าตัว
⬛️ เจาะลึกเทคโนโลยี 3 ขุมกำลังฟริเกตล้ำสมัย
เรือฟริเกตทั้งสามรุ่นที่ผ่านเข้ารอบการศึกษามีจุดเด่นทางเทคโนโลยีระดับสูง เริ่มต้นด้วยเรือชั้นโมกามิ (Mogami) จากญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเรือฟริเกตขนาด 5,500 ตัน โดดเด่นด้วยดีไซน์ล่องหนที่ลดการตรวจจับด้วยเรดาร์ พร้อมติดตั้งเสากระโดงรวมแบบยูนิคอร์นที่ผสานระบบเสาอากาศหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน และขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ระบบผสมเพื่อประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงาน
ถัดมาคือเรือชั้นชุงนัม (Chungnam) ของเกาหลีใต้ ขนาด 4,300 ตัน ที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อนแบบดีเซล-ไฟฟ้าหรือแก๊สเพื่อลดการปล่อยเสียงรบกวน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการค้นหาและต่อต้านเรือดำน้ำ ทั้งยังติดตั้งแท่นยิงอาวุธแนวดิ่งและระบบเรดาร์แบบเอซา (AESA) ประสิทธิภาพสูง
ในขณะที่เรือชั้นอิสตันบูล (Istanbul) ของตุรกี ถือเป็นตัวเลือกขนาดกะทัดรัด 3,000 ตัน ที่เข้าสู่รายชื่อพิจารณาหลังการหารือในการประชุมสุดยอดนาโต แม้จะมีขนาดเล็กกว่าอีกสองรุ่น แต่ได้รับการยกย่องด้านความเป็นอเนกประสงค์และการติดตั้งระบบอาวุธปล่อยนำวิถีแนวดิ่งที่พัฒนาขึ้นเองในประเทศ
⬛️ แก้วิกฤตต่อเรือในประเทศด้วยแนวทางฟินแลนด์โมเดล
สำหรับความจำเป็นในการนำเข้าแบบเรือรบจากต่างประเทศเกิดขึ้นจากปัญหาเรื้อรังภายในของสหรัฐฯ เอง นับตั้งแต่กองทัพเรือตัดสินใจปลดประจำการเรือฟริเกตชั้นโอลิเวอร์ ฮาร์ซาร์ด เพอร์รี ในปี 2015 สหรัฐฯ ก็ขาดแคลนเรือรบขนาดกลางที่มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง
ในขณะที่โครงการเรือรบชายฝั่งแอลซีเอสเผชิญปัญหาทางเทคนิคซ้ำซาก ส่วนโครงการเรือฟริเกตชั้นคอนสเตลเลชันก็เพิ่งถูกประกาศยกเลิกไปเมื่อปีที่ผ่านมาเนื่องจากความล้มเหลวในการออกแบบที่เปลี่ยนแปลงจากต้นแบบเดิมในยุโรปมากเกินไปจนน้ำหนักเรือเกินพิกัดและงบประมาณบานปลาย
รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ปัจจุบันจึงพยายามผลักดันแนวทางที่เรียกว่า ฟินแลนด์โมเดล (Finland Model) ซึ่งถอดแบบมาจากโครงการจัดหาเรือตัดน้ำแข็งร่วมกับฟินแลนด์ โดยมีหลักการ คือ การต่อเรือสองลำแรกในอู่ต่อเรือพันธมิตรต่างประเทศ ก่อนจะย้ายสิทธิ์และถ่ายทอดเทคโนโลยีมาผลิตต่อในอู่ต่อเรือของสหรัฐฯ เพื่อความรวดเร็ว
⬛️ แรงต้านจากสภาคองเกรสกับความหวังฟื้นฟูอุตสาหกรรมในอเมริกา
แม้ว่ากองทัพเรือสหรัฐฯ ระบุว่าแนวทางนี้จะช่วยให้ได้เรือรบที่รวดเร็วและประหยัดงบประมาณขึ้น แต่แผนการดังกล่าวกำลังเจอกับอุปสรรคสำคัญจากสภาคองเกรส สมาชิกรัฐสภาจากทั้งสองพรรคใหญ่ต่างออกมาคัดค้านอย่างหนัก
เนื่องจากกังวลว่าการนำเข้าเรือรบจะส่งผลกระทบด้านลบต่อการจ้างงานและอุตสาหกรรมต่อเรือภายในประเทศ โดยสมาชิกรัฐสภาบางกลุ่มได้พยายามเพิ่มข้อบัญญัติในร่างกฎหมายงบประมาณกลาโหมประจำปี 2027 เพื่อตัดสิทธิ์ของทำเนียบขาวในการลงนามจัดหาเรือรบต่างประเทศอย่างสิ้นเชิง
อย่างไรก็ดี ฝ่ายบริหารยังคงชี้แจงว่า ปัญหาการขาดแคลนแรงงานฝีมือและงานค้างสะสมในอู่ต่อเรือหลักของสหรัฐฯ เป็นวิกฤตเร่งด่วนที่ไม่สามารถแก้ไขได้ในเวลาอันสั้น การเปิดโอกาสให้อู่ต่อเรือระดับโลกจากเกาหลีใต้หรือญี่ปุ่นเข้ามาซื้อกิจการหรือลงทุนในสหรัฐฯ เช่น การที่บริษัทฮันฮวาเข้าซื้อกิจการอู่ต่อเรือฟิลาเดลเฟีย จะเป็นกุญแจสำคัญในการพลิกฟื้นและยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมความมั่นคงทางทะเลของประเทศให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้งในระยะยาว
ที่มาข้อมูล : The War Zone
ที่มารูปภาพ : The War Zone
