
กองทัพเรือสหรัฐฯ (U.S. Navy) ร่วมกับบริษัท ล็อกฮีด มาร์ติน (Lockheed Martin) ทดสอบเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ AI สำหรับวิเคราะห์เสียงใต้น้ำระหว่างการฝึกทางทะเล RIMPAC 2026 รอบหมู่เกาะฮาวาย โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพภารกิจปราบเรือดำน้ำ ซึ่งเป็นหนึ่งในภารกิจที่ต้องอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลจากเซนเซอร์จำนวนมากและการตัดสินใจอย่างรวดเร็ว
สรุปข่าว
กองทัพเรือสหรัฐฯ (U.S. Navy) ร่วมกับบริษัท ล็อกฮีด มาร์ติน (Lockheed Martin) ทดสอบเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ AI สำหรับวิเคราะห์เสียงใต้น้ำระหว่างการฝึกทางทะเล RIMPAC 2026 รอบหมู่เกาะฮาวาย โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพภารกิจปราบเรือดำน้ำ ซึ่งเป็นหนึ่งในภารกิจที่ต้องอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลจากเซนเซอร์จำนวนมากและการตัดสินใจอย่างรวดเร็ว
การซ้อมรบ RIMPAC 2026 เป็นการฝึกทางทะเลขนาดใหญ่ที่มีสหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรเข้าร่วม โดยการฝึกในปีนี้มีทั้งภารกิจต่อต้านเรือดำน้ำ การปฏิบัติการทางอากาศ และการยิงจมเรือจริงในมหาสมุทรแปซิฟิก โดยพื้นที่ฝึกบางส่วนอยู่ห่างจากเกาะคาวายของฮาวายมากกว่า 50 ไมล์ทะเล และมีความลึกประมาณ 15,000 ฟุต
หัวใจสำคัญของภารกิจ คือ เฮลิคอปเตอร์ Sikorsky MH-60R Seahawk ซึ่งเป็นเฮลิคอปเตอร์หลายภารกิจของกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับสงครามต่อต้านเรือดำน้ำและต่อต้านเรือผิวน้ำ เครื่องบินรุ่นนี้ติดตั้งทั้งโซนาร์แบบหย่อนลงน้ำ ทุ่นโซโน เรดาร์ และระบบตรวจจับอื่น ๆ เพื่อสร้างภาพสถานการณ์ของพื้นที่ทางทะเลและใต้น้ำแบบบูรณาการ
ตามข้อมูลการทดสอบ ระบบ SensorMAX ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือช่วยวิเคราะห์สัญญาณเสียงจากทุ่นโซโน โดยให้ AI ช่วยประมวลผลข้อมูลเสียงและแยกแยะรูปแบบของสัญญาณที่อาจเกี่ยวข้องกับภัยคุกคามใต้น้ำ แนวคิดดังกล่าวเข้ามาช่วยลดภาระของเจ้าหน้าที่ประจำเครื่อง ซึ่งต้องเฝ้าติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลเสียงแบบอะคูสติกจำนวนมากท่ามกลางเสียงรบกวนจากสภาพแวดล้อมใต้ทะเล
จุดเด่นที่ถูกระบุในการทดสอบ คือ ความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลจากทุ่นโซโนหลายตัวพร้อมกัน ทำให้ลูกเรือสามารถเห็นข้อมูลจากพื้นที่ค้นหาที่กว้างขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งการวิเคราะห์ด้วยมนุษย์เพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ MH-60R เองก็ได้รับการออกแบบให้ประมวลผลข้อมูลจากเซนเซอร์บนอากาศและเชื่อมต่อข้อมูลกับหน่วยอื่นผ่านระบบเครือข่ายทางทหารอยู่แล้ว
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือแนวคิด Closed-loop Workflow ซึ่งเปิดทางให้ข้อมูลเสียงที่ระบบยังไม่สามารถจำแนกได้ถูกส่งกลับไปยังสถานีวิเคราะห์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและนำข้อมูลไปปรับปรุงโมเดล AI ก่อนส่งซอฟต์แวร์เวอร์ชันใหม่กลับไปยังหน่วยปฏิบัติการ แนวทางนี้สะท้อนทิศทางใหม่ของระบบ AI ทางทหารที่ไม่ได้มองโมเดลเป็นซอฟต์แวร์ที่พัฒนาเพียงครั้งเดียว แต่สามารถปรับปรุงความสามารถตามข้อมูลที่ได้รับจากภารกิจจริง
การนำ AI เข้ามาช่วยภารกิจปราบเรือดำน้ำจึงมีความสำคัญมากขึ้นตามการขยายตัวของภัยคุกคามใต้น้ำ เพราะเรือดำน้ำสมัยใหม่ถูกออกแบบให้มีเสียงรบกวนต่ำและตรวจจับได้ยาก ขณะที่การค้นหาเป้าหมายจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลจากทุ่นโซโนและเซนเซอร์หลายชนิดประกอบกัน การให้ AI ช่วยคัดกรองข้อมูลจึงอาจทำให้เจ้าหน้าที่สามารถมุ่งความสนใจไปที่สัญญาณที่มีความสำคัญมากขึ้น
สำหรับ MH-60R กองทัพเรือสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าพัฒนาและใช้งานเครื่องบินรุ่นนี้อย่างต่อเนื่อง โดยบริษัท Lockheed Martin ระบุว่าได้ส่งมอบ MH-60R ให้กองทัพเรือสหรัฐฯ ครบ 350 ลำ ในเดือนมกราคม 2026 และระบบของเครื่องสามารถเชื่อมโยงข้อมูลจากเซนเซอร์และแพลตฟอร์มอื่นเพื่อสนับสนุนภารกิจต่อต้านเรือดำน้ำได้
หากเทคโนโลยี AI สำหรับวิเคราะห์เสียงใต้น้ำสามารถนำไปใช้งานจริงในวงกว้างได้สำเร็จ ทิศทางดังกล่าวอาจเปลี่ยนรูปแบบสงครามต่อต้านเรือดำน้ำจากภารกิจที่ต้องพึ่งพาการวิเคราะห์ข้อมูลโดยมนุษย์จำนวนมาก ไปสู่ระบบที่ AI ทำหน้าที่คัดกรองและวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น ขณะที่มนุษย์ยังคงเป็นผู้ตัดสินใจในขั้นตอนสำคัญ ซึ่งเป็นแนวทางที่กำลังมีบทบาทมากขึ้นในระบบรบสมัยใหม่
- Anthropic ติดลายน้ำ AI Claude รับกฎหมาย EU ฝัง C2PA ทุกผลงาน
- AI ไม่ได้แค่แย่งงาน แต่เปลี่ยนโครงสร้างประเทศ อีก 3 - 5 ปี ไทยไม่ควรเหมือนเดิม
- อาลีบาบา คลาวด์ เผยผลสำรวจ องค์กรในเอเชียเร่งสปีดใช้ AI แต่ยังขาดโซลูชันแบบ End-to-End ที่ปลอดภัย
- “AI” คุมเครื่องบินทดสอบ “X-62A” ปฏิบัติการบินสกัดกั้นอัตโนมัติ 27 ครั้งสำเร็จ
- เช็กด่วน! 5 ประเภทข้อมูล ห้ามส่งให้ AI เสี่ยงเกิดอาชญากรรมไซเบอร์
ที่มาข้อมูล : Lockheed Martin
ที่มารูปภาพ : Lockheed Martin
