
วันที่ 13 สิงหาคม กูเกิล (Google) ประกาศเปิดตัวสมาร์ตโฟนเรือธงรุ่นล่าสุดอย่างเป็นทางการ ได้แก่ Pixel 11, Pixel 11 Pro และ Pixel 11 Pro XL มุ่งนำเสนอความทนทานที่เหนือกว่า กล้องถ่ายภาพที่ทรงพลัง และการทำงานร่วมกับระบบปัญญาประดิษฐ์ AI อย่าง Gemini ที่ฉลาดและตอบสนองได้รวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิม
สรุปข่าว
วันที่ 13 สิงหาคม กูเกิล (Google) ประกาศเปิดตัวสมาร์ตโฟนเรือธงรุ่นล่าสุดอย่างเป็นทางการ ได้แก่ Pixel 11, Pixel 11 Pro และ Pixel 11 Pro XL มุ่งนำเสนอความทนทานที่เหนือกว่า กล้องถ่ายภาพที่ทรงพลัง และการทำงานร่วมกับระบบปัญญาประดิษฐ์ AI อย่าง Gemini ที่ฉลาดและตอบสนองได้รวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิม
การเปิดตัวในครั้งนี้ Google เน้น 2 รุ่นท็อปอย่าง Pixel 11 Pro และ Pixel 11 Pro XL ซึ่งได้รับการออกแบบใหม่เพื่อยกระดับความทนทานด้วยกระจกหน้าจอ Super Actua ที่สามารถทำความสว่างสูงสุดได้ถึง 3,600 นิต พร้อมการเคลือบสารป้องกันรอยขีดข่วนชนิดใหม่ที่ทนทานกว่ารุ่นก่อนหน้าถึงสองเท่า
สมาร์ตโฟนเรือธงมาพร้อมกับหน่วยประมวลผลรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Google Tensor G6 ซึ่งผลิตขึ้นมาเพื่อขับเคลื่อนฟีเจอร์ AI แบบ On-device โดยเฉพาะ ส่งผลให้ประมวลผล Gemini Nano ได้รวดเร็วขึ้นถึง 3.5 เท่า และประหยัดพลังงานลงถึง 3.5 เท่า เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน
นอกจากนี้ยังมีชิปความปลอดภัย Titan M3 ที่ออกแบบมารับมือกับการโจมตีทางไซเบอร์ในยุคหน้า รวมถึงความสามารถในการป้องกันการถอดรหัสลับด้วยคอมพิวเตอร์ควอนตัม (Post-Quantum Cryptography) เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ใช้งาน
หนึ่งในนวัตกรรมที่เป็นจุดเด่นสำคัญของการเปลี่ยนผ่านในครั้งนี้ คือ "HiLight" เทคโนโลยีไฟแจ้งเตือนอัจฉริยะแบบมัลติคัลเลอร์ที่ติดตั้งอยู่บริเวณไฟแฟลชของกล้องหลัง ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถรับรู้สถานะการแจ้งเตือนต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องพลิกหน้าจอขึ้นมาดู เปิดโอกาสให้ผู้ใช้ตั้งค่าสีไฟเฉพาะตัวสำหรับผู้ติดต่อคนสำคัญ เพื่อความมั่นใจว่าจะไม่พลาดสายเรียกเข้าที่สำคัญในขณะที่คว่ำหน้าจอโทรศัพท์ไว้บนโต๊ะอาหารหรือในห้องประชุม
นอกจากนี้ ไฟ HiLight ยังแสดงสถานะการทำงานของ Gemini AI ในรูปแบบแสงกะพริบที่แตกต่างกันเพื่อบอกให้ทราบว่า AI กำลังฟัง คิด หรือตอบสนองอยู่ ซึ่งทางกูเกิลมีแผนที่จะอัปเดตฟีเจอร์ให้ไฟแจ้งเตือนนี้สามารถทำงานร่วมกับแอปพลิเคชันรับส่งข้อความอื่น ๆ เพิ่มเติมในอนาคต
ทางด้านระบบกล้องถ่ายภาพ ถือเป็นการอัปเกรดฮาร์ดแวร์ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายรุ่น โดยรุ่น Pro ทั้งสองรุ่นมาพร้อมกับเซนเซอร์กล้องหลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซลตัวใหม่ ร่วมกับกล้องเลนส์ซูม Telephoto ความละเอียด 48 ล้านพิกเซลที่ปรับปรุงให้รับแสงได้ดีขึ้น 30% รองรับการซูมแบบดิจิทัล Super Res Zoom ได้สูงสุดถึง 120 เท่า ช่วยให้ภาพถ่ายระยะไกลมีความคมชัดอย่างน่าทึ่ง
ยิ่งไปกว่านั้น ชิป Tensor G6 ยังมาพร้อมกับหน่วยประมวลผลภาพ (ISP) ใหม่ล่าสุดที่ช่วยเพิ่มความเร็วในการถ่ายภาพโหมดกลางคืน (Night Sight) ให้เร็วขึ้นถึง 4.5 เท่า และมีฟีเจอร์ "Magic Capture" ที่ปฏิวัติการถ่ายภาพด้วยการคลิกเพียงครั้งเดียว แล้วปล่อยให้ AI วิเคราะห์ภาพกว่า 400 เฟรม เพื่อเลือกภาพนิ่งและคลิปวิดีโอที่ดีที่สุดให้อัตโนมัติ
พิเศษสำหรับกลุ่มนักสร้างสรรค์คอนเทนต์ กูเกิลได้เพิ่มฟีเจอร์ Creator Suite ที่รวบรวมเครื่องมือจำเป็นอย่างระบบ Teleprompter อ่านสคริปต์อัตโนมัติ และระบบ Storyboard ที่ช่วยจัดระเบียบและตัดต่อวิดีโอได้อย่างสะดวกสบาย
ในส่วนของความเร็วการชาร์จและแบตเตอรี่ Pixel 11 Pro และ Pro XL รองรับการชาร์จไร้สายมาตรฐาน Qi 2.2 ที่กำลังไฟสูงสุด 25 วัตต์ และการชาร์จผ่านสายที่อัปเกรดความเร็วสูงสุดเป็น 45 วัตต์ ซึ่งสำหรับรุ่น Pro XL นั้นสามารถชาร์จเพียง 15 นาทีก็สามารถใช้งานต่อได้ยาวนานถึง 15 ชั่วโมง โดยทุกรุ่นจะเริ่มต้นที่ความจุ 256GB เป็นมาตรฐาน พร้อมการันตีการอัปเดตระบบปฏิบัติการและความปลอดภัยยาวนานถึง 7 ปี
Google เปิดราคาจำหน่าย Pixel 11 Pro เริ่มต้นที่ 1,099 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 36,420 บาท และ Pixel 11 Pro XL เริ่มต้นที่ 1,299 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 43,050 บาท ราคาดังกล่าวเป็นการแปลงค่าเงินโดยประมาณ ยังไม่รวมภาษี ค่าธรรมเนียม หรือส่วนต่างจากการจำหน่ายในประเทศไทย ในตอนนี้ทั้ง 2 รุ่น เปิดให้สั่งซื้อล่วงหน้าแล้วตั้งแต่วันนี้ และจะเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการบน Google Store รวมถึงพันธมิตรผู้ค้าปลีกในวันที่ 20 สิงหาคม 2026 เป็นต้นไป
- AI ไม่ได้แค่แย่งงาน แต่เปลี่ยนโครงสร้างประเทศ อีก 3 - 5 ปี ไทยไม่ควรเหมือนเดิม
- อาลีบาบา คลาวด์ เผยผลสำรวจ องค์กรในเอเชียเร่งสปีดใช้ AI แต่ยังขาดโซลูชันแบบ End-to-End ที่ปลอดภัย
- “AI” คุมเครื่องบินทดสอบ “X-62A” ปฏิบัติการบินสกัดกั้นอัตโนมัติ 27 ครั้งสำเร็จ
- เช็กด่วน! 5 ประเภทข้อมูล ห้ามส่งให้ AI เสี่ยงเกิดอาชญากรรมไซเบอร์
- "AI" พลิกแรงงาน ไม่ลดคน เพิ่มผลิตภาพ ต้องการพุ่ง 35% ค่าจ้างเพิ่ม 62%
