รับราชการแล้วมั่นคงถึงเกษียณ? รัฐปรับระบบกำลังคนครั้งใหญ่

Share on Line Share on Facebook Share on X
รับราชการแล้วมั่นคงถึงเกษียณ? รัฐปรับระบบกำลังคนครั้งใหญ่


“รับราชการแล้วมีงานมั่นคงจนเกษียณ” ภาพจำที่กำลังเปลี่ยน

“สอบให้ติดราชการ แล้วจะมีงานมั่นคงไปจนเกษียณ” เป็นหนึ่งในภาพจำที่อยู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน แต่ทิศทางการบริหารกำลังคนภาครัฐกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เมื่อรัฐบาลเริ่มทบทวนทั้งจำนวนบุคลากร กรอบตำแหน่ง และรูปแบบการจ้างงาน เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจของรัฐในอนาคต

ปัจจัยสำคัญมาจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ การเข้าสู่สังคมสูงวัย รวมถึงเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยลดขั้นตอนและทดแทนงานบางประเภทได้มากขึ้น ส่งผลให้แนวคิดการบริหารบุคลากรภาครัฐกำลังขยับจากการรักษากรอบอัตราเดิม ไปสู่การพิจารณาความจำเป็นของแต่ละตำแหน่งมากขึ้น

ล่าสุด คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแนวทางปฏิรูประบบบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ ตามข้อเสนอของคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ โดยกำหนดให้ชะลอการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ทุกกรณี พร้อมให้ส่วนราชการบริหารกำลังคนจากอัตราที่มีอยู่ ตำแหน่งว่าง และบรรจุบุคลากรเท่าที่จำเป็น

มาตรการดังกล่าวไม่ได้หมายถึงการยกเลิกสถานะของข้าราชการที่ปฏิบัติงานอยู่ แต่เป็นการจัดระเบียบ “ตำแหน่งงานภาครัฐในอนาคต” โดยเฉพาะตำแหน่งที่ว่าง ตำแหน่งใหม่ และตำแหน่งที่ว่างลงหลังมีผู้เกษียณราชการ

สรุปข่าว

ภาพจำ “รับราชการแล้วมีงานมั่นคงจนเกษียณ” กำลังเปลี่ยน เมื่อรัฐบาลเดินหน้าปรับระบบกำลังคน ชะลอตั้งอัตราใหม่ ทบทวนตำแหน่งว่างและตำแหน่งหลังเกษียณตั้งแต่ปี 2570 พร้อมใช้เทคโนโลยีและการจ้างรูปแบบใหม่ ก่อนชวนมองอนาคตไทยใน TNN Future Forum 2026


“รับราชการแล้วมีงานมั่นคงจนเกษียณ” ภาพจำที่กำลังเปลี่ยน

“สอบให้ติดราชการ แล้วจะมีงานมั่นคงไปจนเกษียณ” เป็นหนึ่งในภาพจำที่อยู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน แต่ทิศทางการบริหารกำลังคนภาครัฐกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เมื่อรัฐบาลเริ่มทบทวนทั้งจำนวนบุคลากร กรอบตำแหน่ง และรูปแบบการจ้างงาน เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจของรัฐในอนาคต

ปัจจัยสำคัญมาจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ การเข้าสู่สังคมสูงวัย รวมถึงเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยลดขั้นตอนและทดแทนงานบางประเภทได้มากขึ้น ส่งผลให้แนวคิดการบริหารบุคลากรภาครัฐกำลังขยับจากการรักษากรอบอัตราเดิม ไปสู่การพิจารณาความจำเป็นของแต่ละตำแหน่งมากขึ้น

ล่าสุด คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแนวทางปฏิรูประบบบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ ตามข้อเสนอของคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ โดยกำหนดให้ชะลอการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ทุกกรณี พร้อมให้ส่วนราชการบริหารกำลังคนจากอัตราที่มีอยู่ ตำแหน่งว่าง และบรรจุบุคลากรเท่าที่จำเป็น

มาตรการดังกล่าวไม่ได้หมายถึงการยกเลิกสถานะของข้าราชการที่ปฏิบัติงานอยู่ แต่เป็นการจัดระเบียบ “ตำแหน่งงานภาครัฐในอนาคต” โดยเฉพาะตำแหน่งที่ว่าง ตำแหน่งใหม่ และตำแหน่งที่ว่างลงหลังมีผู้เกษียณราชการ

ตำแหน่งว่างนาน เตรียมทบทวนความจำเป็น

หนึ่งในมาตรการสำคัญคือ การพิจารณายุบกรอบอัตราข้าราชการประเภทวิชาการและประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติการและระดับชำนาญการ ซึ่งไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณมาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 ยกเว้นตำแหน่งที่มีการประกาศรับสมัครไปแล้ว

ส่วนราชการต้องรายงานผลภายใน เดือนธันวาคม 2569 ทำให้ตำแหน่งที่ว่างอยู่เดิมจะต้องผ่านการพิจารณาว่ายังสอดคล้องกับภารกิจของหน่วยงานและความต้องการของประชาชนหรือไม่ แทนการคงกรอบตำแหน่งไว้โดยอัตโนมัติ

เกษียณปี 2570 ไม่จำเป็นต้องเติมคนใหม่แบบ 1 ต่อ 1

อีกช่วงเวลาสำคัญเริ่มตั้งแต่ ปีงบประมาณ 2570 เมื่อตำแหน่งว่างจากการเกษียณราชการจะถูกนำมาทบทวน โดยในช่วงปีงบประมาณ 2571-2575 ภาครัฐมีแนวทางพิจารณายุบบางตำแหน่งและไม่จัดสรรบุคลากรทดแทนด้วยรูปแบบเดิมทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อยกเว้นสำหรับสายงานที่จำเป็นต่อการให้บริการประชาชนและภารกิจเฉพาะ เช่น แพทย์ ทันตแพทย์ และผู้ปฏิบัติงานในเรือนจำ ซึ่งจำเป็นต้องรักษาระดับกำลังคนให้เหมาะสม

จุดเปลี่ยนจึงอยู่ที่การเกษียณ 1 อัตรา อาจไม่ตามมาด้วยการเปิดรับข้าราชการใหม่ 1 อัตราเสมอไป แต่ต้องประเมินก่อนว่า ภารกิจดังกล่าวยังจำเป็นต้องดำเนินการด้วยข้าราชการ หรือสามารถใช้บุคลากรและเทคโนโลยีในรูปแบบอื่นได้

จับตา 11 สายงานสนับสนุน ปรับรูปแบบการจ้าง

อีกกลุ่มที่อยู่ในแผนทบทวนคือ 11 สายงานสนับสนุน ซึ่งภาครัฐเห็นว่างานบางลักษณะสามารถพิจารณารูปแบบการจ้างที่หลากหลายมากขึ้น

เมื่อตำแหน่งเหล่านี้ว่างจากการเกษียณตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 เป็นต้นไป จะทยอยเข้าสู่กระบวนการพิจารณากรอบอัตราและอาจใช้การจ้างงานรูปแบบอื่นทดแทน

สายงานที่อยู่ในแนวทางดังกล่าวครอบคลุมงานธุรการในราชการบริหารส่วนกลาง งานเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ งานสื่อสาร งานโสตทัศนศึกษา งานห้องสมุด งานขุดลอก งานพิมพ์ งานภาพ งานศิลป์ งานบรรณารักษ์ ตลอดจนงานผู้ประกาศและรายงานข่าว โดยยังมีข้อยกเว้นตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

ดังนั้น การปรับลดกรอบตำแหน่งในส่วนนี้ต้องแยกออกจากการเลิกจ้างข้าราชการที่ปฏิบัติงานอยู่ เพราะแนวทางหลักมุ่งจัดการตำแหน่งเมื่อว่างลงหรือเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณ

ภาครัฐประมาณ 3 ล้านคน เดินหน้าปรับโครงสร้างควบคู่เทคโนโลยี

แนวทางใหม่ไม่ได้มุ่งเฉพาะการควบคุมจำนวนบุคลากร แต่ยังครอบคลุมการพิจารณาเกษียณก่อนกำหนด การชะลอกำหนดตำแหน่งระดับสูง การใช้การจ้างเหมาบริการ การนำเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพ ตลอดจนการปรับโครงสร้างและลดภารกิจที่ซ้ำซ้อนระหว่างหน่วยงาน

ข้อมูลที่นำเสนอระบุว่า ประเทศไทยมีกำลังคนภาครัฐประมาณ 3 ล้านคน แบ่งเป็นข้าราชการประมาณ 1.75 ล้านคน และบุคลากรประเภทอื่นประมาณ 1.24 ล้านคน หรือคิดเป็นบุคลากรภาครัฐประมาณ 1 คนต่อประชากร 22 คน

ขณะที่ข้อมูลสำนักงาน ก.พ.ร. ระบุว่า ระดับภูมิภาคมีส่วนราชการมากกว่า 10,000 หน่วยงาน และมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 7,842 แห่ง มีบุคลากรรวมมากกว่า 438,400 คน โดยภาครัฐต้องการจัดระบบภารกิจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ควบคู่การใช้เทคโนโลยีสนับสนุนบริการประชาชน

จาก “มีตำแหน่งก็เติมคน” สู่การประเมินทุกอัตรากำลัง

สำหรับคนรุ่นใหม่ที่วางแผนสอบเข้ารับราชการ สิ่งที่ต้องติดตามหลังจากนี้คือ จำนวนและประเภทตำแหน่งที่เปิดรับอาจเปลี่ยนไป โดยเฉพาะกลุ่มงานสนับสนุน ขณะที่สายงานบริการประชาชน วิชาชีพเฉพาะ และภารกิจที่รัฐยังจำเป็นต้องดำเนินการโดยตรง ยังคงต้องรักษากำลังคนให้เพียงพอ

กล่าวได้ว่า ความมั่นคงของผู้ที่เป็นข้าราชการอยู่แล้วไม่ได้หายไปทันที แต่สิ่งที่กำลังเปลี่ยนคือ ความมั่นคงของ “กรอบตำแหน่งราชการแบบเดิม” เพราะนับจากนี้ทุกอัตรากำลังจะถูกพิจารณาให้สัมพันธ์กับภารกิจ งบประมาณ เทคโนโลยี และรูปแบบบริการภาครัฐในอนาคต

ทางรอดข้าราชการ วางแผนวันนี้ให้พร้อมก่อนถึงวัยเกษียณ

เมื่อระบบราชการกำลังปรับทั้งโครงสร้างกำลังคน รูปแบบการทำงาน และการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ความมั่นคงในชีวิตหลังเกษียณเป็นอีกเรื่องที่ข้าราชการต้องเตรียมตัวตั้งแต่ยังอยู่ในวัยทำงาน โดยเฉพาะการบริหารเงินออม เงินบำนาญ และการสร้างรายได้ให้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในอนาคต

ประเด็นนี้จะถูกหยิบมาพูดคุยบนเวที TNN Future Forum 2026: THAILAND BEYOND TOMORROW มองอนาคต เพื่อกำหนดทิศทางไทย วันที่ 9 กันยายน 2569 เวลา 09.00-17.00 น. ณ Grand Hall ชั้น 3 ทรู ดิจิทัล พาร์ค ฝั่ง West

ช่วงที่ข้าราชการไม่ควรพลาดคือเวลา 14.50-15.10 น. พบกับ ดร.ศรีพล ตุลยะเสถียร เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กับหัวข้อ “การสร้างความมั่งคั่งวัยเกษียณ : สูตรรอดข้าราชการไทยในโลกใหม่”

ท่ามกลางค่าครองชีพ อายุเฉลี่ยของประชากรที่เพิ่มขึ้น และโลกการทำงานที่เปลี่ยนเร็ว การมีรายได้ประจำระหว่างรับราชการอาจยังไม่พอสำหรับการวางแผนชีวิตอีกหลายสิบปีหลังเกษียณ การรู้ว่าเงินที่มีอยู่ควรจัดการอย่างไร ต้องเตรียมเงินไว้เท่าไร และควรวางแผนตั้งแต่อายุเท่าไร จึงเป็นเรื่องที่ควรรู้ก่อนถึงวันเกษียณจริง

ใครเป็นข้าราชการ หรือกำลังวางแผนอนาคตหลังเกษียณ ปักหมุดไว้ 9 กันยายนนี้ มาฟังแนวทางจาก กบข. ว่าข้าราชการไทยควรเตรียมเงินและจัดแผนชีวิตอย่างไร เพื่อให้วันที่ไม่มีเงินเดือนประจำ ยังมีเงินเพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตในแบบที่วางไว้

 


ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN

บรรณาธิการออนไลน์

แท็กบทความ