
รัฐบาลเดินหน้ามาตรการปฏิรูปกำลังคนภาครัฐ หลังคณะรัฐมนตรีเห็นชอบแนวทางปรับโครงสร้างบุคลากรและหน่วยงาน โดยกำหนดเป้าหมายลดอัตรากำลังข้าราชการลงร้อยละ 15 ภายในปีงบประมาณ 2575 รวมถึงลดจำนวนหน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาคร้อยละ 10 ภายในปีงบประมาณ 2570 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและบริหารงบประมาณภาครัฐให้เหมาะสมกับสถานการณ์ทางการคลังของประเทศ
ดร.นนฤทธิ์ พิสิฐบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI ให้สัมภาษณ์รายการ “คนชนข่าว” ทาง TNN ช่อง 16 ว่า การเดินหน้าปฏิรูปกำลังคนภาครัฐมีความจำเป็น เมื่อพิจารณาจากแนวโน้มฐานะการคลังและหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ซึ่งมีทิศทางเพิ่มขึ้น
ดร.นนฤทธิ์ระบุว่า ปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 65 ต่อ GDP และมีแนวโน้มเพิ่มเข้าใกล้ระดับร้อยละ 70 ในอนาคต หากเศรษฐกิจเผชิญความเสี่ยงเพิ่มเติม เช่น การชะลอตัวของเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ หรือวิกฤตด้านอื่น จึงเห็นด้วยกับหลักการที่ภาครัฐต้องบริหารรายจ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กรอย่างจริงจัง
ยุบ 11 สายงาน ใช้วิธีทยอยลด ไม่กระทบคนทันที
หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการปรับลด 11 สายงานภาครัฐ ซึ่งมีตัวอย่างสายงานด้านประชาสัมพันธ์ โสตทัศนศึกษา ห้องสมุด ช่างภาพ บรรณารักษ์ และผู้ประกาศข่าว โดยแนวทางไม่ได้หมายถึงการให้ออกจากราชการทันที แต่จะดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป
เมื่อบุคลากรในตำแหน่งดังกล่าวเกษียณอายุหรือย้ายไปดำรงตำแหน่งอื่น จะไม่เปิดรับบุคลากรใหม่เข้ามาทดแทนในตำแหน่งเดิม เพื่อทยอยลดกรอบอัตรากำลังตามแผน
ดร.นนฤทธิ์มองว่า แนวทางดังกล่าวถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เนื่องจากบางภารกิจสามารถบูรณาการระหว่างหน่วยงาน รวมถึงนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ทำให้ภาครัฐสามารถจัดสรรบุคลากรและงบประมาณได้เหมาะสมขึ้น
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องติดตามคือ หลังยุบตำแหน่งแล้วจะมีการจ้างงานในรูปแบบอื่นเข้ามาทดแทนมากน้อยเพียงใด เพราะหากลดกรอบข้าราชการ แต่ยังมีค่าใช้จ่ายจากพนักงานภาครัฐ ลูกจ้าง หรือการทำสัญญาจ้างในระดับใกล้เคียงเดิม เป้าหมายด้านการลดภาระงบประมาณอาจเกิดผลได้ไม่เต็มที่
สรุปข่าว
รัฐบาลเดินหน้ามาตรการปฏิรูปกำลังคนภาครัฐ หลังคณะรัฐมนตรีเห็นชอบแนวทางปรับโครงสร้างบุคลากรและหน่วยงาน โดยกำหนดเป้าหมายลดอัตรากำลังข้าราชการลงร้อยละ 15 ภายในปีงบประมาณ 2575 รวมถึงลดจำนวนหน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาคร้อยละ 10 ภายในปีงบประมาณ 2570 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและบริหารงบประมาณภาครัฐให้เหมาะสมกับสถานการณ์ทางการคลังของประเทศ
ดร.นนฤทธิ์ พิสิฐบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI ให้สัมภาษณ์รายการ “คนชนข่าว” ทาง TNN ช่อง 16 ว่า การเดินหน้าปฏิรูปกำลังคนภาครัฐมีความจำเป็น เมื่อพิจารณาจากแนวโน้มฐานะการคลังและหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ซึ่งมีทิศทางเพิ่มขึ้น
ดร.นนฤทธิ์ระบุว่า ปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 65 ต่อ GDP และมีแนวโน้มเพิ่มเข้าใกล้ระดับร้อยละ 70 ในอนาคต หากเศรษฐกิจเผชิญความเสี่ยงเพิ่มเติม เช่น การชะลอตัวของเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ หรือวิกฤตด้านอื่น จึงเห็นด้วยกับหลักการที่ภาครัฐต้องบริหารรายจ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กรอย่างจริงจัง
ยุบ 11 สายงาน ใช้วิธีทยอยลด ไม่กระทบคนทันที
หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการปรับลด 11 สายงานภาครัฐ ซึ่งมีตัวอย่างสายงานด้านประชาสัมพันธ์ โสตทัศนศึกษา ห้องสมุด ช่างภาพ บรรณารักษ์ และผู้ประกาศข่าว โดยแนวทางไม่ได้หมายถึงการให้ออกจากราชการทันที แต่จะดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป
เมื่อบุคลากรในตำแหน่งดังกล่าวเกษียณอายุหรือย้ายไปดำรงตำแหน่งอื่น จะไม่เปิดรับบุคลากรใหม่เข้ามาทดแทนในตำแหน่งเดิม เพื่อทยอยลดกรอบอัตรากำลังตามแผน
ดร.นนฤทธิ์มองว่า แนวทางดังกล่าวถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เนื่องจากบางภารกิจสามารถบูรณาการระหว่างหน่วยงาน รวมถึงนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ทำให้ภาครัฐสามารถจัดสรรบุคลากรและงบประมาณได้เหมาะสมขึ้น
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องติดตามคือ หลังยุบตำแหน่งแล้วจะมีการจ้างงานในรูปแบบอื่นเข้ามาทดแทนมากน้อยเพียงใด เพราะหากลดกรอบข้าราชการ แต่ยังมีค่าใช้จ่ายจากพนักงานภาครัฐ ลูกจ้าง หรือการทำสัญญาจ้างในระดับใกล้เคียงเดิม เป้าหมายด้านการลดภาระงบประมาณอาจเกิดผลได้ไม่เต็มที่
Early Retirement อายุ 40 ปี ต้องดูความคุ้มค่าทางการคลัง
อีกแนวทางคือโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด หรือ Early Retirement สำหรับบุคลากรบางกลุ่มตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป โดยภาครัฐอาจจัดแพ็กเกจเพื่อจูงใจให้ผู้ที่สมัครใจออกจากระบบไปประกอบอาชีพในภาคเอกชนหรือเส้นทางอื่น
ดร.นนฤทธิ์ประเมินว่า มาตรการส่วนนี้มีความท้าทาย เพราะข้าราชการอายุ 40 ปี ยังเหลือระยะเวลาการทำงานก่อนเกษียณตามปกติอีกประมาณ 20 ปี ดังนั้น เงินหรือสิทธิประโยชน์ที่จะจูงใจให้สมัครเข้าร่วมโครงการต้องอยู่ในระดับที่ผู้เข้าร่วมเห็นความเหมาะสม
ในอีกด้านหนึ่ง หากรัฐกำหนดแพ็กเกจในระดับสูง ต้นทุนของมาตรการก็อาจเพิ่มขึ้น จึงจำเป็นต้องคำนวณความคุ้มค่าระหว่างงบประมาณที่ใช้สำหรับ Early Retirement กับภาระค่าใช้จ่ายที่รัฐจะลดลงในระยะยาวอย่างรอบคอบ
TDRI แนะดูโครงสร้างระดับบริหารควบคู่ “มดงาน”
ประเด็นที่ ดร.นนฤทธิ์ให้ความสำคัญ คือ การลดกำลังคนไม่ควรพิจารณาเฉพาะบุคลากรระดับปฏิบัติการ หรือ “มดงาน” เท่านั้น แต่ควรพิจารณาโครงสร้างระดับบริหารควบคู่กัน
เนื่องจากบุคลากรระดับปฏิบัติการเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจประจำ ขณะที่บางหน่วยงานมีโครงสร้างตำแหน่งบริหารและที่ปรึกษาหลายระดับ ซึ่งมีค่าตอบแทนสูงกว่า การปฏิรูปจึงควรพิจารณาสัดส่วนระหว่างผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานให้เหมาะสมกับภารกิจจริง
ดร.นนฤทธิ์ยกตัวอย่างว่า บางหน่วยงานอาจมีหัวหน้างาน 1 คน แต่มีผู้ปฏิบัติงานเพียง 2 คน ต่างจากโครงสร้างในอดีตที่ผู้บริหารหนึ่งคนรับผิดชอบบุคลากรจำนวนมากกว่า จึงเสนอให้การปรับโครงสร้างครั้งนี้พิจารณาว่าตำแหน่งใดสร้างประสิทธิภาพและมูลค่าเพิ่มต่อภาครัฐอย่างแท้จริง
สำหรับการยุบ 11 สายงาน ดร.นนฤทธิ์ประเมินว่า หากดำเนินการเต็มที่อาจลดกำลังคนได้ประมาณร้อยละ 4 ขณะที่เป้าหมายของรัฐบาลอยู่ที่ร้อยละ 15 จึงยังต้องมีมาตรการในส่วนอื่นเข้ามาเพิ่มเติมเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
ในมุมมองส่วนตัว นักวิชาการ TDRI เห็นว่า หากต้องการปรับขนาดภาครัฐในระยะยาว อาจต้องพิจารณากำลังคนจากประมาณ 3 ล้านคน ให้เข้าใกล้ 2 ล้านคน หรือลดลงประมาณหนึ่งในสาม แต่ยอมรับว่าแม้เป้าหมายร้อยละ 15 ที่รัฐบาลกำหนดไว้ในปัจจุบันก็ถือเป็นโจทย์ที่ต้องอาศัยการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
เป้าลดหน่วยงานภูมิภาค 10% ภายในปี 2570
นอกจากกำลังคนแล้ว รัฐบาลยังตั้งเป้าลดจำนวนหน่วยงานส่วนกลางที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคลงร้อยละ 10 ภายในปีงบประมาณ 2570
ดร.นนฤทธิ์เห็นว่า ในทางปฏิบัติสามารถดำเนินการได้ โดยใช้แนวทางทยอยปรับโครงสร้าง ไม่จำเป็นต้องลดบุคลากรในทันที แต่ความสำเร็จขึ้นอยู่กับความต่อเนื่องของนโยบายและความมุ่งมั่นของฝ่ายการเมือง เนื่องจากการปรับโครงสร้างราชการย่อมเกี่ยวข้องกับหน่วยงานและบุคลากรจำนวนมาก
บทเรียนจากความพยายามลดกำลังคนภาครัฐในอดีตยังแสดงให้เห็นว่า แม้มีนโยบายตรึงอัตรากำลังหรือจำกัดการเพิ่มตำแหน่ง แต่จำนวนบุคลากรภาครัฐอาจไม่ได้ลดลงตามเป้าหมาย จึงต้องมีกลไกติดตามผลและตัวชี้วัดที่ชัดเจนตลอดกระบวนการ
เสนอปฏิรูปค่าตอบแทนควบคู่จำนวนคน
อีกข้อเสนอคือการทบทวน ระบบค่าตอบแทนภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรอิสระ เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจ ความรับผิดชอบ และประสิทธิภาพในการทำงาน
ดร.นนฤทธิ์มองว่า การปฏิรูประบบราชการไม่ควรพิจารณาเฉพาะ “จำนวนคน” แต่ต้องพิจารณา “ค่าตอบแทน” ควบคู่กัน เพราะหากสามารถออกแบบค่าตอบแทนให้เหมาะสมกับผลงานและความรับผิดชอบ ก็จะช่วยให้ภาครัฐบริหารกำลังคนและงบประมาณได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ดังนั้น เป้าหมายลดกำลังคนร้อยละ 15 ภายในปีงบประมาณ 2575 และลดหน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาคร้อยละ 10 ภายในปีงบประมาณ 2570 ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับโครงสร้างครั้งสำคัญ โดยโจทย์ต่อจากนี้อยู่ที่การดำเนินมาตรการอย่างต่อเนื่อง การเลือกปรับตำแหน่งให้ตรงกับภารกิจ การใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพ ตลอดจนการทบทวนโครงสร้างระดับบริหารและระบบค่าตอบแทนให้เหมาะสม
ตัวเลขสำคัญ
15% เป้าหมายลดอัตรากำลังข้าราชการภายในปีงบประมาณ 2575
10% เป้าหมายลดหน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาคภายในปีงบประมาณ 2570
11 สายงาน กลุ่มงานที่อยู่ในแนวทางทยอยปรับลด
ประมาณ 4% สัดส่วนกำลังคนที่ ดร.นนฤทธิ์ประเมินว่าอาจลดได้จากการปรับ 11 สายงาน
40 ปีขึ้นไป กลุ่มอายุที่กล่าวถึงในแนวทาง Early Retirement
ประมาณ 65% ต่อ GDP ระดับหนี้สาธารณะปัจจุบันตามข้อมูลที่ ดร.นนฤทธิ์กล่าวในการให้สัมภาษณ์
ประมาณ 70% ต่อ GDP ระดับที่มีแนวโน้มเข้าใกล้ในอนาคตตามการประเมินที่กล่าวถึงในการสัมภาษณ์
- ส.ค.นี้ ชง ครม.คุมอัตราข้าราชการ-ยุบอัตราเกษียณ วางแผนปรับโครงสร้าง
- ทำไมต้องรื้อระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลราชการ ? ปัญหาคืออะไร ระบบใหม่จะเป็นแบบไหน ?
- ทำไมรัฐต้องรื้อระบบจ้างข้าราชการใหม่? เช็กด่วน สวัสดิการแบบไหนที่กำลังจะถูกปรับเปลี่ยน
- ข้าราชการยังมั่นคงหรือไม่? เมื่อรัฐเดินหน้าปรับโครงสร้างกำลังคน
- ถึงเวลาลด "ข้าราชการ"? รัฐบาลจ่อคลอดโครงการ "เออร์ลี่รีไทน์" ประหยัดงบเพื่อลงทุนกับประเทศ
บรรณาธิการออนไลน์
