“คุ้มครองถูกทำร้ายในครอบครัว” ไฟเขียวแก้กฎหมาย ยอมความไม่ได้-เพิ่มโทษหนักขึ้น

Share on Line Share on Facebook Share on X
“คุ้มครองถูกทำร้ายในครอบครัว” ไฟเขียวแก้กฎหมาย ยอมความไม่ได้-เพิ่มโทษหนักขึ้น

แก้กฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว  

นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เปิดเผยว่า วันนี้ (25 ส.ค. 69) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เสนอ  โดยเป็นการปรับปรุงกฎหมายเดิมที่ใช้บังคับมาตั้งแต่ปี 2550 ให้สอดคล้องกับสภาพสังคมในปัจจุบัน และเพิ่มประสิทธิภาพในการคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวและบุคคลในครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ 

ปรับปรุงกฎหมาย เพื่อให้การคุ้มครองมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน มีบทบัญญัติไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมปัจจุบัน ขาดความชัดเจนในการคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวและบุคคลในครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำดังกล่าว รวมทั้งความไม่ชัดเจนสำหรับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ จึงสมควรปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวเพื่อให้การคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว มีประสิทธิภาพ มีกลไก และมีมาตรการในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น 

สรุปข่าว

เปิดรายละเอียด ครม. มีมติเห็นชอบแก้กฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว สาระสำคัญคือ ยอมความไม่ได้-กำหนดบทลงโทษหนักขึ้น เพื่อช่วยลดหรือระงับยับยั้งทำความผิดหรือกระทำผิดซ้ำ

แก้กฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว  

นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เปิดเผยว่า วันนี้ (25 ส.ค. 69) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เสนอ  โดยเป็นการปรับปรุงกฎหมายเดิมที่ใช้บังคับมาตั้งแต่ปี 2550 ให้สอดคล้องกับสภาพสังคมในปัจจุบัน และเพิ่มประสิทธิภาพในการคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวและบุคคลในครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ 

ปรับปรุงกฎหมาย เพื่อให้การคุ้มครองมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน มีบทบัญญัติไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมปัจจุบัน ขาดความชัดเจนในการคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวและบุคคลในครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำดังกล่าว รวมทั้งความไม่ชัดเจนสำหรับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ จึงสมควรปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวเพื่อให้การคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว มีประสิทธิภาพ มีกลไก และมีมาตรการในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น 

สาระสำคัญร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว  

สาระสำคัญหลัก ดังนี้ 

  1. กำหนดให้การกระทำความรุนแรงในครอบครัวเป็นความผิดที่ไม่สามารถยอมความได้เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล 
  2. แก้ไขบทนิยาม “ความรุนแรงในครอบครัว” “บุคคลในครอบครัว” ให้มีความชัดเจน เพื่อให้การดำเนินมาตรการคุ้มครองช่วยเหลือผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 
  3. กำหนดมาตรการคุ้มครองก่อนเกิดเหตุ เพื่อให้ผู้จะถูกกระทำได้รับความปลอดภัยและระงับการเกิดเหตุความรุนแรงได้ 
  4. กำหนดบทลงโทษที่หนักขึ้น เพื่อเป็นส่วนช่วยลดหรือระงับยับยั้งมิให้เกิดการกระทำความผิดหรือกระทำผิดซ้ำ 
  5. กำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถตั้งงบประมาณสนับสนุนการปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัติดังกล่าว เพื่อให้การคุ้มครองสวัสดิภาพผู้ถูกกระทำ และการดำเนินการต่าง ๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
  6. กำหนดเหตุบรรเทาโทษกรณีผู้กระทำผิดเป็นผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวมาอย่างต่อเนื่องจนเกิดภาวะพิเศษทางจิตใจ (Battered Person Syndrome) อันควรได้รับความปรานี

ทั้งนี้ ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญ คือ “คุ้มครองผู้ถูกกระทำ ป้องกันความรุนแรง ลดการเกิดเหตุซ้ำ และสร้างระบบช่วยเหลือที่รวดเร็วและเป็นธรรม” เพื่อให้ครอบครัวและสังคมไทยมีความปลอดภัยและเข้มแข็งยิ่งขึ้น


ป้องกัน-แก้ไขปัญหาการกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว

คณะรัฐมนตรีหวังเป็นอย่างยิ่งว่าร่างพระราชบัญญัตินี้ จะได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร เพื่อสร้างมาตรการ กลไก และกระบวนงานที่เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบันอันจะส่งผลให้การป้องกันและแก้ไขปัญหาการกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ตลอดจนสามารถยับยั้งและลดปัญหาอาชญากรรม ปัญหาการทอดทิ้งเด็ก คนพิการ หรือผู้สูงอายุซึ่งอาจส่งผลกระทบให้เกิดปัญหาทางสังคมด้านอื่น ๆ ได้อีกด้วย

ที่มาข้อมูล : รัฐบาลไทย

ที่มารูปภาพ : Getty Images

อดีตนักข่าวการเมืองภาคสนาม ติ่งเกาหลีที่ชอบดูฟุตบอล เป็นสายมูและทาสแมว