ครม. ยังไม่แก้พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ เพื่อกำหนดทรงผมนักเรียน

Share on Line Share on Facebook Share on X
ครม. ยังไม่แก้พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ เพื่อกำหนดทรงผมนักเรียน

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายงานสรุปผลการพิจารณาต่อข้อเสนอแนะ เรื่อง การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของเด็ก กรณีการไว้ทรงผมของนักเรียน ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ ภายหลังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มีข้อเสนอเกี่ยวกับการกำหนดและบังคับใช้กฎเรื่องทรงผมนักเรียน โดยผลการพิจารณามีสาระสำคัญว่า ยังไม่มีความจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เพื่อกำหนดเรื่องทรงผมนักเรียนโดยเฉพาะ

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ มีเป้าหมายหลักในการคุ้มครองสวัสดิภาพ ความปลอดภัย และสิทธิของเด็ก รวมถึงการส่งเสริมความประพฤติ แต่กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจในการกำหนดรูปแบบหรือรายละเอียดเกี่ยวกับทรงผมของนักเรียนโดยตรง จึงเห็นว่ายังไม่มีเหตุจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายในประเด็นดังกล่าว

สรุปข่าว

ครม. ไม่แก้ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ เรื่องทรงผมนักเรียน เปิดทางโรงเรียนกำหนดแนวปฏิบัติตามบริบท แต่ต้องรับฟังนักเรียน-ผู้ปกครองและห้ามละเมิดสิทธิเด็ก

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายงานสรุปผลการพิจารณาต่อข้อเสนอแนะ เรื่อง การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของเด็ก กรณีการไว้ทรงผมของนักเรียน ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ ภายหลังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มีข้อเสนอเกี่ยวกับการกำหนดและบังคับใช้กฎเรื่องทรงผมนักเรียน โดยผลการพิจารณามีสาระสำคัญว่า ยังไม่มีความจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เพื่อกำหนดเรื่องทรงผมนักเรียนโดยเฉพาะ

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ มีเป้าหมายหลักในการคุ้มครองสวัสดิภาพ ความปลอดภัย และสิทธิของเด็ก รวมถึงการส่งเสริมความประพฤติ แต่กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจในการกำหนดรูปแบบหรือรายละเอียดเกี่ยวกับทรงผมของนักเรียนโดยตรง จึงเห็นว่ายังไม่มีเหตุจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายในประเด็นดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม การไม่แก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ ไม่ได้หมายความว่าโรงเรียนสามารถกำหนดเรื่องทรงผมได้ตามอำเภอใจ โดยกระทรวงศึกษาธิการยังสามารถออกนโยบายและแนวทางปฏิบัติให้สถานศึกษานำไปปรับใช้ตามความเหมาะสมของแต่ละแห่งได้

ปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการได้ยกเลิกระเบียบการไว้ทรงผมของนักเรียนฉบับเดิม และกำหนดแนวนโยบายให้สถานศึกษาจัดทำแนวปฏิบัติเรื่องทรงผมให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละโรงเรียน โดยต้องไม่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนและไม่ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของนักเรียน

สำหรับการออกกฎหรือแนวปฏิบัติ โรงเรียนควรพิจารณาถึงความแตกต่างของรูปแบบการศึกษา กลุ่มนักเรียน และบริบทของสถานศึกษา ไม่จำเป็นต้องใช้กฎเรื่องทรงผมแบบเดียวกันทุกโรงเรียน

นอกจากนี้ โรงเรียนควรเปิดรับฟังความคิดเห็นจาก นักเรียน ผู้ปกครอง และผู้มีส่วนได้เสีย ก่อนกำหนดหรือประกาศใช้กฎ เพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกันและทำให้กติกาสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของแต่ละสถานศึกษา

ส่วนกรณีนักเรียนไม่ปฏิบัติตามกฎของโรงเรียน สามารถดำเนินการทางวินัยตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงศึกษาธิการได้ แต่การลงโทษต้องไม่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพในร่างกายของนักเรียน โดยครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ผลการพิจารณาครั้งนี้ทำให้เกิดความชัดเจนว่า การคุ้มครองสิทธิเด็กไม่ได้หมายถึงการยกเลิกกฎระเบียบของโรงเรียนทั้งหมด แต่เป็นการกำหนดกติกาที่มีเหตุผล เหมาะสมกับบริบท และต้องไม่ละเมิดสิทธิหรือศักดิ์ศรีของเด็ก

ดังนั้น เรื่องทรงผมนักเรียนจึงไม่ใช่การปล่อยให้นักเรียนทำตามใจ และไม่ใช่การบังคับใช้กฎแบบเดียวกันทุกแห่ง แต่ให้แต่ละสถานศึกษากำหนดแนวทางที่เหมาะสม โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนและผู้ปกครองมีส่วนร่วม พร้อมยึดหลักสิทธิ สวัสดิภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของนักเรียนเป็นสำคัญ

ที่มาข้อมูล : รัฐบาลไทย

ที่มารูปภาพ : Thai News Pix

นักข่าวสายโซเชียล รายงานข่าวประเด็นสังคมและความเคลื่อนไหว เน้นการนำเสนอการสรุปข้อมูลที่รวดเร็ว ชัดเจน และเข้าใจง่าย