“CATL” โชว์เก๋า ทดสอบ “แบตเตอรี่ LFP” ใช้งานจริง 14 ปี ยังเหลือความจุถึง 85%

Share on Line Share on Facebook Share on X
“CATL” โชว์เก๋า ทดสอบ “แบตเตอรี่ LFP” ใช้งานจริง 14 ปี ยังเหลือความจุถึง 85%

ค่ายผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ของโลกอย่าง ซีเอทีแอล (CATL) จากประเทศจีน ได้ออกมาพิสูจน์ให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่มีมาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ ด้วยการนำเซลล์แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟต (LFP) อายุการใช้งาน 14 ปี มาผ่านกระบวนการทดสอบเพื่อพิสูจน์ความทนทานต่อกาลเวลา พบว่าแบตเตอรี่ยังคงความจุเดิมไว้ได้สูงถึงประมาณร้อยละ 85 และมีศักยภาพมากพอที่จะ นำไปหมุนเวียนใช้งานต่อในระบบกักเก็บพลังงานระดับรอง ได้ต่ออีกในระดับหลัก 10 ปี

สรุปข่าว

บริษัท CATL ได้เผยผลการทดสอบแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟต (LFP) ที่ใช้งานจริงจากโครงการ Zhangbei Project มานาน 14 ปี พบว่าแบตเตอรี่ยังคงเหลือความจุสูงถึง 85% และมีศักยภาพเพียงพอที่จะนำไปหมุนเวียนใช้งานต่อในระบบกักเก็บพลังงานระดับรองได้อีกเป็นสิบปี ผลลัพธ์นี้ตอกย้ำถึงความทนทานและประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ LFP ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าและกำลังมีบทบาทสำคัญในตลาดมากขึ้น

ค่ายผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ของโลกอย่าง ซีเอทีแอล (CATL) จากประเทศจีน ได้ออกมาพิสูจน์ให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่มีมาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ ด้วยการนำเซลล์แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟต (LFP) อายุการใช้งาน 14 ปี มาผ่านกระบวนการทดสอบเพื่อพิสูจน์ความทนทานต่อกาลเวลา พบว่าแบตเตอรี่ยังคงความจุเดิมไว้ได้สูงถึงประมาณร้อยละ 85 และมีศักยภาพมากพอที่จะ นำไปหมุนเวียนใช้งานต่อในระบบกักเก็บพลังงานระดับรอง ได้ต่ออีกในระดับหลัก 10 ปี

การทดสอบแบตเตอรี่ที่ใช้งานมายาวนานถึง 14 ปี

เป็นที่ทราบกันดีในปัจจุบันว่า แบตเตอรี่แรงดันสูงยุคใหม่ที่ใช้งานในรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และที่ใช้ในระบบกักเก็บพลังงาน ต่างมีความทนทานสูง โดยผลการศึกษาหลายฉบับชี้ว่า เซลล์แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนรุ่นใหม่อาจมีอายุการใช้งานยาวนานกว่าตัวรถที่มันให้พลังงาน โดยมีอัตราการล้มเหลวหรือเสียหายต่ำเพียงร้อยละ 0.3 เท่านั้น

การทดสอบในครั้งนี้ ซีเอทีแอล (CATL) ได้นำเซลล์แบตเตอรี่หลายสิบเซลล์มาจากโครงการระบบกักเก็บพลังงาน จางเป่ย (Zhangbei Project) ซึ่งถือเป็นโครงการระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาดใหญ่แห่งแรกของโลก ด้วยระบบพลังงานขนาด 63 เมกะวัตต์ชั่วโมง 

โครงการนี้ เริ่มเปิดใช้งานมาตั้งแต่ปี 2011 เคยเป็นแหล่งพลังงานสะอาดหลักในการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวปี 2022 และใช้งานเรื่อยมาจนกระทั่งปลดระวางในเดือนมิถุนายนปี 2025 สิ่งที่น่าทึ่งคือ ตลอดระยะเวลาเกือบ 14 ปีที่มีการอัดและคายประจุอยู่ตลอดเวลา บริษัทอ้างว่าเซลล์แบตเตอรี่ทั้งหมดแทบไม่มีตัวใดเสีย และไม่เคยถูกเปลี่ยนเลยแม้แต่เซลล์เดียว

ก่อนหน้านี้ ในช่วงปีที่ 9 ของการใช้งาน ซึ่งตรงกับช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 บริษัทเคยสุ่มนำเซลล์แบตเตอรี่จากโครงการนี้มาทดสอบ และพบว่ายังสามารถรองรับรอบการชาร์จได้อีกถึง 6,000 รอบ 

เหลือความจุให้ได้ใช้งานได้ต่ออีกทศวรรษ

แต่นั่นเป็นเพียงบททดสอบครึ่งทางเท่านั้น เพราะหลังจากโครงการปลดระวางอย่างเป็นทางการในปี 2025 เซลล์แบตเตอรี่ LFP ทรงปริซึมดั้งเดิมมากกว่า 50 เซลล์ ได้ถูกส่งกลับไปยังห้องปฏิบัติการของบริษัท เพื่อตรวจหาความเสียหายและประเมินอายุการใช้งานที่เหลืออยู่

ทีมวิศวกรและนักเคมีได้ทำการทดสอบหลายรูปแบบ และพบว่าเซลล์แบตเตอรี่ที่มีอายุ 14 ปีเหล่านี้ ยังคงมีความจุหลงเหลืออยู่มากถึงประมาณร้อยละ 85 ของความจุเดิม ซึ่งหมายความว่า เซลล์แบตเตอรี่เหล่านี้สามารถนำไปหมุนเวียนใช้งานต่อในระบบกักเก็บพลังงานขนาดเล็กหรือระบบสำรองได้นานถึง 10 ปี โดยรองรับการอัดและคายประจุได้อีกประมาณ 1,000 รอบ

ผลลัพธ์นี้ แสดงให้เห็นจุดแข็งของแบตเตอรี่ LFP ที่ยังมีต้นทุนการผลิตที่ถูกกว่า จึงค่อยๆ ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าฝั่งตะวันตกมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยเช่นกัน

ที่มาข้อมูล : tech.yahoo.com digitaltoday.co.kr

ที่มารูปภาพ : CATL