
วันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา กองทัพอวกาศสหรัฐฯ (U.S. Space Force) ได้ลงนามในสัญญาจ้างมูลค่ารวมกว่า 615 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 20,577 ล้านบาท ให้แก่บริษัท Rocket Lab, Systems & Technology Research (STR) และบริษัทที่ 3 ที่ไม่มีการเปิดเผยชื่อ เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับเครือข่ายดาวเทียมตรวจจับและติดตามเครื่องบินตลอดจนภัยคุกคามจากขีปนาวุธจากวงโคจร
สรุปข่าว
วันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา กองทัพอวกาศสหรัฐฯ (U.S. Space Force) ได้ลงนามในสัญญาจ้างมูลค่ารวมกว่า 615 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 20,577 ล้านบาท ให้แก่บริษัท Rocket Lab, Systems & Technology Research (STR) และบริษัทที่ 3 ที่ไม่มีการเปิดเผยชื่อ เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับเครือข่ายดาวเทียมตรวจจับและติดตามเครื่องบินตลอดจนภัยคุกคามจากขีปนาวุธจากวงโคจร
บริษัท Rocket Lab คว้าสัญญาใหญ่ 397 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ในบรรดาผู้รับสัญญาทั้งสามราย บริษัท Rocket Lab ได้รับการจัดสรรงบประมาณส่วนใหญ่เป็นมูลค่าถึง 397 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 13,284 ล้านบาท โดยบริษัทจะรับหน้าที่พัฒนา ปล่อย และควบคุมดาวเทียมขนาดเล็กที่มีลักษณะแบนหรือที่เรียกว่า "Flatellites" หลายดวงสำหรับโครงการ AMTI ทางบริษัท Rocket Lab อธิบายว่า "Flatellites" เป็นดาวเทียมแบนรุ่นใหม่ที่ได้รับการออกแบบมาให้เหมาะสำหรับการจัดทำกลุ่มดาวเทียมขนาดใหญ่ (Constellations) โดยติดตั้งเซนเซอร์ตรวจจับทางอวกาศ และระบบเชื่อมต่อการสื่อสารที่มีแบนด์วิดท์สูงแต่มีความหน่วงต่ำ (low latency)
ทั้งนี้ บริษัท Rocket Lab เปิดเผยเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2026 ว่าจะส่งดาวเทียม Flatellites เหล่านี้ขึ้นสู่อวกาศด้วยจรวดรุ่นใหม่ "Neutron" ของบริษัท และจะควบคุมการปฏิบัติการจากศูนย์ควบคุมที่มีความปลอดภัยสูงเพื่อส่งข้อมูลการติดตามให้กับกองทัพอวกาศ นอกเหนือจากนี้ สัญญาดังกล่าวยังมีข้อเสนอเพิ่มเติมทางเลือก (option) สำหรับการผลิต Flatellites เพิ่มเติมในอนาคตด้วย
ขยายฐานพันธมิตร ป้องกันการพึ่งพารายเดียว
สำหรับผู้รับสัญญารายอื่น ๆ ได้แก่ Systems & Technology Research หรือ STR ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีป้องกันประเทศจากรัฐเวอร์จิเนีย ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเซนเซอร์ขั้นสูง ซอฟต์แวร์ประมวลผลสัญญาณ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบสั่งการและควบคุมสำหรับลูกค้าทหารและข่าวกรอง โดย STR เคยมีประสบการณ์ทำงานร่วมกับ DARPA ในโครงการที่ผสมผสานยานอวกาศเชิงพาณิชย์เข้ากับการประมวลผลสัญญาณขั้นสูงสำหรับภารกิจความมั่นคงแห่งชาติ ส่วนบริษัทผู้รับสัญญารายที่สามนั้น กองทัพอวกาศไม่ได้เปิดเผยชื่อเนื่องจากเหตุผลด้านความมั่นคงในการปฏิบัติงาน (Operational security) และไม่มีการเปิดเผยว่ามีการแบ่งสรรงบประมาณส่วนที่เหลือจาก 615 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไร
ไรอัน เฟรเซียร์ (Col. Ryan Frazier) รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายจัดหาของกองทัพอวกาศสำหรับหน่วยตรวจจับและตั้งเป้าหมายทางอวกาศ กล่าวว่า "จุดประสงค์หลักของสัญญาจ้างขั้นที่สอง (Second task order) นี้คือเพื่อสร้างความหลากหลายให้แก่ขีดความสามารถและรับประกันว่ากองทัพจะไม่พึ่งพาเทคโนโลยีจากผู้ให้บริการเพียงรายเดียว"
การย้ายการเฝ้าระวังจากเครื่องบินสู่อวกาศ
โดยสัญญาจ้างครั้งใหม่นี้เกิดขึ้นหลังจากที่กองทัพอวกาศสหรัฐฯ เคยลงนามสัญญาจ้างมูลค่า 4.16 พันล้านดอลลาร์สหรัฐกับบริษัท SpaceX เพื่อสร้างเครือข่ายดาวเทียมตรวจจับเป้าหมายเคลื่อนที่ทางอากาศ (Space-Based Airborne Moving Target Indicator หรือ SB-AMTI) ระยะเริ่มต้น ซึ่งเครือข่ายของ SpaceX จะเป็นฐานปฏิบัติการหลัก ขณะที่สัญญาล่าสุดกับบริษัท Rocket Lab และ STR มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาเทคโนโลยีการตรวจจับทางเลือกหรือเทคโนโลยีเสริม
โครงการ SB-AMTI เป็นความพยายามของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ในการย้ายภารกิจตรวจจับที่เดิมทีต้องใช้เครื่องบินลาดตระเวนขนาดใหญ่ไปไว้บนอวกาศแทน เนื่องจากเครื่องบินตรวจการณ์ทางอากาศขนาดใหญ่ในปัจจุบันเผชิญข้อจำกัดในการปฏิบัติงานใกล้เขตสู้รบอันเนื่องมาจากภัยคุกคามของขีปนาวุธพิสัยไกลและระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ทันสมัยของฝ่ายตรงข้าม ในขณะที่กลุ่มดาวเทียมบนอวกาศจะสามารถครอบคลุมพื้นที่ได้กว้างขวางและปลอดภัยกว่าโดยไม่ต้องนำเครื่องบินและลูกเรือเข้าไปเสี่ยงอันตราย ยิ่งไปกว่านั้น ระบบตรวจจับจากอวกาศนี้ยังช่วยตรวจจับขีปนาวุธร่อน (Cruise missiles) และภัยคุกคามทางอากาศอื่น ๆ ที่เซนเซอร์เตือนภัยขีปนาวุธแบบเดิมติดตามได้ยาก
- จับตาชิ้นส่วนจรวด SpaceX เตรียมพุ่งชนดวงจันทร์ 5 ส.ค. นี้ โอกาสสำคัญในการศึกษาผลกระทบทางอวกาศ
- SpaceX ทดสอบ Starship Flight 13 สำเร็จ เตรียมลุยภารกิจดวงจันทร์
- ครั้งแรกของโลก "เอกซเรย์มนุษย์" บนอวกาศสำเร็จในภารกิจ Fram2
- SpaceX-AI เพิ่มคนรวย แห่ซื้อเครื่องบินส่วนตัว
- Rocket Lab ทุ่ม 2.8 แสนล้านบาท ซื้อ Iridium ท้าชนบิ๊กดีลขยายอาณาจักรแข่ง SpaceX
ที่มาข้อมูล : SpaceNews, Rocket Lab
ที่มารูปภาพ : SpaceNews, Rocket Lab
