4 ข้อห้ามเด็ดขาด เมื่อสมาร์ตโฟนรอดไฟไหม้ เสี่ยงระเบิดซ้ำซ้อน

Share on Line Share on Facebook Share on X
4 ข้อห้ามเด็ดขาด เมื่อสมาร์ตโฟนรอดไฟไหม้ เสี่ยงระเบิดซ้ำซ้อน

จากเหตุการณ์โศกนาฏกรรมร้านอาหารกึ่งผับย่านถนนลาดพร้าว (ซอย 1) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 27 ราย และบาดเจ็บ 70 ราย รวมถึงมีทรัพย์สินของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ตกค้างจำนวนมาก ซึ่งเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้รวบรวม และอาจมีการส่งมอบให้กับเจ้าของจริง เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการพิสูจน์หลักฐาน

อย่างไรก็ตาม สมาร์ตโฟนหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จากเหตุการณ์ไฟไหม้ นับแฝงไปด้วยอันตราย ทั้งเสี่ยงระเบิดซ้ำซ้อน สารเคมีภายในแบตเตอรี่รั่วไหล สร้างความเสียหายตามมาได้ 

TNN Tech จึงรวบรวม 4 ข้อปฏิบัติภายเกี่ยวกับการจัดการสมาร์ตโฟนหลังจากเหตุการณ์ไฟไหม้ตามมาตรฐานสากล ดังนี้ 

สรุปข่าว

4 ข้อห้ามเด็ดขาดจากหน่วยงานระดับสากล เมื่อสมาร์ตโฟนรอดจากเหตุการณ์ไฟไหม้ เสี่ยงระเบิดซ้ำซ้อน ห้ามเปิดเครื่อง หรือกดปุ่มใด ๆ ห้ามเสียบชาร์จเด็ดขาด ห้ามเอาเข้าตู้เย็น หรือถังน้ำแข็งเพื่อลดความร้อน ห้ามนำเข้าใกล้สิ่งไวไฟหรือเก็บไว้ในบ้าน

จากเหตุการณ์โศกนาฏกรรมร้านอาหารกึ่งผับย่านถนนลาดพร้าว (ซอย 1) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 27 ราย และบาดเจ็บ 70 ราย รวมถึงมีทรัพย์สินของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ตกค้างจำนวนมาก ซึ่งเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้รวบรวม และอาจมีการส่งมอบให้กับเจ้าของจริง เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการพิสูจน์หลักฐาน

อย่างไรก็ตาม สมาร์ตโฟนหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จากเหตุการณ์ไฟไหม้ นับแฝงไปด้วยอันตราย ทั้งเสี่ยงระเบิดซ้ำซ้อน สารเคมีภายในแบตเตอรี่รั่วไหล สร้างความเสียหายตามมาได้ 

TNN Tech จึงรวบรวม 4 ข้อปฏิบัติภายเกี่ยวกับการจัดการสมาร์ตโฟนหลังจากเหตุการณ์ไฟไหม้ตามมาตรฐานสากล ดังนี้ 

1. ห้ามเปิดเครื่อง หรือกดปุ่มใด ๆ

ข้อมูลจากสำนักงานบริหารจัดการเหตุฉุกเฉินชาวอเมริกัน (FEMA / USFA - U.S. Fire Administration) ได้ออกชุดข้อมูลเตือนภัยระดับชุมชนเกี่ยวกับการจัดการแบตเตอรี่ที่เสียหายจากไฟไหม้ (Fire Damaged) โดยเน้นย้ำเรื่องความเสี่ยงจาก พลังงานตกค้าง (Stranded Energy) ภายในก้อนแบตเตอรี่ ซึ่งสามารถปะทุไฟขึ้นมาใหม่ (Re-ignition) ได้ตลอดเวลา แม้ว่าตัวเครื่องภายนอกจะดูไม่เสียหายมาก แต่ความร้อนสูงอาจทำลายฉนวนกั้นในแบตเตอรี่ไปแล้ว การกดปุ่มเปิดเครื่องจะทำให้กระแสไฟฟ้าวิ่งเข้าสู่ระบบ และอาจกระตุ้นให้แบตเตอรี่เกิดการลัดวงจรและระเบิดใส่มือได้ทันที

2. ห้ามเสียบชาร์จเด็ดขาด

หน่วยดับเพลิงลอนดอน (London Fire Brigade) และหน่วยดับเพลิงแคลิฟอร์เนีย ระบุการชาร์จไฟ หรือการอัดกระแสไฟเข้าสู่แบตเตอรี่ที่โครงสร้างเคมีพังทลายจากความร้อน จะทำให้เกิดปฏิกิริยา Thermal Runaway หรือไฟลุกไหม้กู่ไม่กลับทันที

สอดคล้องข้อมูลจากบริษัทผู้ผลิตสมาร์ตโฟนอย่าง Apple และ Samsunf ต่างระบุว่า สมาร์ตโฟนมีช่วงอุณหภูมิที่เหมาะสมกับการทำงานคือ 0- 35 องศาเซลเซียส หากเครื่องร้อนเกินไป ระบบจะล็อกการทำงาน (ขึ้นหน้าจอเตือนความร้อน) และห้ามชาร์จแบตเตอรี่เด็ดขาด จนกว่าเครื่องจะเย็นลง เพราะการชาร์จในขณะที่แบตเตอรี่ร้อนจัดจะเร่งให้สารเคมีภายในเสื่อมสภาพแบบถาวรหรือเกิดอันตรายได้

3. ห้ามเอาเข้าตู้เย็น หรือถังน้ำแข็งเพื่อลดความร้อน

ข้อมูลจากสมาคมป้องกันอัคคีภัยแห่งชาติสหรัฐฯ (NFPA) ระบุว่า การลดอุณหภูมิแบบฉับพลัน (Extreme Temperature Change) จะทำให้เกิด "ความชื้นกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ" ภายในตัวเครื่องที่ปิดมิดชิด หยดน้ำเล็กๆ เหล่านี้จะไปเกาะตามแผงวงจรและขั้วแบตเตอรี่ ทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรและพังเสียหายหนักกว่าเดิม 

เช่นเดียวกับสถาบัน UL Solutions เผยคำเตือนทางวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์และวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ระบุว่า การเปลี่ยนอุณหภูมิแบบสุดขั้วจากร้อนจัดไปเย็นจัดทันที จะทำให้เกิด การควบแน่นของความชื้น (Condensation) ภายในเครื่อง ซึ่งน้ำที่กลั่นตัวด้านในจะทำให้แผงวงจรลัดวงจร ยิ่งเสี่ยงต่อการเกิดประกายไฟมากขึ้น

4. ห้ามนำเข้าใกล้สิ่งไวไฟหรือเก็บไว้ในบ้าน

สมาร์ตโฟนที่ผ่านความร้อนระดับไฟไหม้ มีความเสี่ยงที่จะเกิดปฏิกิริยาเคมีระเบิดย้อนหลัง (Delayed Ignition) ได้ แม้เวลาจะผ่านไปหลายชั่วโมงแล้วก็ตาม ควรคัดแยกวัตถุเหล่านี้ออกจากพื้นที่อาคารทันทีในระยะอย่างน้อย 100 เมตร

แนวทางของหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม และสมาคมรีไซเคิลแบตเตอรี่ในสหรัฐฯ (เช่น Battery Recyclers of America และ Kane County Recycles) ซึ่งระบุว่า สำหรับแบตเตอรี่ลิเทียมที่บวมหรือผ่านความร้อนจัด หากจำเป็นต้องเก็บไว้ระยะสั้นเพื่อรอทำลาย วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือการฝังไว้ในทราย หรือดินเหนียวสำหรับทรายแมว (Clay-based kitty litter) ภายในถังโลหะ เนื่องจากทรายจะช่วยควบคุมอุณหภูมิ ไม่นำไฟฟ้า และดูดซับสารเคมีหรือแก๊สพิษที่อาจรั่วไหลออกมาได้

การกู้ข้อมูล (Data Recovery) ทำได้ไหม?

ถ้าตัวเครื่องได้รับความร้อนสูงมากจนบิดเบี้ยว โอกาสที่บอร์ดและชิปหน่วยความจำ (NAND Flash) จะละลายหรือเสียหายถาวรมีสูงมาก วิธีที่ดีที่สุดคือการเช็กข้อมูลจาก Cloud Backup (เช่น iCloud หรือ Google Account) ผ่านอุปกรณ์เครื่องใหม่

แต่หากจำเป็นต้องกู้ข้อมูล ต้องส่งให้ห้องแล็บกู้ข้อมูลที่มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเท่านั้น ห้ามให้ร้านซ่อมทั่วไปแกะเครื่องเด็ดขาด เพราะสารเคมีที่รั่วซึมจากแบตเตอรี่เป็นพิษต่อการสูดดมและผิวหนังได้ 

ที่มาข้อมูล : FEMA / USFA / London Fire Brigade / NFPA / Battery Recyclers of America

ที่มารูปภาพ : Thai News Pix