ศธ. คิกออฟ "ศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพและความปลอดภัย" เร่งสางปมบูลลี่-ล่วงละเมิด

Share on Line Share on Facebook Share on X
ศธ. คิกออฟ "ศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพและความปลอดภัย" เร่งสางปมบูลลี่-ล่วงละเมิด

นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัย นัดแรก พร้อมกำชับแนวทางการทำงาน โดยเน้นการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การพิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัย ตอบสนองต่อปัญหาของประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

   

นายอัครนันท์ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการวางแนวทางการทำงานของศูนย์ให้ชัดเจน โดยต้องไม่เป็นเพียงโครงสร้างเชิงนโยบาย แต่ต้องช่วยเหลือประชาชนได้จริง ตั้งแต่รับเรื่อง ประสานหน่วยงาน แก้ไขปัญหา และติดตามผล เพื่อให้การทำงานของทุกหน่วยงานเชื่อมต่อกัน และเกิดประโยชน์กับประชาชน


 “สิ่งที่ผมอยากเห็นจากการทำงานของศูนย์แห่งนี้ คือเหตุการณ์ต่าง ๆ ต้องลดลง และปลายทางของเราต้องเป็นศูนย์ ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดปัญหาแล้วค่อยตามแก้ แต่ต้องทำอย่างไรให้ปัญหาไม่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้น” นายอัครนันท์ กล่าว

   

นายอัครนันท์ กล่าวในที่ประชุมว่าตัวชี้วัดสำคัญไม่ใช่จำนวนการประชุมหรือเอกสาร แต่คือประชาชนได้รับความช่วยเหลือเร็วขึ้น ปัญหาลดลง และรู้สึกว่ารัฐเป็นที่พึ่งได้ โดยการพิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัย ต้องอาศัยการบูรณาการข้อมูล การประสานงาน และการติดตามผลจากทุกหน่วยงาน

  

 “เราจะไม่วัดความสำเร็จจากจำนวนเรื่องที่รับเข้ามา เพราะความสำเร็จจริง ๆ คือทำอย่างไรให้ปัญหาลดลง และประชาชนได้รับการคุ้มครองมากขึ้น” นายอัครนันท์ กล่าวและว่า สำหรับการประชุมครั้งแรก ได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งกำหนดรูปแบบและกลไกการทำงานให้ชัดเจน เพื่อให้ศูนย์สามารถ “รับเรื่อง–แก้ปัญหา–ติดตามผล” ได้อย่างเป็นระบบ และมุ่งลดเหตุการณ์ที่กระทบต่อสิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัยของประชาชน

   


สรุปข่าว

“อัครนันท์” ประกาศหมดยุคตั้งรับ! คิกออฟ ศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ เชิงรุก ป้องกันก่อนเกิดเหตุ ไม่ปล่อย “ครู–เด็ก” อยู่ในจุดเสี่ยง ตั้งเป้า เหตุความไม่ปลอดภัยต้องลดลง

นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัย นัดแรก พร้อมกำชับแนวทางการทำงาน โดยเน้นการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การพิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัย ตอบสนองต่อปัญหาของประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

   

นายอัครนันท์ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการวางแนวทางการทำงานของศูนย์ให้ชัดเจน โดยต้องไม่เป็นเพียงโครงสร้างเชิงนโยบาย แต่ต้องช่วยเหลือประชาชนได้จริง ตั้งแต่รับเรื่อง ประสานหน่วยงาน แก้ไขปัญหา และติดตามผล เพื่อให้การทำงานของทุกหน่วยงานเชื่อมต่อกัน และเกิดประโยชน์กับประชาชน


 “สิ่งที่ผมอยากเห็นจากการทำงานของศูนย์แห่งนี้ คือเหตุการณ์ต่าง ๆ ต้องลดลง และปลายทางของเราต้องเป็นศูนย์ ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดปัญหาแล้วค่อยตามแก้ แต่ต้องทำอย่างไรให้ปัญหาไม่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้น” นายอัครนันท์ กล่าว

   

นายอัครนันท์ กล่าวในที่ประชุมว่าตัวชี้วัดสำคัญไม่ใช่จำนวนการประชุมหรือเอกสาร แต่คือประชาชนได้รับความช่วยเหลือเร็วขึ้น ปัญหาลดลง และรู้สึกว่ารัฐเป็นที่พึ่งได้ โดยการพิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัย ต้องอาศัยการบูรณาการข้อมูล การประสานงาน และการติดตามผลจากทุกหน่วยงาน

  

 “เราจะไม่วัดความสำเร็จจากจำนวนเรื่องที่รับเข้ามา เพราะความสำเร็จจริง ๆ คือทำอย่างไรให้ปัญหาลดลง และประชาชนได้รับการคุ้มครองมากขึ้น” นายอัครนันท์ กล่าวและว่า สำหรับการประชุมครั้งแรก ได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งกำหนดรูปแบบและกลไกการทำงานให้ชัดเจน เพื่อให้ศูนย์สามารถ “รับเรื่อง–แก้ปัญหา–ติดตามผล” ได้อย่างเป็นระบบ และมุ่งลดเหตุการณ์ที่กระทบต่อสิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัยของประชาชน

   


ภายหลังประชุม นายอัครนันท์ ให้สัมภาษณ์ว่าได้รับมอบหมายจากนายประเสริฐ จันทรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้กำกับดูแลศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ เพื่อปรับการทำงานจากเชิงรับเป็นเชิงรุก และให้เป็นที่พึ่งของประชาชน รวมถึงทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย โดยถือเป็นการคิกออฟขับเคลื่อนอย่างเป็นทางการ  นายอัครนันท์ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีเรื่องร้องเรียนไม่มาก เนื่องจากประชาชนยังไม่รู้จักช่องทางดังกล่าว จากนี้จะเร่งประชาสัมพันธ์ เพื่อให้นักเรียนและครูที่ถูกกลั่นแกล้ง บูลลี่ หรือล่วงละเมิด สามารถแจ้งปัญหาและขอความช่วยเหลือได้ ส่วนข้อกังวลเรื่องการเกี้ยเซี้ยภายในโรงเรียน จะใช้เทคโนโลยี เช่น “ทราฟฟี่ ฟองดูว์” เพื่อสร้างความโปร่งใส หากโรงเรียนไม่สามารถแก้ปัญหาได้ จะบูรณาการหลายภาคส่วนเข้าช่วยเหลือ ทั้งครอบครัว ผู้ปกครอง และ พม.

   สำหรับเรื่องร้องเรียน ศูนย์มี 6 ประเภท โดยรับเฉพาะเรื่องที่อยู่ในขอบเขตสิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัย ขณะนี้เปิดรับเรื่องประมาณ 1 เดือน โดยเรื่องที่ร้องเรียนมากที่สุดคือ “การล่วงละเมิด” ซึ่งบางกรณีเป็นปัญหาภายในโรงเรียนที่ส่วนกลางไม่เคยรับรู้

  

นายอัครนันท์ ย้ำว่า หากมีการร้องเรียนผ่าน “ทราฟฟี่ ฟองดูว์” แล้วโรงเรียนหรือเขตไม่ดำเนินการ จะมีการตรวจสอบและกำหนดตัวชี้วัด รวมถึงอาจมีบทลงโทษ พร้อมยืนยันว่าจะรักษาความลับของผู้ร้องเรียน

   

นอกจากนี้ ศูนย์จะดูแลทั้งนักเรียนและครูที่อาจถูกกลั่นแกล้งหรือบูลลี่ รวมถึงกรณีโรงเรียนในพื้นที่ชายแดนได้รับผลกระทบด้านความปลอดภัย ซึ่งสามารถร้องเรียนมายังศูนย์ได้เช่นกัน

   

ส่วนการปรับระบบสำนักงานเขต นายอัครนันท์ กล่าวว่า ตลอด 5 เดือนที่ผ่านมา ศธ.ปรับการทำงานเชิงรุก นำเทคโนโลยีมาใช้ และลดภาระครู แม้บางปัญหาเป็นเรื่องสะสมและไม่สามารถแก้ได้ทันที แต่จะเร่งดำเนินการ พร้อมดูแลบุคลากรกว่า 400,000 คน และนักเรียนกว่า 6 ล้านคน โดยเฉพาะด้านความปลอดภัย เพื่อให้การขับเคลื่อนกระทรวงศึกษาธิการเกิดผลเป็นรูปธรรม

ที่มาข้อมูล : กระทรวงศึกษาธิการ

ที่มารูปภาพ : กระทรวงศึกษาธิการ