รัฐบาลเดินหน้าปราบนอมินี เปิดเฟส 7 เกาะสมุย จับแล้ว 27 คน

Share on Line Share on Facebook Share on X
รัฐบาลเดินหน้าปราบนอมินี เปิดเฟส 7 เกาะสมุย จับแล้ว 27 คน

รัฐบาลเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการปราบปรามคนต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจผิดกฎหมายและเครือข่ายนอมินีในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ ล่าสุดสำนักงานตำรวจแห่งชาติบูรณาการหลายหน่วยงาน เปิดปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 7” ในพื้นที่อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี หลังคัดกรองข้อมูลพบนิติบุคคลเป้าหมาย 61 บริษัท ครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 42 แปลง มูลค่ารวมประมาณ 1,500 ล้านบาท

ปฏิบัติการดังกล่าวดำเนินการภายใต้นโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่กำชับการกวาดล้างขบวนการใช้บุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ หรือ “นอมินี” รวมถึงการใช้โครงสร้างนิติบุคคลเพื่อประกอบธุรกิจหรือถือครองที่ดินโดยไม่เป็นไปตามกฎหมาย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การกำกับของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ ศปชก.ตร. เดินหน้าตรวจสอบทั้งการลักลอบเข้าเมือง การประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย และการใช้คนไทยถือครองทรัพย์สินแทนชาวต่างชาติ

6 เฟสก่อนหน้า ตรวจ 238 บริษัท มูลค่ากว่า 2,839 ล้านบาท

ก่อนเข้าสู่ปฏิบัติการเฟส 7 สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ดำเนินมาตรการตรวจสอบและปราบปรามมาแล้ว 6 เฟส ครอบคลุมพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญหลายจังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี พังงา ภูเก็ต กระบี่ ชลบุรี เชียงใหม่ รวมถึงปฏิบัติการล่าสุดเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ในพื้นที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ผลการดำเนินงานรวม 6 เฟส มีการตรวจสอบเป้าหมาย 238 บริษัท เกี่ยวข้องกับที่ดิน 272 แปลง พื้นที่รวม 184 ไร่ 6 งาน 93.3 ตารางวา มูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประมาณ 2,839 ล้านบาท

ศาลอนุมัติหมายจับรวม 178 หมาย และหมายค้น 143 หมาย เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้ 91 คน ขณะที่มีคดีที่ศาลพิพากษาลงโทษแล้ว 20 คดี โดยข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่า ศาลพิพากษาจำคุกคนละ 1 ปี 3 เดือน ปรับ 15,000 บาท พร้อมให้ดำเนินการจำหน่ายที่ดินที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ได้รับอนุญาตภายในระยะเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด ตั้งแต่ไม่น้อยกว่า 180 วัน แต่ไม่เกิน 1 ปี

สรุปข่าว

รัฐบาลเดินหน้าปราบปรามธุรกิจต่างด้าวผิดกฎหมาย เปิดปฏิบัติการนอมินีเฟส 7 ที่เกาะสมุย ตรวจเป้าหมาย 61 บริษัท ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 42 แปลง มูลค่าราว 1,500 ล้านบาท ดำเนินคดี 60 คดี ผู้ต้องหา 88 คน ศาลออกหมายจับต่างชาติ 62 คน และจับกุมได้แล้ว 27 คน

รัฐบาลเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการปราบปรามคนต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจผิดกฎหมายและเครือข่ายนอมินีในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ ล่าสุดสำนักงานตำรวจแห่งชาติบูรณาการหลายหน่วยงาน เปิดปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 7” ในพื้นที่อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี หลังคัดกรองข้อมูลพบนิติบุคคลเป้าหมาย 61 บริษัท ครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 42 แปลง มูลค่ารวมประมาณ 1,500 ล้านบาท

ปฏิบัติการดังกล่าวดำเนินการภายใต้นโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่กำชับการกวาดล้างขบวนการใช้บุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ หรือ “นอมินี” รวมถึงการใช้โครงสร้างนิติบุคคลเพื่อประกอบธุรกิจหรือถือครองที่ดินโดยไม่เป็นไปตามกฎหมาย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การกำกับของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ ศปชก.ตร. เดินหน้าตรวจสอบทั้งการลักลอบเข้าเมือง การประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย และการใช้คนไทยถือครองทรัพย์สินแทนชาวต่างชาติ

6 เฟสก่อนหน้า ตรวจ 238 บริษัท มูลค่ากว่า 2,839 ล้านบาท

ก่อนเข้าสู่ปฏิบัติการเฟส 7 สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ดำเนินมาตรการตรวจสอบและปราบปรามมาแล้ว 6 เฟส ครอบคลุมพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญหลายจังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี พังงา ภูเก็ต กระบี่ ชลบุรี เชียงใหม่ รวมถึงปฏิบัติการล่าสุดเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ในพื้นที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ผลการดำเนินงานรวม 6 เฟส มีการตรวจสอบเป้าหมาย 238 บริษัท เกี่ยวข้องกับที่ดิน 272 แปลง พื้นที่รวม 184 ไร่ 6 งาน 93.3 ตารางวา มูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประมาณ 2,839 ล้านบาท

ศาลอนุมัติหมายจับรวม 178 หมาย และหมายค้น 143 หมาย เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้ 91 คน ขณะที่มีคดีที่ศาลพิพากษาลงโทษแล้ว 20 คดี โดยข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่า ศาลพิพากษาจำคุกคนละ 1 ปี 3 เดือน ปรับ 15,000 บาท พร้อมให้ดำเนินการจำหน่ายที่ดินที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ได้รับอนุญาตภายในระยะเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด ตั้งแต่ไม่น้อยกว่า 180 วัน แต่ไม่เกิน 1 ปี

เปิดเฟส 7 ตรวจเครือข่ายเกาะสมุย

วันที่ 15 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น. นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อม พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 7” ในอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี

การปฏิบัติงานครั้งนี้เป็นการบูรณาการระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ฝ่ายปกครองจังหวัดสุราษฎร์ธานี กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมที่ดิน และกรมสรรพากร โดยนำข้อมูลนิติบุคคลมาวิเคราะห์และสืบสวนเชิงลึก เพื่อคัดกรองธุรกิจที่อาจมีลักษณะเข้าข่ายใช้คนไทยเป็นนอมินี

จากฐานข้อมูลพบว่า อำเภอเกาะสมุยมีนิติบุคคลดำเนินกิจการ 12,906 บริษัท ในจำนวนนี้ 8,254 บริษัท มีบุคคลต่างด้าวเป็นผู้ถือหุ้น และมีนิติบุคคล 875 บริษัทที่มีลักษณะอาจเข้าข่ายต้องตรวจสอบเรื่องนอมินี

หลังคัดกรองเชิงลึก เจ้าหน้าที่กำหนดเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับนิติบุคคลต้องสงสัย รวมถึงบริษัทที่อาจเกี่ยวข้องกับการช่วยจัดตั้งบริษัท รวม 61 บริษัท พบการถือครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 42 แปลง เนื้อที่รวม 33 ไร่ 1 งาน 51 ตารางวา ประเมินมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประมาณ 1,500 ล้านบาท

ดำเนินคดี 60 คดี ผู้ต้องหา 88 คน

ผลการสืบสวนเบื้องต้นนำไปสู่การร้องทุกข์ดำเนินคดี 60 คดี มีผู้ต้องหารวม 88 คน แบ่งเป็นคนไทย 26 คน และชาวต่างชาติ 62 คน

พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดเกาะสมุย ก่อนศาลออกหมายค้น 37 หมาย และหมายจับบุคคลต่างด้าว 62 หมาย ครอบคลุมหลายสัญชาติ ได้แก่ อิสราเอล 20 คน รัสเซีย 17 คน ฝรั่งเศส 12 คน ยูเครนและเยอรมนีสัญชาติละ 2 คน รวมถึงสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร อิตาลี เอสโตเนีย ออสเตรเลีย แคนาดา สวิตเซอร์แลนด์ บัลแกเรีย และฟิลิปปินส์ สัญชาติละ 1 คน

สำหรับผลปฏิบัติการวันที่ 15 สิงหาคม เจ้าหน้าที่จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้ 27 คน ประกอบด้วยชาวรัสเซีย 12 คน ฝรั่งเศส 4 คน อิสราเอลและยูเครนสัญชาติละ 2 คน ส่วนแคนาดา ฟิลิปปินส์ สวิตเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา อิตาลี และเอสโตเนีย สัญชาติละ 1 คน

ทั้งนี้ ผู้ถูกกล่าวหาและผู้ต้องหายังถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

ตรวจ 5 กลุ่มบริษัท เก็บหลักฐานขยายผล

ปฏิบัติการครั้งนี้เข้าตรวจค้นกลุ่มบริษัทเป้าหมาย 5 กลุ่ม ซึ่งจากข้อมูลการสืบสวนของเจ้าหน้าที่พบกิจการหลายประเภท รวมถึงธุรกิจโรงเรียนนานาชาติที่ถูกตรวจสอบประเด็นการได้รับอนุญาต ตลอดจนธุรกิจซื้อ ถือครอง พัฒนา จำหน่าย และให้เช่าวิลล่า รวมถึงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

เจ้าหน้าที่ตรวจยึดเอกสารจดทะเบียนบริษัท เอกสารทางบัญชี คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อนำไปตรวจสอบเส้นทางธุรกิจและขยายผลถึงบุคคลหรือเครือข่ายที่อาจเกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่า เป้าหมายของมาตรการดังกล่าวคือการจัดระเบียบพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ ให้การลงทุนและประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติเป็นไปตามกฎหมาย ควบคู่กับการคุ้มครองระบบเศรษฐกิจ การแข่งขันทางการค้า และโอกาสในการประกอบอาชีพของประชาชนในพื้นที่

ขณะเดียวกัน ภาครัฐจะบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนให้ชาวต่างชาติที่ต้องการลงทุนในประเทศไทยสามารถดำเนินธุรกิจผ่านช่องทางที่ถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมตรวจสอบกรณีเจ้าหน้าที่รัฐที่อาจเกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือเอื้อประโยชน์ หากพบพยานหลักฐานจะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยันว่าจะขยายการตรวจสอบไปยังพื้นที่อื่นทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง พร้อมขอความร่วมมือประชาชนที่พบเบาะแสการกระทำผิดกฎหมายของกลุ่มทุนต่างชาติ สามารถแจ้งสถานีตำรวจในพื้นที่ หรือสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

บรรณาธิการออนไลน์