แลนด์บริดจ์รอผลศึกษา นายกฯ ชี้ขาดทำเล-รูปแบบลงทุน

Share on Line Share on Facebook Share on X
แลนด์บริดจ์รอผลศึกษา นายกฯ ชี้ขาดทำเล-รูปแบบลงทุน

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยความคืบหน้าโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางและการขนส่งสินค้าระหว่างอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน หรือโครงการแลนด์บริดจ์ รวมถึงร่างพระราชบัญญัติเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ SEC ว่า ขณะนี้ยังต้องรอผลสรุปอย่างเป็นทางการจากนายกรัฐมนตรี

ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ ศึกษารายละเอียดเชิงลึก ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุน และความคุ้มค่าของโครงการ เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในขั้นต่อไป

สรุปข่าว

“พิพัฒน์” เผยแลนด์บริดจ์และร่างกฎหมาย SEC ยังรอผลศึกษารอบด้าน พร้อมข้อมูลหารือจากจีน ก่อนนายกรัฐมนตรีตัดสินใจทำเลท่าเรือ ระบบราง เส้นทางเชื่อมอ่าวไทย-อันดามัน และรูปแบบลงทุนรัฐหรือเอกชน โดยระนองและชุมพรยังเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์หลัก

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยความคืบหน้าโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางและการขนส่งสินค้าระหว่างอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน หรือโครงการแลนด์บริดจ์ รวมถึงร่างพระราชบัญญัติเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ SEC ว่า ขณะนี้ยังต้องรอผลสรุปอย่างเป็นทางการจากนายกรัฐมนตรี

ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ ศึกษารายละเอียดเชิงลึก ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุน และความคุ้มค่าของโครงการ เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในขั้นต่อไป

นอกจากนี้ รัฐบาลยังต้องรอข้อมูลจากการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะผลการหารือเกี่ยวกับองค์ประกอบของท่าเรือ ระบบราง และเส้นทางคมนาคมที่ใช้เชื่อมโยงพื้นที่ฝั่งอันดามันกับฝั่งอ่าวไทย เพื่อนำมาประเมินร่วมกับข้อมูลด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ และผลกระทบในพื้นที่

สำหรับทำเลท่าเรือฝั่งอันดามัน นายพิพัฒน์ระบุว่า จำเป็นต้องพิจารณาจากความเหมาะสมทางกายภาพและศักยภาพรองรับการพัฒนาในระยะยาว โดยท่าเรือระนองเดิม ซึ่งเปิดใช้งานมานานกว่า 20 ปี มีข้อจำกัดทั้งด้านพื้นที่หลังท่าเรือและโครงสร้างรองรับ จึงอาจไม่เหมาะกับการขยายเป็นท่าเรือขนาดใหญ่ หากลงทุนเพิ่มเติมในพื้นที่เดิมโดยไม่มีการศึกษาที่ชัดเจน อาจทำให้การใช้งบประมาณไม่เกิดประโยชน์สูงสุด

ขณะที่จังหวัดชายฝั่งอันดามันแห่งอื่น เช่น สตูล ตรัง กระบี่ ภูเก็ต และพังงา ยังมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ สภาพแวดล้อม และการใช้ประโยชน์ที่ดิน ทำให้ระนองและชุมพรยังคงเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์หลักที่มีศักยภาพสำหรับโครงการเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างสองฝั่งทะเล

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจเลือกพื้นที่ก่อสร้างท่าเรือ ตลอดจนรูปแบบการลงทุนว่าจะดำเนินการโดยภาครัฐ หรือเปิดให้เอกชนร่วมลงทุน ยังต้องรอผลศึกษาจากกระทรวงคมนาคมและสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ การเงิน สิ่งแวดล้อม ชุมชน และความเหมาะสมของรูปแบบความร่วมมือระหว่างรัฐกับเอกชน

รัฐบาลจะนำข้อมูลทั้งหมดมาประกอบการพิจารณาก่อนกำหนดทิศทางโครงการอย่างเป็นทางการ โดยเน้นความโปร่งใส ประสิทธิภาพการลงทุน และประโยชน์ต่อระบบคมนาคมและเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : รัฐบาลไทย

บรรณาธิการออนไลน์