“พิพัฒน์” เร่ง กทพ. เปิดทางด่วนใหม่ ดัน Easy Pass สู่ทางด่วนสีเขียว

Share on Line Share on Facebook Share on X
“พิพัฒน์” เร่ง กทพ. เปิดทางด่วนใหม่ ดัน Easy Pass สู่ทางด่วนสีเขียว

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มอบนโยบายแก่การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) โดยเน้นย้ำให้เร่งรัดการพัฒนาโครงข่ายทางพิเศษเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน เพิ่มประสิทธิภาพการเดินทาง และรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

นายพิพัฒน์กล่าวว่า กทพ. ต้องเร่งผลักดันโครงการตามแผน “Quick Win” ให้แล้วเสร็จตามกรอบเวลา โดยเฉพาะ โครงการทางพิเศษสายพระราม 3–ดาวคะนอง–วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก และ โครงการทางพิเศษสายฉลองรัชส่วนต่อขยาย ช่วงจตุโชติ–ถนนลำลูกกา ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ประชาชนเฝ้ารอ พร้อมกำชับให้ทุกขั้นตอนการก่อสร้างต้องยึดมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด โดยเฉพาะบริเวณถนนพระราม 2 ที่ต้องมีแผนบริหารจัดการจราจรอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังสั่งการให้เร่งผลักดันโครงการใหม่เพื่อรองรับการเติบโตของเมืองและเศรษฐกิจ ได้แก่ โครงการทางพิเศษสายศรีนครินทร์–สุวรรณภูมิ และ โครงการทางพิเศษสายฉลองรัช–วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันออก เพื่อบรรเทาปัญหาจราจรในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

สำหรับโครงการระยะยาวอย่าง ทางพิเศษยกระดับชั้นที่ 2 (Double Deck) ช่วงงามวงศ์วาน–พระราม 9 นายพิพัฒน์ระบุว่าต้องศึกษารายละเอียดอย่างรอบด้าน เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและตอบโจทย์การเดินทางในอนาคต

ขณะเดียวกัน ยังเร่งผลักดันโครงการทางพิเศษในภูมิภาค โดยเฉพาะ โครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต ระยะที่ 2 ช่วงเมืองใหม่–เกาะแก้ว–กะทู้ พร้อมเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาหลักการร่วมลงทุนโครงการทางพิเศษภูเก็ตทั้ง 2 ระยะ รองรับการขยายตัวของเมืองท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในพื้นที่


สรุปข่าว

“พิพัฒน์ รัชกิจประการ” มอบนโยบายการทางพิเศษฯ เร่งเดินหน้าเปิดใช้โครงข่ายทางด่วนสายใหม่ตามแผน Quick Win แก้ปัญหาจราจรติดขัด ย้ำทุกโครงการต้องคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุด โดยเฉพาะพื้นที่ก่อสร้างถนนพระราม 2 พร้อมผลักดันระบบ Easy Pass เพิ่มสัดส่วนผู้ใช้แตะ 70% ภายในปี 2571 ลดรถติดหน้าด่าน หนุนเป้าหมาย Green Transport ลดปล่อยคาร์บอน 30% ภายในปี 2573 มุ่งสู่ Net Zero ในปี 2608

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มอบนโยบายแก่การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) โดยเน้นย้ำให้เร่งรัดการพัฒนาโครงข่ายทางพิเศษเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน เพิ่มประสิทธิภาพการเดินทาง และรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

นายพิพัฒน์กล่าวว่า กทพ. ต้องเร่งผลักดันโครงการตามแผน “Quick Win” ให้แล้วเสร็จตามกรอบเวลา โดยเฉพาะ โครงการทางพิเศษสายพระราม 3–ดาวคะนอง–วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก และ โครงการทางพิเศษสายฉลองรัชส่วนต่อขยาย ช่วงจตุโชติ–ถนนลำลูกกา ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ประชาชนเฝ้ารอ พร้อมกำชับให้ทุกขั้นตอนการก่อสร้างต้องยึดมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด โดยเฉพาะบริเวณถนนพระราม 2 ที่ต้องมีแผนบริหารจัดการจราจรอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังสั่งการให้เร่งผลักดันโครงการใหม่เพื่อรองรับการเติบโตของเมืองและเศรษฐกิจ ได้แก่ โครงการทางพิเศษสายศรีนครินทร์–สุวรรณภูมิ และ โครงการทางพิเศษสายฉลองรัช–วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันออก เพื่อบรรเทาปัญหาจราจรในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

สำหรับโครงการระยะยาวอย่าง ทางพิเศษยกระดับชั้นที่ 2 (Double Deck) ช่วงงามวงศ์วาน–พระราม 9 นายพิพัฒน์ระบุว่าต้องศึกษารายละเอียดอย่างรอบด้าน เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและตอบโจทย์การเดินทางในอนาคต

ขณะเดียวกัน ยังเร่งผลักดันโครงการทางพิเศษในภูมิภาค โดยเฉพาะ โครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต ระยะที่ 2 ช่วงเมืองใหม่–เกาะแก้ว–กะทู้ พร้อมเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาหลักการร่วมลงทุนโครงการทางพิเศษภูเก็ตทั้ง 2 ระยะ รองรับการขยายตัวของเมืองท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในพื้นที่


ด้านนายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการ กทพ. กล่าวว่า กทพ.พร้อมขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงคมนาคมสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยจะเร่งเดินหน้าโครงการสำคัญควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทั้งด้านงานก่อสร้าง การบริหารจราจร และการบริการประชาชน

ในด้านเทคโนโลยีดิจิทัล กทพ. เดินหน้าส่งเสริมระบบจัดเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติ Easy Pass และพัฒนาแอปพลิเคชัน EXAT Portal ให้ทันสมัยและใช้งานง่ายยิ่งขึ้น ปัจจุบันมีผู้ใช้ Easy Pass คิดเป็น 57.61% ของปริมาณจราจรทั้งหมด และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 70% ภายในปี 2571 เพื่อเพิ่มความคล่องตัว ลดปัญหาคอขวดบริเวณหน้าด่าน และยกระดับประสบการณ์เดินทางของประชาชน

พร้อมกันนี้ กทพ.ยังขับเคลื่อนองค์กรตามแนวทาง Green Transport ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 30% ภายในปี 2573 และมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2608 ผ่านการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop) การเปลี่ยนระบบไฟเป็น LED ส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าภายในองค์กร รวมถึงติดตั้งสถานีชาร์จ EV รองรับการใช้งาน

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ การใช้ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกในโครงการทางพิเศษสายฉลองรัชส่วนต่อขยาย ช่วงจตุโชติ–ลำลูกกา ควบคู่กับการเพิ่มพื้นที่สีเขียว เพื่อให้การพัฒนาโครงข่ายทางพิเศษไทยเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ที่มาข้อมูล : กระทรวงคมนาคม

ที่มารูปภาพ : กระทรวงคมนาคม