“อนุทิน” ชู Zero Corruption เดินหน้าปิดช่องทุจริตภาครัฐ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Dinner Talk “Zero Corruption: From Polity to Action” เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 1 ตุลาคม ที่ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม
นายอนุทินระบุว่า ปัญหาคอร์รัปชันสร้างผลกระทบมากกว่าความเสียหายจากการกระทำผิดกฎหมายโดยตรง เนื่องจากกระทบความเชื่อมั่นของประชาชนต่อภาครัฐ ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการต่อการแข่งขัน และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อกติกาของประเทศ โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมาและการสร้างระบบที่สามารถตรวจสอบได้
ยกกรณีสอบท้องถิ่น ชี้วงเงินอาจแตะ 2,400 ล้านบาท
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกรณีทุจริตการสอบเข้ารับราชการท้องถิ่น โดยระบุว่า มีผู้เข้าสอบประมาณ 300,000 คน และมีตำแหน่งที่จะรับประมาณ 80,000 อัตรา หากคำนวณจากข้อมูลที่ระบุว่ามีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยรายละประมาณ 300,000 บาท จะคิดเป็นวงเงินประมาณ 2,400 ล้านบาท ซึ่งนายกรัฐมนตรีมองว่าเป็นกรณีทุจริตภาครัฐที่มีขนาดใหญ่
นายอนุทินกล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงรัฐบาลรักษาการ หลังมีการประกาศยุบสภาในช่วงปลายเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา โดยตั้งข้อสังเกตว่า ผู้เกี่ยวข้องอาจประเมินว่าช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองเป็นช่องว่างในการดำเนินการ ก่อนที่รัฐบาลชุดปัจจุบันจะกลับเข้ามาบริหารประเทศ
ตามไทม์ไลน์ที่นายกรัฐมนตรีกล่าวบนเวที เมื่อรัฐบาลกลับเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ได้ประมาณ 1 เดือน เรื่องดังกล่าวเริ่มปรากฏขึ้นในเดือนมิถุนายน ก่อนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้าตรวจสอบ โดยนายอนุทินระบุว่า กระทรวงมหาดไทยมีกรอบความร่วมมือด้านการต่อต้านคอร์รัปชันที่ได้ลงนามไว้ตั้งแต่ช่วงที่ตนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลก่อนหน้า
สรุปข่าว
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Dinner Talk “Zero Corruption: From Polity to Action” เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 1 ตุลาคม ที่ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม
นายอนุทินระบุว่า ปัญหาคอร์รัปชันสร้างผลกระทบมากกว่าความเสียหายจากการกระทำผิดกฎหมายโดยตรง เนื่องจากกระทบความเชื่อมั่นของประชาชนต่อภาครัฐ ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการต่อการแข่งขัน และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อกติกาของประเทศ โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมาและการสร้างระบบที่สามารถตรวจสอบได้
ยกกรณีสอบท้องถิ่น ชี้วงเงินอาจแตะ 2,400 ล้านบาท
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกรณีทุจริตการสอบเข้ารับราชการท้องถิ่น โดยระบุว่า มีผู้เข้าสอบประมาณ 300,000 คน และมีตำแหน่งที่จะรับประมาณ 80,000 อัตรา หากคำนวณจากข้อมูลที่ระบุว่ามีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยรายละประมาณ 300,000 บาท จะคิดเป็นวงเงินประมาณ 2,400 ล้านบาท ซึ่งนายกรัฐมนตรีมองว่าเป็นกรณีทุจริตภาครัฐที่มีขนาดใหญ่
นายอนุทินกล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงรัฐบาลรักษาการ หลังมีการประกาศยุบสภาในช่วงปลายเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา โดยตั้งข้อสังเกตว่า ผู้เกี่ยวข้องอาจประเมินว่าช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองเป็นช่องว่างในการดำเนินการ ก่อนที่รัฐบาลชุดปัจจุบันจะกลับเข้ามาบริหารประเทศ
ตามไทม์ไลน์ที่นายกรัฐมนตรีกล่าวบนเวที เมื่อรัฐบาลกลับเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ได้ประมาณ 1 เดือน เรื่องดังกล่าวเริ่มปรากฏขึ้นในเดือนมิถุนายน ก่อนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้าตรวจสอบ โดยนายอนุทินระบุว่า กระทรวงมหาดไทยมีกรอบความร่วมมือด้านการต่อต้านคอร์รัปชันที่ได้ลงนามไว้ตั้งแต่ช่วงที่ตนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลก่อนหน้า
พบพฤติการณ์เข้าถึงกระดาษคำตอบ-แก้คะแนน
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า จากข้อมูลการตรวจสอบพบพฤติการณ์เกี่ยวกับการเข้าถึงกระดาษคำตอบ การแก้ไขคะแนน และเส้นทางเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้สมัครที่เตรียมตัวและเข้าสอบตามกระบวนการปกติ
นายอนุทินระบุด้วยว่า ตำแหน่งข้าราชการมีความมั่นคงด้านรายได้และสวัสดิการระยะยาว ทั้งเงินเดือน สิทธิรักษาพยาบาล และสิทธิหลังเกษียณ จึงเป็นหนึ่งในปัจจัยที่อาจถูกนำไปใช้สร้างแรงจูงใจในการซื้อขายตำแหน่ง
พร้อมย้ำว่า การสอบเข้ารับราชการควรเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถเข้าสู่ระบบอย่างเป็นธรรม และการดำเนินคดีจะพิจารณาจากพยานหลักฐานและสำนวนการสอบสวน โดยไม่คำนึงถึงชื่อ นามสกุล ตำแหน่ง หรือความสัมพันธ์ส่วนตัว
“ยิ่งถ้าเป็นเพื่อนสนิท ญาติสนิท มิตรสหาย ถ้าโดนเรื่องนี้แล้วมีชื่อโผล่มา ผมก็ต้องบอกว่าขออภัยจริง ๆ พบกันชาติหน้า ตัวใครตัวมัน” นายอนุทินกล่าว
ชี้ “คนจ่ายต้องใจแข็ง” ลดวงจรเรียกรับผลประโยชน์
นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงอีกด้านของปัญหาคอร์รัปชันว่า เมื่อมีผู้เรียกรับและมีผู้ยอมจ่าย วงจรดังกล่าวก็ยังสามารถดำเนินต่อไปได้ จึงต้องสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน พร้อมเรียกร้องให้ผู้ถูกเรียกรับผลประโยชน์ไม่ยอมเข้าสู่ระบบดังกล่าว
ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะมุ่ง “ปิดโอกาส” การทุจริตผ่านการปรับโครงสร้างการใช้อำนาจ โดยไม่ให้บุคคลหรือกลุ่มเดียวควบคุมทั้งกติกา ข้อมูล การตัดสิน และการตรวจสอบ พร้อมแยกหน้าที่ให้เกิดการถ่วงดุล และกำหนดให้การตัดสินใจของรัฐมีเหตุผลที่สามารถตรวจสอบหรือทักท้วงได้
ปรับระบบใบอนุญาต ลดช่องนายหน้า-วิ่งเต้น
นายอนุทินยกตัวอย่างกระบวนการออกใบอนุญาตของภาครัฐว่า หากประชาชนยื่นเอกสารครบถ้วน ควรได้รับข้อมูลที่ชัดเจนว่าจะทราบผลเมื่อใด และหากไม่อนุญาต หน่วยงานต้องแจ้งเหตุผลให้ทราบ ไม่ควรปล่อยเรื่องค้างเป็นเวลานานจนเกิดช่องทางให้มีบุคคลเข้ามาเสนอเป็นนายหน้า วิ่งเต้น หรือเรียกรับเงินเพื่อเร่งรัดกระบวนการ
นายกรัฐมนตรีระบุว่า การยกระดับระบบบริการภาครัฐ การลดอำนาจที่ไม่จำเป็น การแบ่งแยกหน้าที่ตรวจสอบ และการกำหนดกรอบเวลาการให้บริการอย่างชัดเจน เป็นแนวทางที่รัฐบาลต้องผลักดันควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อจำกัดโอกาสการทุจริตตั้งแต่ต้นทาง
- “อนุทิน” ลุยน้ำท่วมเสรีไทย 7-เคหะร่มเกล้า เร่งส่งอาหารถึงบ้าน
- นายกฯ ลุยแฟลตคลองจั่น แจกถุงยังชีพ เร่งช่วยน้ำท่วม 1.5 เมตร
- นายกฯ ย้ำจุดยืน “ปฏิรูปสหประชาชาติ” ฟื้นความเชื่อมั่น สร้างสันติภาพ
- มหาดไทยเดินหน้าแผนคุณธรรมปี 70 ขับเคลื่อนนโยบาย Open Government
- นายกฯ พบชุมชนไทยในนิวยอร์ก บอกประเทศไทยแนวโน้มดีขึ้นทั้งด้านเศรษฐกิจ-การค้า
บรรณาธิการออนไลน์
