เร่งตรวจ 1.1 หมื่นบริษัท ปมที่ดินนอมินี มูลค่าแตะ 8.5 หมื่นล้าน

Share on Line Share on Facebook Share on X
เร่งตรวจ 1.1 หมื่นบริษัท ปมที่ดินนอมินี มูลค่าแตะ 8.5 หมื่นล้าน

รัฐบาลเร่งเชื่อมข้อมูลหลายหน่วยงาน ตรวจสอบการถือครองที่ดินและการใช้นอมินี หลังพบความเคลื่อนไหวการโอนและเปลี่ยนแปลงข้อมูลของบางบริษัท โดยกระทรวงมหาดไทยตั้งเป้าตรวจสอบบริษัทที่อยู่ในข่ายกว่า 11,000 แห่งให้เสร็จภายในสิ้นเดือนนี้ ขณะที่มูลค่าที่ดินในกลุ่มที่ตรวจสอบล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 85,000 ล้านบาท

พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยภายหลังการประชุมบูรณาการข้อมูลเพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดของคนต่างด้าว อาชญากรรมข้ามชาติ สแกมเมอร์ และนอมินี ว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการนำข้อมูลล่าสุดของแต่ละหน่วยงานมาหารือร่วมกัน โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นประธาน

ที่ประชุมได้พูดคุยถึงปัญหาในการทำงานของแต่ละหน่วย ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมที่ดิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาทางแก้ปัญหาร่วมกัน โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ซึ่งหลังจากนี้จะประสานกันมากขึ้น ส่วนการประชุมครั้งต่อไปยังไม่ได้กำหนดวัน แต่คาดว่าจะมีอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง

ด้านนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุว่า การหารือครั้งนี้มีทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำข้อมูลและปัญหาจากการทำงานมาตรวจสอบร่วมกัน

สรุปข่าว

มหาดไทยเร่งตรวจสอบกว่า 11,000 บริษัท ปมการถือครองที่ดินและนอมินี ตั้งเป้าให้เสร็จภายในสิ้นเดือน พบกลุ่มที่ต้องตรวจเพิ่มเติมกว่า 1,100 บริษัท ขณะที่มูลค่าที่ดินในกลุ่มตรวจสอบเพิ่มจาก 65,000 ล้านบาท เป็น 85,000 ล้านบาท พร้อมเชื่อมข้อมูลตำรวจ พาณิชย์ ที่ดิน และฝ่ายปกครอง

รัฐบาลเร่งเชื่อมข้อมูลหลายหน่วยงาน ตรวจสอบการถือครองที่ดินและการใช้นอมินี หลังพบความเคลื่อนไหวการโอนและเปลี่ยนแปลงข้อมูลของบางบริษัท โดยกระทรวงมหาดไทยตั้งเป้าตรวจสอบบริษัทที่อยู่ในข่ายกว่า 11,000 แห่งให้เสร็จภายในสิ้นเดือนนี้ ขณะที่มูลค่าที่ดินในกลุ่มที่ตรวจสอบล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 85,000 ล้านบาท

พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยภายหลังการประชุมบูรณาการข้อมูลเพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดของคนต่างด้าว อาชญากรรมข้ามชาติ สแกมเมอร์ และนอมินี ว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการนำข้อมูลล่าสุดของแต่ละหน่วยงานมาหารือร่วมกัน โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นประธาน

ที่ประชุมได้พูดคุยถึงปัญหาในการทำงานของแต่ละหน่วย ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมที่ดิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาทางแก้ปัญหาร่วมกัน โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ซึ่งหลังจากนี้จะประสานกันมากขึ้น ส่วนการประชุมครั้งต่อไปยังไม่ได้กำหนดวัน แต่คาดว่าจะมีอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง

ด้านนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุว่า การหารือครั้งนี้มีทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำข้อมูลและปัญหาจากการทำงานมาตรวจสอบร่วมกัน

แต่ละหน่วยงานจะเปิดช่องทางประสานงานระดับผู้บริหาร มีเจ้าหน้าที่คอยรับส่งข้อมูลเร่งด่วนโดยตรง เพื่อไม่ให้การตรวจสอบต้องรอการส่งเอกสารตามขั้นตอนเพียงช่องทางเดียว ซึ่งอาจทำให้การดำเนินคดีใช้เวลานานขึ้น

นายพลพีร์ระบุว่า ขณะนี้เริ่มพบความเคลื่อนไหวในการโอนหรือโยกย้ายทรัพย์สินในกลุ่มธุรกิจที่อยู่ระหว่างตรวจสอบ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องเร่งดำเนินการ โดยเฉพาะกรณีการถือครองที่ดินผ่านบริษัท

จากข้อมูลที่นำมาหารือ พบว่ามีบริษัทเกี่ยวข้องกับการถือครองที่ดินประมาณ 2,200 แห่ง และในจำนวนนี้มีมากกว่า 1,100 แห่งที่มีประเด็นต้องตรวจสอบเพิ่มเติม เช่น การเปลี่ยนผู้ถือหุ้นหรือเปลี่ยนข้อมูลบัญชี

มูลค่าที่ดินที่ประเมินไว้เมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนอยู่ที่ 65,000 ล้านบาท ล่าสุดเพิ่มเป็นประมาณ 85,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นราว 20,000 ล้านบาท โดยนายพลพีร์เตรียมนำตัวเลขดังกล่าวรายงานต่อนายกรัฐมนตรี ขณะที่กรมที่ดินจะเร่งตรวจสอบบริษัทที่ถือครองที่ดินตามข้อมูลที่ได้รับ

นอกจากนี้ ยังมีบริษัทอีกกว่า 10,000 แห่งที่ต้องตรวจสอบ โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมที่ดิน และกรมการปกครอง จะร่วมกันตรวจข้อมูลว่าแต่ละแห่งดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายหรือมีลักษณะเข้าข่ายใช้นอมินี หากพบการกระทำผิดจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

นายพลพีร์กำหนดกรอบให้การตรวจสอบบริษัทกว่า 11,000 แห่ง แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนนี้ อย่างไรก็ตาม บริษัททั้งหมดดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบ ไม่ได้หมายความว่าทั้งหมดเป็นบริษัทนอมินี โดยเจ้าหน้าที่ต้องพิจารณาข้อมูลและพยานหลักฐานเป็นรายกรณี

ส่วนข้อเสนอให้ใช้มาตรการเนรเทศกับชาวต่างชาติ นายพลพีร์ระบุว่า กรณีการถือครองที่ดินไม่ได้เข้าข่ายเนรเทศโดยอัตโนมัติ การใช้มาตรการดังกล่าวต้องพิจารณาตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด รวมถึงคำตัดสินของศาลในกรณีที่เกี่ยวข้อง

พร้อมยกตัวอย่างการเข้าตรวจสถานบันเทิงในพื้นที่ห้วยขวาง ซึ่งมีชาวต่างชาติถูกดำเนินคดี 5 ราย หลังถูกปรับแล้ว เจ้าหน้าที่ไม่ได้ใช้มาตรการเนรเทศ แต่ดำเนินการถอนวีซ่าและให้ออกจากประเทศตามขั้นตอน

การตรวจสอบครั้งนี้จะใช้ข้อมูลจากตำรวจ กระทรวงพาณิชย์ กรมที่ดิน และกรมการปกครองร่วมกัน โดยมีกรอบเวลาสำคัญอยู่ที่สิ้นเดือนนี้ เพื่อแยกบริษัทที่ดำเนินธุรกิจและถือครองทรัพย์สินถูกต้องออกจากกรณีที่พบหลักฐานเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมาย ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนดำเนินการตามอำนาจของแต่ละหน่วยงาน

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN

บรรณาธิการออนไลน์