เซ่นโควิด! ครัวเรือนกลุ่มเปราะบางหนี้ท่วม-ตกงานพุ่ง

TNN ONLINE

WEALTH

เซ่นโควิด! ครัวเรือนกลุ่มเปราะบางหนี้ท่วม-ตกงานพุ่ง

เซ่นโควิด! ครัวเรือนกลุ่มเปราะบางหนี้ท่วม-ตกงานพุ่ง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเผยหนี้ภาคครัวเรือนกลุ่มเปราะบางพุ่ง คนตกงาน-รายได้หด-หนี้นอกระบบเพิ่ม ยันคงจีดีพีไว้ที่ 1.8% ชี้เศรษฐกิจไทยเผชิญความไม่แน่นอนทั้งการแพร่ระบาดของไวรัสทั้งใน-นอกประเทศ ระบุหากเร่งฉีดวัคซีนครบ 100 ล้านโดสหนุนเศรษฐกิจฟื้นตัวเร็วกว่าคาด

นางสาวธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ภาระหนี้ภาคครัวเรือนจากผลสำรวจความคิดเห็นหลังมีโควิดรอบ 3 พบว่า สถานการณ์หนี้รายย่อยถดถอยลง โดยมีกลุ่มเปราะบางที่เผชิญทั้งปัญหารายได้ลด ค่าใช้จ่ายไม่ลด และภาระหนี้สูงเกินกว่า 50% ต่อรายได้ หรือดีเอสอาร์ เพิ่มขึ้นจาก 10.8% ในโควิดรอบ 2 มาที่ 22.1%


ซึ่งปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นและน่าจะแตะระดับ 90% ต่อจีดีพีภายในปีนี้ จากเดิมอยู่ที่ 89.3% จะมีผลให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องกลับมาดูแลอย่างจริงจัง หลังผ่านโควิดรอบนี้ อย่างไรก็ตาม ปัญหาหนี้ที่สูงขึ้นเกิดจากภาวะตกงาน รายได้ไม่แน่นอน ค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น และมีหนี้นอกระบบเพิ่มขึ้น


สำหรับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอลแม้ว่าปรับตัวเพิ่ม แต่ไม่มากคาดว่าจะอยู่ที่ 3.2-3.5% จากสิ้นปี 63 อยู่ที่ 3.12% และไตรมาส 1/64 อยู่ 3.14% ทรงตัว ส่วนหนึ่งได้รับอานิสงส์จากภาครัฐในการช่วยเหลือภาครัฐ เช่น การผ่อนคลายเกณฑ์การจัดชั้นลูกหนี้ ขณะที่ลูกหนี้เข้ามาตรการช่วยเหลือ และสถาบันการเงินทยอยปรับโครงสร้างหนี้ โดยกลุ่มหนี้ที่ต้องติดตามคือลูกค้ารายย่อย เช่น บ้าน บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล และเอสเอ็มอี


นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า จีดีพีปีนี้อยู่ที่ 1.8% ประมาณการเศรษฐกิจดังกล่าว อยู่ภายใต้สมมติฐานที่คาดว่าการระบาดในระลอกที่ 3 จะบรรเทาลงในช่วงเดือน ก.ค. โดยได้รวมผลบวกจากทิศทางการส่งออกที่ดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก รวมถึงมาตรการภาครัฐที่กำลังจะทยอยออกมาทั้งโครงการคนละครึ่งเฟส 3 โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้กับผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐระยะที่ 3 และโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้แล้ว


ขณะที่คาดว่าการเร่งกระจายฉีดวัคซีนจะเห็นความชัดเจนมากขึ้นในเดือนมิ.ย. – ก.ค. นี้ ซึ่งหากเร่งฉีดได้ในปริมาณที่มากพอกับการสร้างความเชื่อมั่นของครัวเรือนและธุรกิจ คงทำให้ภาพการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 มีทิศทางที่เร่งตัวขึ้นอย่างมาก และเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจไทยในปีนี้และปีหน้า


นอกจากเรื่องวัคซีนและการควบคุมสถานการณ์การระบาดของไวรัสแล้ว ภาครัฐยังต้องเตรียมรับมือกับอีก 4 โจทย์สำคัญ ได้แก่ ภาระทางการคลัง เงินเฟ้อ หนี้ครัวเรือน และต้นทุนธุรกิจที่กำลังเพิ่มขึ้น อันทำให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจมีความซับซ้อนมากขึ้น


ทั้งนี้ในระยะสั้น การขาดดุลการคลังที่เพิ่มขึ้นและการขยายเพดานหนี้สาธารณะยังไม่น่าจะเป็นประเด็น โดยคงจะเห็นระดับหนี้สาธารณะที่เกิน 60% ภายในปี 2565 แต่ในระยะกลาง หากยังมีการขาดดุลการคลังในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง อาจจะนำมาสู่ประเด็นความเชื่อมั่นทางภาคการคลังของไทย ด้านโจทย์เงินเฟ้อไทยที่เพิ่มขึ้นนั้น แม้จะเป็นปัจจัยชั่วคราวและคงไม่ทำให้ กนง.เปลี่ยนท่าทีนโยบายดอกเบี้ย แต่เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว มาในจังหวะที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว อีกทั้งหากเศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโตได้ดีก็จะทำให้เฟดส่งสัญญาณถอยออกจากนโยบายการเงินผ่อนคลาย ซึ่งสุดท้ายแล้ว จะนำมาสู่ต้นทุนทางการเงิน ผ่านอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกรวมถึงไทย กดดันภาคธุรกิจที่เพิ่งจะเริ่มดีขึ้น


นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า การปรับขึ้นของต้นทุนหรือราคาสินค้าที่มีผลซ้ำเติมผู้ประกอบการธุรกิจ โดยเฉพาะกระทบต่อธุรกิจซื้อมาขายไปในยามไม่ปกติที่โควิดฉุดกำลังซื้อและตลาดมีการแข่งขันสูง ซึ่งผู้ประกอบการส่วนใหญ่เป็นเอสเอ็มอี โดยประเมินเบื้องต้นว่า ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่เพิ่มขึ้น 1% จะกระทบค้าปลีก SMEs ประมาณ 24,000 ล้านบาท ภายใต้เงื่อนไขที่ผู้ประกอบการเผชิญข้อจำกัดในการผลักภาระไปให้กับผู้บริโภค ขณะที่มาตรการรัฐมีส่วนช่วยบรรเทาผลกระทบต่อผู้บริโภคและผู้ประกอบการ ในทางตรงข้าม หากเศรษฐกิจดี ปัญหาหรือผลกระทบนี้ คงมีขนาดที่ลดลง ทั้งนี้ ต้องติดตามความเชื่อมั่นของผู้บริโภคหลังจากนี้ ซึ่งจะมีผลต่อเส้นทางการฟื้นตัวของธุรกิจค้าปลีกในช่วงที่เหลือของปี

ข่าวแนะนำ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง