TNN online เลือกตั้ง 2566 ส่องนโยบายสาธารณสุขและการแพทย์

TNN ONLINE

Health

เลือกตั้ง 2566 ส่องนโยบายสาธารณสุขและการแพทย์

เลือกตั้ง 2566 ส่องนโยบายสาธารณสุขและการแพทย์

บรรดาพรรคการเมืองทยอยเปิดนโยบายต่างๆ ออกมาให้ประชาชนได้รับรู้ หนึ่งนโยบายสำคัญที่ต้องติดตาม คือ “นโยบายด้านสาธารณสุข” ซึ่งเกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสุขภาพของคนไทย TNN Health จะเปิดนโยบายเบื้องต้น ของแต่ละพรรคให้ได้ทราบกัน

หลังพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภาเมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา เพื่อเดินหน้าสู่การเลือกตั้งในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ โดยก่อนหน้านี้บรรดาพรรคการเมืองได้ทยอยเปิดนโยบายต่างๆ ออกมาให้ประชาชนได้รับรู้กันบ้างแล้ว หนึ่งนโยบายสำคัญที่ต้องติดตาม คือ “นโยบายด้านสาธารณสุข” ซึ่งเกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสุขภาพของคนไทย 



 

  • นโยบายสาธารณสุข “พรรครวมไทยสร้างชาติ”

    แพทย์ 24 ชม. – เพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เดือนละ 1,000 บาท

    พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์ของพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวปราศรัยระหว่างลงพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาถึงนโยบายชุด ‘ทำแล้ว ทำอยู่ ทำต่อ’ จำนวน 13 ข้อ ซึ่งถือเป็นการประกาศนโยบายชุดแรก ในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้

    -เพิ่มสิทธิบัตรสวัสดิการพลัสเป็น 1,000 บาทต่อเดือน เริ่มจากกลุ่มรายได้น้อย
    -ปรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจากแบบขั้นบันไดเป็นให้เท่ากันทุกช่วงอายุ คนละ 1,000 บาทต่อเดือน
    -ดูแลผู้สูงวัยด้วยการสร้างศูนย์สันทนาการ และลดภาษีให้ผู้ประกอบการที่จ้างผู้สูงวัยทำงาน
    -ให้ทุนเรียนวิชาชีพ อำเภอละ 100 ทุน มีสถาบันกำเนิดศิลป์ ปั้นศิลปินไทยสู่เวทีโลก
    -สร้างระบบแพทย์ 24 ชั่วโมง ปรึกษาแพทย์ผ่านระบบแพทย์ทางไกล
    -แรงงานและข้าราชการ ยามเดือดร้อน เบิกส่วนประกันตน 30% มาใช้ก่อนได้
    -อาชีพอิสระ เข้าระบบประกันสังคมถ้วนหน้า


นโยบายสาธารณสุข “พรรคพลังประชารัฐ”

"สวัสดิการประชารัฐ จากครรภ์มารดาสู่เชิงตะกอน" เป็นหนึ่งใน นโยบายด้านสาธารณสุขของพรรค ภายใต้ 3 นโยบายหลัก นั่นคือ “สวัสดิการประชารัฐ เศรษฐกิจประชารัฐ และสังคมประชารัฐ” ที่ขับเคลื่อนการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ ภายใต้การนำทัพของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุรรณ ผู้เป็นทั้งรองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

นโยบายด้านสาธารณสุขที่พรรคให้ความสำคัญ คือ "สวัสดิการประชารัฐ จากครรภ์มารดาสู่เชิงตะกอน" หรือ ดูแลตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ด้วยมารดาประชารัฐ ฝากครรภ์ จนคลอด แบ่งตามช่วยวัยดังนี้

1.) อายุ 0-6 ปี ต้องเติบโตอย่างมีคุณภาพ ต้องได้รับการดูแลโภชนาการอาหารครบถ้วน เสริมวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญให้เหมาะสมตามพัฒนาการของวัย เพื่อร่างกายเจริญเติบโตได้อย่างสมบูรณ์และแข็งแรง

ซึ่งทางพรรคได้วางนโยบายที่จะเข้าไปดูแลสตรีในขณะตั้งครรภ์ตั้งแต่เดือนที่ 4 เนื่องจากเห็นว่า จะแสดงว่าบุตรที่อยู่ในท้องจะมีโอกาสที่แข็งแรง จะเกิดมาเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป และในเดือนที่ 9 ก็จะเป็นเดือนที่ต้องคลอดบุตรออกมา

โดยพรรคจะสนับสนุนเงินเดือนละ 10,000 บาทเป็นจำนวน 5 เดือน เริ่มตั้งแต่อายุครรภ์ 4 เดือน จนถึง 9 เดือน นอกจากนี้ จะให้การช่วยเหลือเงินในการเลี้ยงบุตรจำนวนเงิน 3,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 6 ปี เพื่อให้กับผู้หญิงที่เป็นเพศแม่มีความมั่นใจแล้วก็สบายใจในการเลี้ยงดูบุตรและธิดา

ทั้งนี้ พรรคพลังประชารัฐมีความตั้งใจที่จะดูแลสตรีในการที่จะช่วยกันเพิ่มประชากรในประเทศ เนื่องจากอัตราการเกิดของลูกหลานในประเทศไทย ต่ำกว่าเป้าหมายถึงร้อยละ 20 โดยมีอัตราเกิดอยู่ที่ประมาณ 500,000 กว่าคนเท่านั้นทั้งที่จริงๆ แล้วต้องมีอัตราเกิดประมาณ 800,000 กว่าคน และด้วยเทคโนโลยีในการรักษาพยาบาลที่พัฒนาขึ้น ทำให้คนไทยมีอายุที่ยืนยาวมากขึ้นถ้าเทียบกับในอดีต ซึ่งถ้าหากอัตราการเกิดยังต่ำกว่าเป้าหมาย ในระยะยาวประเทศไทยก็จะเจอเกิดปัญหาขาดคนรุ่นใหม่ใหม่ ที่จะเข้ามาเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติ

2.) อายุ 7-18 สวัสดิการการศึกษาที่มีคุณภาพ จัดสรรโครงการอาหารกลางวันฟรี มีทางเลือกที่หลากหลายในการศึกษาให้เหมาะสมกับศักยภาพและบริบทของสังคม

-อายุ 18-40 จะมี สวัสดิการคุ้มครองแรงงานทั้งในระบบและนอกระบบ และ สวัสดิการเรียนรู้ทักษะเพิ่มเติมเพื่อประกอบอาชีพ เปิดโอกาสให้เรียนฟรี เพื่อเพิ่มทางเลือกของการเรียนรู้ พัฒนาศักยภาพฝีมือแรงงาน โดยเน้นหลักสูตรการเรียนรู้ทักษะอาชีพ เพิ่มทางเลือกและตอบโจทย์แรงงานสมัยใหม่ให้สอดรับกับความต้องการของตลาดแรงงาน ต่อยอดให้อุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ เป็นแรงงานที่มีประสิทธิภาพ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ที่มั่นคง และยั่งยืน

3.) อายุ 40-60 มุ่งเน้นสวัสดิการสุขภาพ โดยมีหลักประกันสุขภาพที่คุ้มครองและครอบคลุมประชาชนทุกคน และ อายุ 60+ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ บ้านพัก และสวัสดิการรักษาพยาบาล 


นโยบายสาธารณสุข “พรรคภูมิใจไทย”

ชูนโยบาย เครื่องฉายรังสีรักษามะเร็ง ฟรี ทุกจังหวัด - ศูนย์ฟอกไตฟรีทุกอำเภอ โดยในฐานะพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล และมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นทั้งหัวหน้าพรรค และดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกจับตาเรื่องของนโยบายสาธารณสุข ค่อนข้างมาก เพราะทั้งประชาชนและพรรคการเมืองด้วยกันเองต่างตั้งตารอฟังนโยบายสำคัญนี้

การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคภูมิใจไทย ชู 2 เรื่องสำคัญ เป็นจุดขาย นั่นคือ

1.) เครื่องฉายรังสีรักษามะเร็ง ฟรี ทุกจังหวัด
2.) ศูนย์ฟอกไตฟรีทุกอำเภอ เป็นนโยบายขับเคลื่อนหลักด้านสาธารณสุข

พรรคภูมิใจไทย มองว่า โรคมะเร็ง และ โรคไต เป็นโรคที่เป็นปัญหาใหญ่ของระบบสาธารณสุขไทย และใช้งบประมาณในการรักษาปีละหลายหมื่นล้านบาท

คนไทย เป็นโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นวันละเกือบ 400 คน หรือ ประมาณ 150,000 คนต่อปี และ เสียชีวิตจากโรคมะเร็ง วันละ 230 คน หรือ มากกว่า 80,000 คนต่อปี จำนวนมากเป็นการสูญเสีย ที่ไม่ควรจะสูญเสีย

การสูญเสีย เกิดจากการเข้าไม่ถึงการรักษาอย่างทันเวลา เพราะต้องรอคิวการรักษา เป็นเวลานาน เนื่องจากเครื่องฉายรังสี มีจำนวนไม่เพียงพอกับจำนวนผู้ป่วย และ โรงพยาบาลที่มีเครื่องฉายรังสี อยู่ห่างไกล การเดินทางมีปัญหากับผู้ป่วย และครอบครัวที่ต้องมาดูแลผู้ป่วย รวมทั้งมีปัญหาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไกล อีกด้วย

การรอเวลารักษานาน และการเดินทางไกล เป็นปัญหาที่ทำให้ผู้ป่วย ไม่สามารถเข้ารับการรักษาได้อย่างรวดเร็ว จนโรคมะเร็งมีอาการลุกลาม รักษาไม่ได้ผลดี และต้องเสียชีวิตไป

พรรคภูมิใจไทย เห็นปัญหาผู้ป่วยมะเร็ง เข้าไม่ถึงการรักษาอย่างรวดเร็ว เป็นปัญหาใหญ่ ที่ก่อให้เกิดการสูญเสียทางร่างกาย จิตใจ และกระทบต่อรายได้ของผู้ป่วยและครอบครัว อย่างรุนแรง เป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไข ด้วยการติดตั้งเครื่องฉายรังสีรักษามะเร็ง ให้โรงพยาบาลทุกจังหวัด จังหวัดละ 1 เครื่อง เป็นอย่างน้อย

จากปัจจุบันที่มีอยู่ 22 จังหวัด ต้องมีให้ครบทุกจังหวัด ภายใน 4 ปี และต้องรักษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อให้ผู้ป่วยทุกคนได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว มีโอกาสหายจากอาการป่วยได้มากที่สุด และ ครอบครัวไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายการเดินทาง และค่าที่พัก เมื่อต้องติดตามไปดูแลผู้ป่วยหากต้องไปรักษาในโรงพยาบาลที่ห่างไกลบ้าน

ฟอกไตฟรีทุกอำเภอ รายงานสถานการณ์ผู้ป่วยโรคไต ครั้งล่าสุด ของประเทศไทย เมื่อปี 2565 พบว่า คนไทย ป่วยเป็นโรคไตเรื้อรังที่ต้องเข้ารับการรักษามากถึง 11.6 ล้านคน ทุกๆ ปี จะมีผู้ป่วยโรคไต เพิ่มขึ้นมากกว่า 8,000 คน ติดอันดับ 1ใน 5 ของประเทศที่มีผู้ป่วยโรคไต เพิ่มขึ้นเร็วที่สุดในโลก

ปัจจุบัน มีคนไทย มากกว่า 200,000 เป็นผู้ป่วยที่ต้องล้างไต หรือ ฟอกไต หรือ ฟอกเลือด และ รอการเปลี่ยนไต เพื่อจะกลับมามีชีวิตใกล้เคียงปกติ แต่จำนวนเครื่องฟอกไต ยังมีไม่เพียงพอ และ กระจุกอยู่ในจังหวัด ลงไปถึงระดับอำเภอ ไม่มากนัก

แม้ว่า ปัจจุบัน ผู้ป่วยโรคไต สามารถใช้สิทธิฟอกไตฟรีได้ทุกกรณี ตามนโยบายนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จะลดค่าใช้จ่ายให้ผู้ป่วยโรคไต ได้คนละ 12,000 บาท ต่อเดือน แล้ว ยังลดความเหลื่อมล้ำของผู้ป่วยโรคไต ไม่มีผู้ป่วยคนใดต้องเสียเงินจากการฟอกไต

แต่การบริการฟอกไตฟรี ยังไม่ทั่วถึง และผู้ป่วยจำนวนมาก ยังเข้าไม่ถึง เพราะการเดินทางไกล และเดินทางลำบาก เป็นเหตุให้ผู้ป่วย ไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง และเสียชีวิต

พรรคภูมิใจไทย เข้าใจถึงความลำบากของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง และครอบครัวผู้ป่วย ที่ต้องได้รับผลกระทบทั้งร่างกาย จิตใจ รายได้ที่หดหาย รายจ่ายที่เพิ่มขึ้น จึงเสนอนโยบาย จัดตั้งศูนย์ฟอกไตฟรีทุกอำเภอ ภายใน 4 ปีเพื่อให้ผู้ป่วยโรคไตทุกคน เข้าถึงการรักษาได้เร็ว และ ทั่วถึง เพื่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยและครอบครัว

รัฐบาลต้องลงทุนด้านสาธารณสุขเพิ่มขึ้น และเป็นไปตามความต้องการของประชาชน ซึ่งการกระจายการรักษาโรคมะเร็ง และโรคไต ให้ไปถึงประชาชน ได้อย่างทั่วถึง จะเป็นการสร้างหลักประกัน และความเชื่อมั่นด้านสาธารณสุขของประเทศไทย ลดการสูญเสียทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และจิตใจของผู้ป่วยและครอบครัว 


นโยบายสาธารณสุข “พรรคประชาธิปัตย์”

แม้ว่าจะยังไม่ลงในรายละเอียด ของนโยบายด้านสาธารณสุข ออกมาอย่างชัดเจนมากนัก แต่พรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้การนำของนายนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค ได้ชู ยุทธศาสตร์ "สร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ" ในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้ นั่นคือ

สร้างเงิน ก็คือยุทธศาสตร์ทางด้านเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นหลายนโยบายที่จะมีรายละเอียดตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายประกันรายได้คนไทยและประกันรายได้ให้กับประเทศ

สร้างคน ก็คือยุทธศาสตร์ทางด้านสังคม ซึ่งจะมุ่งเน้นในเรื่องของการศึกษาและการสาธารณสุข รวมทั้งการเน้นการศึกษาทันสมัยและสวัสดิการตลอดชีพ โดยจะมีการเปิดรายละเอียดต่อไปถัดจากนี้

ร้างชาติ จะเป็นการสร้างชาติด้วยนโยบายสำคัญทางด้านการเมือง ที่จะมุ่งเน้นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และประชาธิปไตยสุจริต ซึ่งจะมีรายละเอียดตามมาต่อไปเช่นเดียวกัน

โดย นโยบายฟรีนมโรงเรียน 365 วัน เป็นที่ชัดเจนที่สุดว่าเรื่องนี้เป็นการพัฒนาเด็ก พัฒนาบุคลากรที่ประเทศชาติต้องใช้ในวันข้างหน้า และที่สำคัญที่สุดก็คือการที่จะให้เกษตรกรที่เลี้ยงโคนมนั้น สามารถจำหน่ายผลิตภัณฑ์โคนมให้กับเด็กไทย หลังจากที่ได้ทำมาแล้ว 280 วัน


นโยบายสาธารณสุข “พรรคชาติไทยพัฒนา”

ในส่วนของนโยบายที่เกี่ยวข้องกับด้านสาธารณสุขของพรรคชาติไทยพัฒนา นายวราวุธ ศิลปอาชา ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา แถลงนโยบาย และเปิดตัวแคมเปญหาเสียง WOW Thailand “ว้าว ไทยแลนด์” โดย คำว่า WOW คือ “Wealth Opportunity and Welfare For All” หรือ “การสร้างความมั่งคั่ง สร้างโอกาส และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีเพื่อประชาชน”

สำหรับนโยบานด้านสาธารณสุข ถูกบรรจุอยู่ใน 10 นโยบายที่จะใช้หาเสียง นั่นคือ สุขภาพดีมีเงินคืน 3,000 บาท-สวัสดิการอัปเกรดได้และสร้างงานสร้างรายได้แก่ผู้สูงอายุ-เบี้ยคนพิการเดือนละ 3,000 บาท

หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา มั่นใจว่านโยบายสามารถทำได้จริง โดยเฉพาะการนำเสนอเบี้ยคนพิการ และเบี้ยผู้สูงอายุ เดือนละ 3,000 บาท เพราะในรายละเอียดจะมีหลักเกณฑ์และขั้นตอนที่จะต้องพิจารณาคุณสมบัติ ไม่ใช่ว่า ผู้สูงอายุหรือผู้พิการทุกคนจะได้รับเบี้ยช่วยเหลือเดือนละ 3,000 บาทเท่ากันทุกคน รวมถึง การดูแลไม่ให้ประชาชนเจ็บป่วย ไม่ต้องหาหมอ จึงเสนอนโยบายสุขภาพดี มีเงินคืน 3,000 บาท เพราะการดูแลสุขภาพมีราคาถูกกว่า ค่ารักษายามเจ็บไข้ได้ป่วย


นโยบายสาธารณสุข “พรรคเพื่อไทย

ภายใต้ 10 นโยบายของพรรคเพื่อไทย “คิดใหญ่ ทำเป็น เพื่อไทยทุกคน” ที่นางสาวแพรทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ได้ปราศรัยบนเวทีหาเสียงใหญ่ที่จังหวัดเชียงใหม่ หนึ่งในนั้นคือ นโยบายด้านสาธารณสุข ที่เปรียบเสมืองจุดขาย หรือ ทีเด็ดของพรรค นั่นคือ

นโยบายด้านสาธารณสุข ในปี 2570 ประกอบไปด้วย

หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ 30 บาทรักษาทุกโรคถูกอัพเกรด หรือ ยกระดับขึ้น สามารถรักษาได้ทั่วประเทศ ประชาชนสามารถใช้บัตรประชาชนเพียงใบเดียว รับการรักษาได้ทั่วประเทศโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพราะข้อมูลสุขภาพถูกเชื่อมไว้บนศูนย์ข้อมูล หรือ Cloud เมื่อเจ็บป่วย ผู้ป่วยเพียงยื่นบัตรประชาชนแล้วอนุญาตให้แพทย์ผู้รักษาเข้าถึงข้อมูลการรักษาได้

ผู้ป่วยโรคทางจิต เช่น โรคซึมเศร้า หรือโรคทางกายอื่นๆ ที่ต้องการขอคำปรึกษากับแพทย์เฉพาะทางได้รับการรักษาที่ศูนย์สาธารณสุขหรือโรงพยาบาลใกล้บ้าน ไม่จำเป็นต้องเดินทางไกล เพราะแพทย์เฉพาะทางให้คำปรึกษาผ่านระบบทางไกลหรือ Telemedicine ได้ การนัดคิวตรวจเป็นเรื่องปกติของโรงพยาบาลทุกแห่ง ผู้ป่วยไม่ต้องไปโรงพยาบาลแต่เช้ามืด ผู้ป่วยที่ต้องเจาะเลือดตรวจโรค ก็สามารถทำได้ที่คลินิกหรือศูนย์สาธารณสุขใกล้บ้าน

ผู้ป่วยติดเตียงและผู้ป่วยในระยะสุดท้ายของชีวิต ได้รับการดูแลจากผู้ช่วยพยาบาลทั้งที่บ้านและที่ศูนย์ชีวาภิบาล (Hospice) ของรัฐและเอกชนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ลูกหลานยังสามารถไปประกอบอาชีพได้ตามปกติ ไม่ต้องลางาน การสาธารณสุขเชิงรุก เช่น การฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกฟรีในเด็กหญิงอายุ 9-11 ปี และฉีดวัคซีนให้ผู้หญิงที่ยังไม่ติดเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV : Human Papilloma Virus) อีกทั้งยังตรวจและรักษาไวรัสตับอักเสบ-ซี ซึ่งโรคดังกล่าวจะเป็นการป้องกันมะเร็งตับที่เป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ของมะเร็งในผู้ชาย

และ ปี 2570 โรงพยาบาลของรัฐถูกกระจายอำนาจในรูปแบบองค์การมหาชนที่ท้องถิ่นและชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารโรงพยาบาล มีการจัดสรรบุคลากรทางการแพทย์ตามปริมาณงาน และเกิดการลงทุนครั้งใหญ่ในการพัฒนาอุปกรณ์การแพทย์ให้ทันสมัยในทุกระดับตั้งแต่ตำบลถึงมหานคร รวมทั้งมีการฝึก อ.ส.ม. ให้เป็นพยาบาลระดับต้น ประจำทุกหมู่บ้าน ส่วนในกรุงเทพมหานคร มีโรงพยาบาลประจำเขตทั้ง 50 เขต 


นโยบายสาธารณสุข “พรรคก้าวไกล”

ชุดนโยบาย “สวัสดิการไทยก้าวหน้า” ของพรรคก้าวไกล คือการประกาศเจตนารมณ์อย่างชัดเจน ว่าจะสร้างระบบสวัสดิการถ้วนหน้า-ครบวงจร ที่ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนตั้งแต่เกิดจนแก่ เพื่อตัดวงจรความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงเรื้อรัง ปลดล็อกศักยภาพของประชาชน และ สร้างสังคมที่พร้อมเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขซึ่งกันและกัน

โดยระบบสวัสดิการจะช่วยให้คนไทยทุกช่วงวัย ตั้งแต่เกิด-เติบโต-ทำงาน-สูงวัย ใช้ชีวิตอย่างไม่ต้องกังวลใจกับอนาคตข้างหน้า ไม่ต้องพะวงถึงคนข้างหลัง สามารถเดินตามความฝัน แสวงหาความสุข และประสบความสำเร็จได้ตามศักยภาพ ไม่ถูกจำกัดด้วยฐานะทางเศรษฐกิจ เพราะรัฐสวัสดิการ จะสร้าง “ตาข่ายรองรับ” คุณภาพชีวิตและโอกาสที่เท่าเทียมกันของประชาชนทุกคน ลดความเหลื่อมล้ำที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น และยังเป็น “กุญแจปลดล็อก” ศักยภาพของมนุษย์และมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เปรียบเหมือน ‘เตียงสปริง’ ที่ประชาชนล้มลงไปก็ไม่เจ็บ แถมยังเด้งกลับขึ้นมาได้ไกลกว่าเดิม โดยระบบสวัสดิการของพรรคก้าวไกล จะสร้างความมั่นคงในชีวิตให้กับประชาชนทุกคน ในทุกวันที่อยู่บนโลกใบนี้ ตั้งแต่วันแรกที่ลืมตา จนกระทั่งวันสุดท้ายของชีวิต บ่งได้ตามช่วงวัยดังนี้

เกิด
-ของขวัญแรกเกิด 3,000 บาท ให้พ่อ-แม่ซื้อสิ่งของจำเป็นในการเลี้ยงลูก
เงินเด็กเล็ก เดือนละ 1,200 บาท
-สิทธิลาคลอด 180 วัน พ่อแม่แบ่งกันได้
-ศูนย์เลี้ยงเด็กใกล้บ้าน-ที่ทำงาน

เติบโต
-เรียนฟรี อาหารฟรี มีรถรับส่ง
-คูปองเปิดโลก ให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้นอกห้องเรียน
-ผ้าอนามัยไม่เก็บ VAT แจกฟรีในโรงเรียน

สูงวัย
-เงินผู้สูงวัยเดือนละ 3,000 บาท สร้างระบบดูแลผู้ป่วยติดเตียง
-ค่าทำศพถ้วนหน้า 10,000 บาท
-เงินคนพิการเดือนละ 3,000 บาท

ทุกอายุ
พรรคก้าวไกล เห็นว่า นอกเหนือจากระบบสวัสดิการแบบถ้วนหน้าแล้ว การปรับปรุงบริการสาธารณะที่ดีขึ้น และการสนับสนุนให้ทุกครัวเรือนสามารถเข้าถึงบริการสาธารณะที่จำเป็นได้มากขึ้น จะเป็นส่วนสำคัญในการลดภาระค่าครองชีพ และขณะเดียวกัน ก็เพิ่มความมั่นคงในชีวิต ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยได้อีกด้วย

นโยบายสาธารณสุข “พรรคไทยสร้างไทย”

พรรคไทยสร้างไทย ภายใต้การนำของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรค และเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้นำเสนอนโยบายด้านสาธารณสุข ที่ค่อนข้างโดดเด่น ในการหาเสียงครั้งนี้

ปี 2544 ประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข 157,228ล้านบาท ส่วนปี2564 มีค่าใช้จ่าย 682,401ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 334% แต่กลับมีผู้เสียชีวิตมากขึ้นเกือบ 20% จากปีก่อนหน้าทุกปี
นอกจากนั้น ยังมีจำนวนแพทย์ เพิ่มขึ้น 106.7% และพยาบาล 140% ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา แต่ภาระของแพทย์ พยาบาล ยังต้องทำงานหนักมากขึ้น และคาดว่า ในปี 2574 ค่ารักษาพยาบาลจะพุ่งสูงขึ้นถึง 1.4 ล้านล้านบาท ซึ่งระบบงบประมาณของประเทศจะไม่สามารถรองรับได้อย่างแน่นอน และจะทำให้มีผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น

นโยบายด้านสาธารณสุข พรรคไทยสร้างไทย

1.) ยกระดับ 30 บาทรักษาทุกโรค พัฒนาไปสู่ 30 บาท Plus

2.) สร้าง Well-Being Society เพื่อให้คนไทยทุกคนเปลี่ยน Sickcare เป็น healthcare

3.) สนับสนุนให้ไทยเป็น Medical Hub ในทุกมิติ ทั้งแพทย์แผนปัจจุบัน และแพทย์ทางเลือก การผลิตเวชภัณฑ์ เครื่องสำอาง สมุนไพรไทย

เน้น Do It Yourself หรือ DIY Healtcare โดยใช้เทคโนโลยีมายกเครื่องระบบสุขภาพเต็มรูปแบบประชาชน คนไทยทุกคนจะมี Mobile Doctor อยู่ติดตัวตลอดเวลา สามารถสอบถามเรื่องสุขภาพได้ตลอด 24 ชั่วโมง ระบบ Chat GPTคือ AI Chatbot หรือปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถสื่อสารผ่านข้อความกับมนุษย์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

การมี Mobile Doctor ประจำตัวนั้น จะทำให้คนไทยดูแลสุขภาพได้ง่ายขึ้น สามารถสอบถามหมอประจำตัว ได้ 24 ชั่วโมง ถ้าตรวจประเมิน พบว่าเจ็บป่วยเล็กน้อย จะสามารถสั่งยาผ่าน Mobile Doctor และนำ QR Code ไปสแกนรับยาฟรีที่ร้านยาใกล้บ้าน แต่หากต้องพบแพทย์ Mobile Doctor ก็จะนัดแพทย์ใกล้บ้านให้ ดังนั้นผู้ที่เจ็บป่วยจึงสามารถเข้ารักษาโรงพยาบาลที่ใดก็ได้ หรือหากป่วยหนักMobile Doctor จะหาแพทย์เฉพาะทางให้โดยไม่ต้องรอใบส่งตัว

นอกจากนี้ จะสร้างบำนาญประชาชน 3,000 บาทดูแลสังคมสูงวัยให้แข็งแรง ซึ่งคนไทยที่มีสุขภาพดีต้องมีรางวัล อาจเป็นส่วนลดค่าใช้จ่ายจากภาครัฐเช่นไฟฟ้า ประปา การเดินทางรถสาธารณะต่างๆเป็นต้น ที่สำคัญจะมีการนำปัญญาประดิษฐ์หรือ AI มาบริหาร จัดการระบบสาธารณสุขของไทยใหม่ทั้งระบบ


นโยบายสาธารณสุข “พรรคชาติพัฒนากล้า”

12 นโยบาย “ชาติพัฒนากล้า” พร้อมกอบกู้วิกฤตเศรษฐกิจชาติ โดยนายกรณ์ จาติกวาณิช หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า และนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคฯ ร่วมกันประกาศ ยุทธศาสตร์ Spectrum Economy หรือ เศรษฐกิจเฉดสี 7 กลุ่ม

โดยนโยบายสาธารณสุขของพรรค เป็น 2 ใน 12 นโยบายของพรรค ประกอบด้วย

1.) นโยบายสูงวัยไฟแรง งานใหม่ 500,000 ตำแหน่ง
2.) นโยบายอารยสถาปัตย์ปรับปรุงบ้าน 50,000 บาทให้ผู้สูงวัยและผู้พิการ ลดสถิติคนสูงอายุล้มในบ้านปีละ 2 ล้านคน 
 
 


ติดตาม TNN Health ผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้ที่
Website : https://www.tnnthailand.com/news/health/
Facebook : https://bit.ly/TNNHealthFacebook
Youtube : https://bit.ly/TNNHealthYoutube
TikTok : https://bit.ly/TNNHealthTikTok
Line @TNNHEALTH : https://lin.ee/MNckVHq
หรือดูรายการ Live ได้ทาง https://bit.ly/TNNHealthFacebook
 

ข่าวแนะนำ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง