รวยแล้วเห็นแก่ตัวจริงหรือ? เปิดงานวิจัยจิตวิทยาเบื้องหลังอำนาจของเงิน

Share on Line Share on Facebook Share on X
รวยแล้วเห็นแก่ตัวจริงหรือ? เปิดงานวิจัยจิตวิทยาเบื้องหลังอำนาจของเงิน

Affluenza เป็นคำศัพท์ใหม่ที่ถูกใช้ในแวดวงการเงิน โดน คำว่าเป็นคำผสมระหว่าง Affluence (ความมั่งคั่ง) และ Influenza (ไข้หวัดใหญ่) ใช้อธิบายภาวะที่ผู้คนหมกมุ่นกับการแสวงหาความมั่งคั่งและสิ่งของที่มากขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นความทุกข์จากการบริโภคเกินตัว หนี้สิน ความวิตกกังวล และการใช้จ่ายอย่างสิ้นเปลือง

แม้คำนี้มักถูกมองว่าเป็นเพียงศัพท์ที่สร้างขึ้นเพื่อเสียดสีสังคมบริโภคนิยม แต่ในความเป็นจริง แนวคิดดังกล่าวอาจมีมูลความจริงมากกว่าที่คิด...?



สรุปข่าว

เปิดงานวิจัยจิตวิทยาเบื้องหลังอำนาจของเงิน ผ่าน "Affluenza" หรือ ภาวะหมกมุ่นแสวงหาความมั่งคั่ง ที่อธิบายได้ว่า เงินสามารถเปลี่ยนนิสัยของคนเราได้อย่างไร?

Affluenza เป็นคำศัพท์ใหม่ที่ถูกใช้ในแวดวงการเงิน โดน คำว่าเป็นคำผสมระหว่าง Affluence (ความมั่งคั่ง) และ Influenza (ไข้หวัดใหญ่) ใช้อธิบายภาวะที่ผู้คนหมกมุ่นกับการแสวงหาความมั่งคั่งและสิ่งของที่มากขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นความทุกข์จากการบริโภคเกินตัว หนี้สิน ความวิตกกังวล และการใช้จ่ายอย่างสิ้นเปลือง

แม้คำนี้มักถูกมองว่าเป็นเพียงศัพท์ที่สร้างขึ้นเพื่อเสียดสีสังคมบริโภคนิยม แต่ในความเป็นจริง แนวคิดดังกล่าวอาจมีมูลความจริงมากกว่าที่คิด...?



ไม่ว่าจะมีภาวะ Affluenza อยู่จริงหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธได้ยากคือ เงินสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตคนเราได้ และคนที่มีสถานะทางสังคมหรือความมั่งคั่งสูงก็มักมองโลกและมองตัวเองแตกต่างจากคนอื่น งานวิจัยด้านจิตวิทยาหลายชิ้นพบว่า ความมั่งคั่งและการแสวงหาเงินทองอาจเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมที่ขาดจริยธรรม ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในภาพยนตร์อย่าง The Wolf of Wall Street เท่านั้น

แม้ความมั่งคั่งจะเป็นเรื่องที่นิยามได้แตกต่างกัน แต่งานวิจัยส่วนใหญ่มักใช้รายได้ สถานะทางอาชีพ และปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคม เช่น ระดับการศึกษาและความมั่งคั่งที่ส่งต่อระหว่างรุ่น เป็นเกณฑ์ในการประเมิน

4 ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับจิตวิทยาของเงินและความมั่งคั่ง

1. ยิ่งมีเงินมาก ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นอาจลดลง?

งานวิจัยหลายชิ้นพบว่า ความมั่งคั่งอาจมีความสัมพันธ์ในทางตรงกันข้ามกับความเห็นอกเห็นใจและความเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Psychological Science พบว่า คนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจต่ำกว่ามีความสามารถในการอ่านสีหน้าของผู้อื่นได้ดีกว่าคนที่มีฐานะร่ำรวยกว่า ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่สะท้อนถึงความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น

ไมเคิล ครอส หนึ่งในผู้ร่วมวิจัย อธิบายกับนิตยสาร Time ว่า โดยพื้นฐานแล้ว คนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจต่ำมักมีแนวโน้มเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นได้มากกว่า ขณะที่คนชั้นสูงอาจมีแนวโน้มดังกล่าวน้อยกว่า

เหตุผลส่วนหนึ่งมาจากสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน คนที่มีทรัพยากรจำกัดต้องเผชิญกับความไม่มั่นคงและภัยคุกคามทางสังคมอยู่บ่อยครั้ง จึงจำเป็นต้องพึ่งพาผู้อื่นและสังเกตอารมณ์ความรู้สึกของคนรอบข้าง เพื่อให้รู้เท่าทันสถานการณ์ที่อาจส่งผลต่อตัวเอง

ขณะเดียวกัน การมีทรัพยากรมากกว่าอาจทำให้บางคนแสดงพฤติกรรมที่ไม่คำนึงถึงผู้อื่นมากนัก

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ พบว่า แม้แต่การได้รับเงินปลอมก็อาจทำให้คนมีพฤติกรรมเห็นแก่ตัวมากขึ้น โดยนักวิจัยทดลองให้นักศึกษาสองคนเล่นเกมเศรษฐี (Monopoly) แต่ให้คนหนึ่งได้รับเงินมากกว่าอีกคนอย่างชัดเจน

ช่วงแรกผู้เล่นที่มีเงินมากกว่าแสดงท่าทีอึดอัดกับความได้เปรียบของตัวเอง แต่เมื่อเล่นไปเรื่อย ๆ กลับเริ่มแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวมากขึ้น ใช้พื้นที่บนโต๊ะมากขึ้น เดินตัวหมากเสียงดัง และถึงขั้นพูดจาเยาะเย้ยผู้เล่นที่มีเงินน้อยกว่า

2. ความมั่งคั่งอาจทำให้การตัดสินใจด้านศีลธรรมเปลี่ยนไป

งานวิจัยชี้ว่า ความมั่งคั่งอาจทำให้บางคนเกิดความรู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิพิเศษเหนือผู้อื่น หรือมีแนวโน้มละเลยกฎเกณฑ์ทางสังคมมากขึ้น

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ สำรวจพฤติกรรมผู้ขับขี่ในเมืองซานฟรานซิสโก ซึ่งมีกฎหมายกำหนดให้รถยนต์ต้องหยุดให้คนเดินเท้าข้ามทางม้าลาย ผลพบว่า ผู้ขับขี่รถยนต์หรูมีโอกาสหยุดให้คนเดินเท้าข้ามถนนน้อยกว่าผู้ขับขี่รถยนต์ราคาถูกถึง 4 เท่า และยังมีแนวโน้มขับรถปาดหน้าผู้อื่นมากกว่าอีกด้วย

นอกจากนี้ การคิดถึงเรื่องเงินเพียงอย่างเดียวก็อาจส่งผลต่อการตัดสินใจด้านจริยธรรมได้เช่นกัน

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและมหาวิทยาลัยยูทาห์พบว่า ผู้เข้าร่วมการทดลองมีแนวโน้มโกหกหรือแสดงพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องทางศีลธรรมมากขึ้น หลังจากได้รับคำหรือข้อความที่เกี่ยวข้องกับเงิน

คริสติน สมิธ-โครว์ (Kristin Smith-Crowe) หนึ่งในผู้ร่วมวิจัยจากมหาวิทยาลัยยูทาห์ อธิบายว่า แม้คนเราจะมีเจตนาดีและรู้ว่าอะไรถูกหรือผิด แต่ก็อาจมีปัจจัยบางอย่างที่ส่งผลต่อการตัดสินใจและพฤติกรรมโดยที่เราไม่รู้ตัว

3. เงินซื้อความสุขหรือความรักไม่ได้

คนจำนวนมากมองว่าเงินและอำนาจเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จในชีวิต แต่การมุ่งแสวงหาสิ่งเหล่านี้มากเกินไปอาจทำให้เรามองข้ามสิ่งที่สำคัญกว่าอย่างความสุขและความสัมพันธ์

งานวิจัยพบว่า รายได้ไม่ได้มีความสัมพันธ์โดยตรงกับระดับความสุขเสมอไป เมื่อคนเรามีรายได้เพียงพอต่อการตอบสนองความต้องการพื้นฐานและลดความกังวลด้านการเงินแล้ว การมีเงินเพิ่มขึ้นอาจไม่ได้ทำให้ความสุขโดยรวมเพิ่มขึ้นมากนัก

มีการศึกษาบางส่วนเสนอว่า เมื่อรายได้ถึงระดับประมาณ 50,000-75,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี ซึ่งเพียงพอสำหรับการดำรงชีวิตและลดความตึงเครียดทางการเงินแล้ว ความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นอาจส่งผลต่อความเป็นอยู่และความสุขโดยรวมไม่มากนัก

ยิ่งไปกว่านั้น คนที่ร่ำรวยมากเป็นพิเศษกลับมีแนวโน้มเผชิญภาวะซึมเศร้าในอัตราที่สูงขึ้นด้วย

ข้อมูลบางส่วนชี้ว่า ปัญหาอาจไม่ได้เกิดจากการมีเงินโดยตรง แต่เป็นการวิ่งไล่ตามความมั่งคั่งและวัตถุสิ่งของอย่างไม่สิ้นสุด ซึ่งอาจทำให้คนเรารู้สึกไม่มีความสุข ขณะเดียวกัน การยึดติดกับวัตถุนิยมยังสัมพันธ์กับความพึงพอใจในความสัมพันธ์ที่ลดลงอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ยังมีแนวโน้มที่น่าสนใจ เมื่อคนส่วนใหญ่เริ่มมองความสำเร็จในชีวิตกว้างไปกว่าเรื่องเงินและสถานะทางสังคม

4. การแสวงหาเงินอาจกลายเป็นพฤติกรรมเสพติดได้

การหมกมุ่นกับการแสวงหาความมั่งคั่งก็อาจกลายเป็นพฤติกรรมที่ควบคุมตัวเองไม่ได้เช่นกัน โดย ดร. เทียน เดย์ตัน นักจิตวิทยา อธิบายว่า ความต้องการสะสมเงินทองอย่างไม่หยุดยั้งมักจัดอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า การเสพติดเชิงพฤติกรรม หรือ Behavioral Addictions ซึ่งแตกต่างจากการเสพติดสารเคมีหรือสารเสพติดทั่วไป

แม้การเสพติดประเภทนี้จะไม่ได้เกิดจากสารเคมี แต่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมที่ทำซ้ำอย่างควบคุมไม่ได้ โดยในกรณีนี้คือการเสพติดความรู้สึกดีที่เกิดขึ้นเมื่อได้รับเงินหรือครอบครองสิ่งของต่าง ๆ ซึ่งหากปล่อยไว้ อาจนำไปสู่ผลเสียและบั่นทอนคุณภาพชีวิตในระยะยาว

นอกจากนี้ การเสพติดการใช้จ่ายเงิน หรือที่บางครั้งเรียกว่า Shopaholism (พฤติกรรมเสพติดการชอปปิง) ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการเสพติดเชิงพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงิน และพบได้บ่อยกว่าเช่นกัน

ที่มาข้อมูล : Huffington Post: How Money Changes The Way We Think And Behave/ Psychology Today

ที่มารูปภาพ : CANVA

เล่าเรื่องสุขภาพกายใจให้เข้าใจง่าย ผ่านมุมมองที่ใกล้ตัวและใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เชื่อว่าการดูแลตัวเองไม่ต้องยาก แค่เริ่มจากสิ่งเล็กๆ ที่เราทำได้ทุกวัน ที่สำคัญ อย่ารอทำตอนป่วย