หาย "ซึมเศร้า"ได้ ไม่ใช่เพราะ “พยายามสุข” แต่เพราะ “เลิกต่อสู้กับตัวเอง”

Share on Line Share on Facebook Share on X
หาย "ซึมเศร้า"ได้ ไม่ใช่เพราะ “พยายามสุข” แต่เพราะ “เลิกต่อสู้กับตัวเอง”

เพจเฟซบุ๊ก  "หมอเปรมใส่ไข่ ความรู้สุขภาพจิตแบบง่ายๆ" ของ นพ.อภิชาญ แดงรุ่งโรจน์ (ว.63155)จิตแพทย์ รพ.สมิติเวช ศรีนครินทร์ ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับ "โรคซึมเศร้า" โดยระบุว่า


 เป็นซึมเศร้าหายได้จากการยอมรับตัวเอง (Acceptance)

การ "ยอมรับตัวเอง (Self-Acceptance)" และการปล่อยวาง "อัตตา (Self-as-Context)" เป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยลดความทรมานทางจิตใจในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าได้อย่างมหาศาล เพราะวงจรของความเศร้าส่วนใหญ่มักถูกหล่อเลี้ยงด้วย การตัดสินตัวเอง (Self-Judgment) และ ความคิดโทษตัวเอง (Self-Blame)


 ACT (Acceptance and Commitment Therapy) กับการปลดล็อกอัตตา

ในทางจิตบำบัดรูปแบบ ACT มองว่า มนุษย์เรามักจะติดดักอยู่ในความคิดของตัวเอง  และพยายามต่อสู้หรือหลีกเลี่ยงความรู้สึกแย่ๆ ซึ่งยิ่งต่อสู้ก็ยิ่งทรมาน ACT จึงใช้หลักการสำคัญ 2 ประการที่ตรงกับที่คุณเล่าเลย


• Self-as-Context (มองตัวเองเป็นพื้นที่ ไม่ใช่ความคิด): เปรียบตัวเองเหมือน "ท้องฟ้า" ส่วนอารมณ์เศร้าหรือความคิดว่า "เราไม่ดีพอ" เป็นเพียง "ก้อนเมฆ" ที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เราไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับความคิดลบนั้น และไม่ต้องพยายามวิ่งไล่แก้ไขก้อนเมฆตลอดเวลา


• Acceptance (การยอมรับตามจริง): ไม่ใช่การยอมแพ้ แต่คือการเลิกแบกความคาดหวังที่สมบูรณ์แบบ ยอมรับว่าเราเป็นมนุษย์ธรรมดาที่มีทั้งข้อดี ข้อเสีย ทำถูก และทำผิดพลาดได้ โดยไม่นำเอาความผิดพลาดนั้นมานิยามคุณค่าทั้งหมดของความเป็นคน

สรุปข่าว

การยอมรับตัวเองและการปล่อยวางอัตตาตามหลักจิตบำบัด ACT ช่วยปลดล็อกโรคซึมเศร้า โดยให้มองตนเองเป็นท้องฟ้าและมองความเศร้าเป็นเพียงก้อนเมฆที่ลอยผ่านไป เพื่อหยุดโทษตัวเอง ผสานกับการรักษาด้วยยาและการมีสติเพื่อคืนความโปร่งเบาให้จิตใจอย่างยั่งยืน

เพจเฟซบุ๊ก  "หมอเปรมใส่ไข่ ความรู้สุขภาพจิตแบบง่ายๆ" ของ นพ.อภิชาญ แดงรุ่งโรจน์ (ว.63155)จิตแพทย์ รพ.สมิติเวช ศรีนครินทร์ ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับ "โรคซึมเศร้า" โดยระบุว่า


 เป็นซึมเศร้าหายได้จากการยอมรับตัวเอง (Acceptance)

การ "ยอมรับตัวเอง (Self-Acceptance)" และการปล่อยวาง "อัตตา (Self-as-Context)" เป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยลดความทรมานทางจิตใจในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าได้อย่างมหาศาล เพราะวงจรของความเศร้าส่วนใหญ่มักถูกหล่อเลี้ยงด้วย การตัดสินตัวเอง (Self-Judgment) และ ความคิดโทษตัวเอง (Self-Blame)


 ACT (Acceptance and Commitment Therapy) กับการปลดล็อกอัตตา

ในทางจิตบำบัดรูปแบบ ACT มองว่า มนุษย์เรามักจะติดดักอยู่ในความคิดของตัวเอง  และพยายามต่อสู้หรือหลีกเลี่ยงความรู้สึกแย่ๆ ซึ่งยิ่งต่อสู้ก็ยิ่งทรมาน ACT จึงใช้หลักการสำคัญ 2 ประการที่ตรงกับที่คุณเล่าเลย


• Self-as-Context (มองตัวเองเป็นพื้นที่ ไม่ใช่ความคิด): เปรียบตัวเองเหมือน "ท้องฟ้า" ส่วนอารมณ์เศร้าหรือความคิดว่า "เราไม่ดีพอ" เป็นเพียง "ก้อนเมฆ" ที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เราไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับความคิดลบนั้น และไม่ต้องพยายามวิ่งไล่แก้ไขก้อนเมฆตลอดเวลา


• Acceptance (การยอมรับตามจริง): ไม่ใช่การยอมแพ้ แต่คือการเลิกแบกความคาดหวังที่สมบูรณ์แบบ ยอมรับว่าเราเป็นมนุษย์ธรรมดาที่มีทั้งข้อดี ข้อเสีย ทำถูก และทำผิดพลาดได้ โดยไม่นำเอาความผิดพลาดนั้นมานิยามคุณค่าทั้งหมดของความเป็นคน

จุดตัดระหว่างจิตวิทยาการบำบัดและหลักธรรมะ

ความน่าสนใจคือ ทั้งจิตเวชศาสตร์ยุคใหม่และธรรมะต่างชี้ไปที่ต้นตอเดียวกัน

1. การละอัตตา (Ego Release): ความทุกข์เกิดจากการยึดมั่นถือมั่นว่า "ฉันต้องสำเร็จ" "ฉันต้องดีพอ" พอไม่เป็นไปตามเป้า สมองก็เกิด Cognitive Dissonance และวนลูปโทษตัวเอง การเข้าใจว่าไม่มีตัวตนที่ต้องไปพิสูจน์กับใคร (อนัตตา) ช่วยปลดล็อกความเครียดสะสมได้ทันที

2. การเจริญสติ (Mindfulness / Vipassana): การฝึกสติทำให้เราเห็นความคิดโทษตัวเองเกิดขึ้น ดับไป โดยเราทำหน้าที่เป็นเพียง "ผู้สังเกตการณ์" (Observer) ไม่หลงไปตัดสินหรือปรุงแต่งต่อ


 ข้อควรระวังทางการแพทย์

แม้การยอมรับตัวเองจะเป็นกลไกการรักษาที่ทรงพลังมาก แต่ในมุมมองทางการแพทย์:

• ภาวะสารเคมีในสมองไม่สมดุล: ในเคสที่เป็น Major Depressive Disorder (MDD) ระดับปานกลางถึงรุนแรง สารเคมีในสมองและวงจรประสาทจะทำงานผิดปกติรุนแรง จนสมองส่วนหน้า ไม่สามารถประมวลผลการยอมรับหรือทำจิตบำบัดได้อย่างเต็มที่

• การรักษาแบบผสมผสาน: การใช้ ยารักษาโรคซึมเศร้า ในช่วงแรก จะช่วยปรับฐานอารมณ์และสารเคมีให้คืนสู่ระดับปกติ เพื่อให้ผู้ป่วยมีพลังงานและความคิดที่ปลอดโปร่งพอที่จะมาฝึกการยอมรับตัวเอง ทำ ACT หรือเจริญสติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อสรุป: การยอมรับตัวเองไม่ได้แปลว่าเราหยุดพัฒนา แต่คือการหยุดทำร้ายตัวเองด้วยความคิด และรับผิดชอบเพียงการกระทำในปัจจุบันตามที่คุณสรุปไว้อย่างงดงาม


ใครเคยผ่านช่วงเวลาซึมเศร้าหรือความเครียดหนักๆ แล้วได้จุดเปลี่ยนจากการ "เลิกตัดสินตัวเอง" หรือการทำจิตบำบัด/ธรรมะบ้าง ลองคอมเมนต์มาแชร์มุมมองกันได้


เพจเฟซบุ๊ก  "หมอเปรมใส่ไข่ ความรู้สุขภาพจิตแบบง่ายๆ" ของ นพ.อภิชาญ แดงรุ่งโรจน์ (ว.63155)จิตแพทย์ รพ.สมิติเวช ศรีนครินทร์

https://www.facebook.com/photo?fbid=122288726192248247&set=a.122223466724248247


ชื่นชอบ​ในการติดตามข่าวสาร​ และเรื่องราว "ฮีลใจ" เพราะเชื่อว่าการมีใจที่แข็งแรง​ คือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง