เจอคนขี้อวดรับมืออย่างไร? จิตวิทยา “การชอบอวด” เพื่อลบปมในใจ

Share on Line Share on Facebook Share on X
เจอคนขี้อวดรับมืออย่างไร? จิตวิทยา “การชอบอวด” เพื่อลบปมในใจ

เคยเจอไหม คนที่คุยเรื่องอะไรก็วนกลับมาที่ตัวเองเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เงิน ความสามารถ หรือความสำเร็จ และมักหาจังหวะเล่าให้คนรอบข้างรู้ว่า “ฉันทำได้” หรือ “ฉันเหนือกว่า” แม้พฤติกรรมแบบนี้จะไม่ได้ทำให้คนฟังรู้สึกประทับใจเสมอไป แต่คนขี้อวดก็ยังมีให้เห็นอยู่ไม่น้อย แล้วอะไรทำให้พวกเขายังคงต้องประกาศความเก่งของตัวเองให้คนอื่นรับรู้? งานวิจัยทางจิตวิทยาอาจมีคำอธิบายที่น่าสนใจกว่าที่คิด

สรุปข่าว

แม้พฤติกรรมชอบอวดจะไม่ได้ทำให้คนฟังรู้สึกประทับใจเสมอไป แต่คนขี้อวดก็ยังมีให้เห็นอยู่ไม่น้อย แล้วอะไรทำให้พวกเขายังคงต้องประกาศความเก่งของตัวเองให้คนอื่นรับรู้? งานวิจัยทางจิตวิทยาอาจมีคำอธิบายที่น่าสนใจกว่าที่คิด

เคยเจอไหม คนที่คุยเรื่องอะไรก็วนกลับมาที่ตัวเองเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เงิน ความสามารถ หรือความสำเร็จ และมักหาจังหวะเล่าให้คนรอบข้างรู้ว่า “ฉันทำได้” หรือ “ฉันเหนือกว่า” แม้พฤติกรรมแบบนี้จะไม่ได้ทำให้คนฟังรู้สึกประทับใจเสมอไป แต่คนขี้อวดก็ยังมีให้เห็นอยู่ไม่น้อย แล้วอะไรทำให้พวกเขายังคงต้องประกาศความเก่งของตัวเองให้คนอื่นรับรู้? งานวิจัยทางจิตวิทยาอาจมีคำอธิบายที่น่าสนใจกว่าที่คิด

ทำไมคนขี้อวดยังมีอยู่? ทั้งที่ใคร ๆ ก็ไม่ชอบ

ไม่มีใครชอบคนขี้อวด เพราะคำว่า “ขี้อวด” เองก็มีความหมายในเชิงลบอยู่แล้ว แต่ถึงอย่างนั้น พฤติกรรมแบบนี้ก็ยังพบเห็นได้ทั่วไป แล้วทำไมคนเราถึงยังชอบพูดถึงความเก่ง ความสำเร็จ หรือสิ่งดี ๆ ของตัวเองให้คนอื่นฟัง?

จริง ๆ แล้ว การนำเสนอตัวเองไม่ใช่เรื่องผิดเสมอไป เพราะในบางสถานการณ์ เราจำเป็นต้องบอกให้คนอื่นรู้ว่าเรามีความสามารถหรือมีประสบการณ์อะไร เช่น นักเรียนที่นำเสนอผลงาน หรือผู้เชี่ยวชาญที่ต้องอธิบายว่าตัวเองมีความรู้ในเรื่องนั้นมากน้อยแค่ไหน การบอกถึงความสามารถของตัวเองอย่างเหมาะสมอาจช่วยสร้างความน่าเชื่อถือได้

แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือ “การอวด” เพราะการอวดไม่ได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับคนฟังมากนัก แต่เป็นการพูดเพื่อเรียกเสียงชื่นชมและการยอมรับจากคนรอบข้าง

และที่น่าสนใจก็คือ การอวดอาจ “ได้ผล” ในช่วงแรก

งานวิจัยพบว่า เพียงแค่คนหนึ่งบอกว่าตัวเองมีความสามารถหรือทักษะเหนือกว่าคนทั่วไป ผู้ฟังอาจมองว่าคนคนนั้นมีความสามารถจริง อย่างน้อยก็จนกว่าจะพบว่าคำกล่าวอ้างนั้นไม่เป็นความจริง

พูดง่าย ๆ คือ บางครั้งคนขี้อวดไม่ได้ดูเก่งเพราะเขาเก่งจริง แต่เพราะคนอื่นยังมีข้อมูลไม่มากพอที่จะตัดสินเขา

คนขี้อวดอาจไม่รู้ว่าคนอื่นไม่ได้อินกับเขาขนาดนั้น

อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พฤติกรรมขี้อวดยังคงอยู่ คือคนขี้อวดอาจประเมินความรู้สึกของคนอื่นผิดไป

งานวิจัยพบว่า คนที่ชอบอวดตัวเองมักมีสิ่งที่เรียกว่า empathy gap หรือช่องว่างในการเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น พวกเขาอาจรู้สึกดีและภูมิใจกับเรื่องที่ตัวเองกำลังพูดมาก จนเผลอคิดว่าคนฟังก็น่าจะรู้สึกดีหรือสนใจไม่ต่างกัน

แต่ในความเป็นจริง คนอื่นอาจไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นด้วยเลย

นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนขี้อวดต้องแลกมาด้วย “ต้นทุนทางสังคม” เพราะพวกเขาอาจมองสถานการณ์จากมุมของตัวเองมากเกินไป และไม่ทันสังเกตว่าคนรอบข้างกำลังรู้สึกอย่างไร

ความภูมิใจมี 2 แบบ และคนอื่นแยกออก

การพูดถึงความสำเร็จของตัวเองก็เกี่ยวข้องกับ “ความภูมิใจ” เช่นกัน นักจิตวิทยาแยกความภูมิใจออกเป็น 2 ลักษณะสำคัญ

  • Authentic pride คือความภูมิใจที่เกิดจากความพยายามและความสำเร็จ เช่น ภูมิใจเพราะฝึกฝนอย่างหนักจนทำบางสิ่งสำเร็จ
  • ขณะที่ Hubristic pride คือความภูมิใจที่มาจากความรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่นโดยธรรมชาติ

สองอย่างนี้อาจดูคล้ายกัน แต่คนรอบข้างสามารถสังเกตความแตกต่างได้ แม้กระทั่งจากภาษากาย เช่น ท่าทาง การสบตา หรือวิธีแสดงออก โดยคนที่ต้องการให้คนอื่นยอมรับตัวเองมาก ๆ อาจมีลักษณะเหมือนกำลัง “เรียกร้องการยืนยัน” จากอีกฝ่าย

บางคนไม่ได้อวดตรง ๆ แต่ใช้วิธีให้คนอื่นอวดแทน

คนขี้อวดที่มีชั้นเชิงอาจไม่ได้พูดตรง ๆ ว่า “ฉันเก่งที่สุด” แต่ใช้วิธีเล่าให้คนอื่นรู้ว่า มีคนอื่นมองว่าตัวเองเก่ง

เช่น การเน้นว่าตัวเองเคยได้รับรางวัลที่มีชื่อเสียง เคยได้รับการยอมรับจากคนสำคัญ หรือเป็น “คนแรก” ที่ได้รับรางวัลนั้น โดยไม่ได้พูดถึงรายละเอียดมากนักว่า สิ่งที่ตัวเองทำจนได้รับการยอมรับนั้นคืออะไร

วิธีนี้ทำให้เจ้าตัวสามารถนำเสนอภาพลักษณ์ที่ดูดี โดยไม่ต้องพูดชมตัวเองตรง ๆ

แต่สุดท้ายแล้ว กลยุทธ์นี้ก็มีข้อจำกัด เพราะเมื่อเวลาผ่านไป คนฟังอาจเริ่มตั้งคำถามว่า

“แล้วจริง ๆ คุณทำอะไร?”

เพราะการมีชื่อเสียงเพียงอย่างเดียวไม่ได้แปลว่ามีผลงานหรือคุณค่าอยู่เบื้องหลังเสมอไป

แล้วทำไมบางคนยังชอบอวด?

นักจิตวิทยามองว่า คนขี้อวดไม่ได้มีแรงจูงใจเหมือนกันทั้งหมด

บางคนอาจไม่ได้ต้องการให้คนอื่นเห็นด้วยมากนัก เพราะพวกเขาสามารถชื่นชมตัวเองได้อยู่แล้ว ขอเพียงมีคนอื่นเป็น “ผู้ชม”

ขณะที่บางคนอาจต้องการการยอมรับจากคนรอบข้างอย่างมาก จึงพยายามเรียกคำชม เช่น การพูดบางอย่างเพื่อเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายชมกลับ หรือที่เรียกว่า fishing for compliments

ดังนั้น เบื้องหลังการอวดอาจไม่ได้มีเพียงความมั่นใจ แต่บางครั้งอาจสะท้อนถึง ความต้องการการยืนยันคุณค่าจากคนอื่น

ท้ายที่สุด การภูมิใจในตัวเองไม่ใช่เรื่องผิด และการพูดถึงความสำเร็จของตัวเองก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นคนขี้อวดเสมอไป สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่า เรากำลังแบ่งปันความสำเร็จ หรือกำลังเรียกร้องให้คนอื่นมาชื่นชมเรา

เพราะความมั่นใจที่ไม่ต้องพยายามประกาศให้ใครรู้ อาจทำให้คนอื่นสัมผัสได้มากกว่าการบอกซ้ำ ๆ ว่า “ฉันเก่งแค่ไหน”

ที่มาข้อมูล : psychologytoday

ที่มารูปภาพ : CANVA

เล่าเรื่องสุขภาพกายใจให้เข้าใจง่าย ผ่านมุมมองที่ใกล้ตัวและใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เชื่อว่าการดูแลตัวเองไม่ต้องยาก แค่เริ่มจากสิ่งเล็กๆ ที่เราทำได้ทุกวัน ที่สำคัญ อย่ารอทำตอนป่วย