
หลายคนเชื่อว่า หากตัวเองดูดีขึ้น ประสบความสำเร็จมากขึ้น หรือมีสถานะทางสังคมสูงขึ้น ก็จะได้รับความรักและการยอมรับจากคนรอบข้างมากขึ้น แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาความสัมพันธ์กลับพบว่า ความเชื่อนี้อาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ผู้คนรู้สึกโดดเดี่ยวและขาดความผูกพันกับผู้อื่นมากขึ้น
ในหนังสือ How To Feel Loved: The Five Mindsets That Get You More of What Matters Most ซอนยา ลิวโบเมียร์สกี (Sonja Lyubomirsky) นักจิตวิทยาด้านความสุขจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ริเวอร์ไซด์ และ แฮร์รี เรส (Harry Reis) นักวิจัยด้านความสัมพันธ์จากมหาวิทยาลัยโรเชสเตอร์ ชี้ว่า สิ่งที่ทำให้มนุษย์รู้สึกได้รับความรักอย่างแท้จริง ไม่ใช่รูปลักษณ์ ความสำเร็จ หรือสถานะทางสังคม แต่คือการรู้สึกว่าตนเองได้รับการรับฟัง เข้าใจ และยอมรับในแบบที่เป็น
ความรักไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย แต่เป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์
นักวิจัยอธิบายว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคม สมองของเราถูกออกแบบมาให้ต้องการความผูกพันกับผู้อื่นมาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ เพราะในอดีตการอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มคือปัจจัยสำคัญต่อการอยู่รอด
ด้วยเหตุนี้ ความรู้สึกว่า "ไม่มีใครรัก" หรือ "ไม่มีใครเข้าใจ" จึงไม่ใช่เพียงความรู้สึกทางอารมณ์เท่านั้น แต่สมองอาจตีความว่าเป็นสัญญาณของภัยคุกคาม ส่งผลต่อทั้งสุขภาพจิตและสุขภาพกายในระยะยาว
งานวิจัยจำนวนมากพบว่า ความสัมพันธ์ทางสังคมที่มีคุณภาพช่วยลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรัง ภาวะซึมเศร้า และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ขณะที่ความเหงาและการขาดความเชื่อมโยงทางสังคมสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และภาวะสมองเสื่อม
สรุปข่าว
หลายคนเชื่อว่า หากตัวเองดูดีขึ้น ประสบความสำเร็จมากขึ้น หรือมีสถานะทางสังคมสูงขึ้น ก็จะได้รับความรักและการยอมรับจากคนรอบข้างมากขึ้น แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาความสัมพันธ์กลับพบว่า ความเชื่อนี้อาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ผู้คนรู้สึกโดดเดี่ยวและขาดความผูกพันกับผู้อื่นมากขึ้น
ในหนังสือ How To Feel Loved: The Five Mindsets That Get You More of What Matters Most ซอนยา ลิวโบเมียร์สกี (Sonja Lyubomirsky) นักจิตวิทยาด้านความสุขจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ริเวอร์ไซด์ และ แฮร์รี เรส (Harry Reis) นักวิจัยด้านความสัมพันธ์จากมหาวิทยาลัยโรเชสเตอร์ ชี้ว่า สิ่งที่ทำให้มนุษย์รู้สึกได้รับความรักอย่างแท้จริง ไม่ใช่รูปลักษณ์ ความสำเร็จ หรือสถานะทางสังคม แต่คือการรู้สึกว่าตนเองได้รับการรับฟัง เข้าใจ และยอมรับในแบบที่เป็น
ความรักไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย แต่เป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์
นักวิจัยอธิบายว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคม สมองของเราถูกออกแบบมาให้ต้องการความผูกพันกับผู้อื่นมาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ เพราะในอดีตการอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มคือปัจจัยสำคัญต่อการอยู่รอด
ด้วยเหตุนี้ ความรู้สึกว่า "ไม่มีใครรัก" หรือ "ไม่มีใครเข้าใจ" จึงไม่ใช่เพียงความรู้สึกทางอารมณ์เท่านั้น แต่สมองอาจตีความว่าเป็นสัญญาณของภัยคุกคาม ส่งผลต่อทั้งสุขภาพจิตและสุขภาพกายในระยะยาว
งานวิจัยจำนวนมากพบว่า ความสัมพันธ์ทางสังคมที่มีคุณภาพช่วยลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรัง ภาวะซึมเศร้า และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ขณะที่ความเหงาและการขาดความเชื่อมโยงทางสังคมสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และภาวะสมองเสื่อม
5 ความเชื่อผิด ๆ ที่ทำให้เรารู้สึกไม่ถูกรัก
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า หลายคนติดอยู่กับความเชื่อที่ดูเหมือนสมเหตุสมผล แต่กลับเป็นอุปสรรคต่อการสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง
1. ถ้าฉันดูดีหรือประสบความสำเร็จกว่านี้ คนจะรักฉันมากขึ้น
แม้รูปลักษณ์หรือความสำเร็จอาจช่วยสร้างความประทับใจแรกพบ แต่ไม่ได้รับประกันความรู้สึกใกล้ชิดทางอารมณ์ ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนมักเกิดจากการที่อีกฝ่ายรู้จักตัวตนที่แท้จริงของเรา มากกว่าคุณสมบัติภายนอก
2. ถ้าคนอื่นเห็นข้อดีของฉันมากขึ้น พวกเขาจะรักฉันมากขึ้น
หลายคนพยายามนำเสนอด้านที่ดีที่สุดของตัวเองอยู่ตลอดเวลา แต่การมุ่งสร้างภาพลักษณ์มากเกินไปอาจทำให้ความสัมพันธ์ขาดความจริงใจ และลดโอกาสที่ผู้อื่นจะได้รู้จักตัวตนที่แท้จริง
3. ถ้าฉันซ่อนข้อบกพร่องไว้ได้ ฉันจะเป็นที่รักมากขึ้น
ในความเป็นจริง ความเปราะบางและความไม่สมบูรณ์แบบกลับเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความไว้วางใจ เมื่อผู้คนกล้าที่จะเปิดเผยความรู้สึก ความกังวล หรือความผิดพลาดของตนเอง ความสัมพันธ์มักจะลึกซึ้งขึ้น
4. ถ้าคนรักแสดงความรักในแบบที่ฉันต้องการ ความสัมพันธ์จะดีขึ้น
แม้แนวคิดเรื่อง "ภาษารัก" จะได้รับความนิยม แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า หัวใจสำคัญอาจไม่ใช่การทำให้อีกฝ่ายเปลี่ยนวิธีแสดงความรัก แต่เป็นการเรียนรู้ที่จะเข้าใจเจตนาและวิธีสื่อสารของกันและกัน
5. ถ้าฉันทำให้อีกฝ่ายรักฉันมากขึ้น ฉันจะมีความสุขมากขึ้น
ความรักไม่ใช่สิ่งที่สามารถควบคุมหรือบังคับได้ ความสัมพันธ์ที่ดีเกิดจากการมีปฏิสัมพันธ์ที่เปิดกว้าง เคารพซึ่งกันและกัน และสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางอารมณ์ให้กัน
วิธีสร้างความรู้สึกได้รับความรักที่นักจิตวิทยาแนะนำ
แทนที่จะพยายามเปลี่ยนตัวเองให้สมบูรณ์แบบ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เปลี่ยนวิธีสื่อสารกับคนรอบข้าง
ฟังเพื่อเข้าใจ ไม่ใช่ฟังเพื่อโต้ตอบ
การเป็นผู้ฟังที่ดีช่วยให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า ลองตั้งใจฟังโดยไม่รีบแทรก ไม่รีบให้คำแนะนำ และเปิดพื้นที่ให้อีกฝ่ายได้เล่าเรื่องราวของตนเอง
ตั้งคำถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
คำถามที่ลึกซึ้งกว่าการถามว่า "วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง" สามารถช่วยสร้างความใกล้ชิดได้ เช่น
- ช่วงนี้มีเรื่องอะไรที่คุณกำลังคิดอยู่บ่อย ๆ ไหม?
- มีเรื่องอะไรในตัวคุณที่คนอื่นมักเข้าใจผิด?
คำถามลักษณะนี้เปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้สึกและประสบการณ์ที่มีความหมายมากขึ้น
กล้าเปิดเผยตัวตนอย่างค่อยเป็นค่อยไป
การแบ่งปันความรู้สึก ความกังวล หรือประสบการณ์ส่วนตัวในระดับที่เหมาะสม ช่วยสร้างความไว้วางใจและความใกล้ชิดทางอารมณ์ นักวิจัยบางคนถึงกับมองว่า การเปิดเผยตัวตนเป็น "การลงทุนทางความสัมพันธ์" ที่ช่วยสร้างความเชื่อใจระหว่างผู้คน
แสดงความเมตตาในเรื่องเล็ก ๆ
รอยยิ้ม การถามสารทุกข์สุกดิบ การส่งข้อความให้กำลังใจ หรือการกล่าวคำชื่นชมอย่างจริงใจ อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สามารถสะสมเป็นความรู้สึกอบอุ่นและความผูกพันได้ในระยะยาว
ฝึกมองผู้อื่นด้วยความเห็นอกเห็นใจ
แทนที่จะรีบตัดสินพฤติกรรมของใครบางคน ลองตั้งคำถามว่า อีกฝ่ายอาจกำลังเผชิญกับอะไรอยู่บ้าง ความเครียด ความเศร้า หรือภาระชีวิตที่เราไม่เคยรับรู้ อาจเป็นคำอธิบายที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมนั้น
ความสัมพันธ์ที่ดี เริ่มจากการ "รับฟัง"
หนึ่งในข้อค้นพบที่น่าสนใจจากงานวิจัยคือ ผู้คนมักกังวลว่าตัวเองจะเปิดเผยเรื่องส่วนตัวมากเกินไป แต่ในความเป็นจริง ปัญหาที่พบได้บ่อยกว่าคือการเปิดเผยตัวเองน้อยเกินไป
การสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมายจึงไม่ได้เริ่มจากการพยายามทำให้ตัวเองสมบูรณ์แบบ แต่เริ่มจากการกล้ารับฟัง กล้าเปิดใจ และกล้าสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กันและกัน
ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ทำให้มนุษย์รู้สึกได้รับความรัก อาจไม่ใช่คำชม ความสำเร็จ หรือภาพลักษณ์ที่ดูดี แต่เป็นความรู้สึกง่าย ๆ ว่า "มีใครบางคนกำลังรับฟังและเข้าใจเราอย่างแท้จริง"
- ประชากรโลกเกือบ 1.2 พันล้านคนป่วยด้วยความผิดปกติทางจิต
- ถูกเลย์ออฟ ยิ่งเร่งหางาน ยิ่ง burnout! เสี่ยงใจพังก่อนได้งานใหม่แบบศัพท์ไวรัล Doomjobbing
- ฐานะทางสังคมต่างกัน ส่งผลต่อความสัมพันธ์มากแค่ไหน?
- วิจัยชี้คนToxic ทำให้หน้าแแก่โดยไม่รู้ตัว ไม่อยากแก่เร็ว ต้องรีบตัด
- กรมสุขภาพจิต ขยายบริการออนไลน์ ดูแลใจคนไทยในตะวันออกกลาง ตลอด 24 ชั่วโมง
ที่มารูปภาพ : AI ChatGPT
นักข่าวที่มีประสบการณ์ในวงการข่าวสุขภาพและข่าวบันเทิงมากกว่า 20 ปี ผู้หลงใหลในงานสายข่าว ที่ไม่เคยทำให้รู้สึกเบื่อ พร้อมนำเสนอข้อมูลสุขภาพที่น่าเชื่อถือและสามารถนำไปใช้ได้จริง การันตีด้วยปริญญาโทจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมผลงานที่ยึดมั่นในจรรยาบรรณสื่อ
