สิงคโปร์ผุดโครงการ “อ่านแลกเงิน” สู้กระแสเสพคอนเทนต์สั้น จนคนสมองเน่า

Share on Line Share on Facebook Share on X
สิงคโปร์ผุดโครงการ “อ่านแลกเงิน” สู้กระแสเสพคอนเทนต์สั้น จนคนสมองเน่า

ทุกวันนี้ข้อมูลข่าวสารอยู่ใกล้แค่ปลายนิ้ว เพียงไถหน้าจอก็สามารถรับรู้เรื่องราวใหม่ ๆ ได้ภายในไม่กี่วินาที แต่การเสพคอนเทนต์ที่สั้นและรวดเร็วต่อเนื่อง ก็กำลังทำให้ผู้คนห่างจากการอ่านเนื้อหายาวมากขึ้น สิงคโปร์จึงเปิดตัวแคมเปญระดับประเทศระยะเวลา 5 ปี หวังฟื้นนิสัยรักการอ่าน ด้วยการใช้เงินรางวัลเล็ก ๆ เป็นแรงจูงใจให้ประชาชนกลับมาใช้เวลากับหนังสือมากกว่าการไถหน้าจอ

สรุปข่าว

สิงคโปร์ผุดโครงการ “อ่านแลกเงิน” สู้กระแสเสพคอนเทนต์สั้น จนคนสมองเน่า

ทุกวันนี้ข้อมูลข่าวสารอยู่ใกล้แค่ปลายนิ้ว เพียงไถหน้าจอก็สามารถรับรู้เรื่องราวใหม่ ๆ ได้ภายในไม่กี่วินาที แต่การเสพคอนเทนต์ที่สั้นและรวดเร็วต่อเนื่อง ก็กำลังทำให้ผู้คนห่างจากการอ่านเนื้อหายาวมากขึ้น สิงคโปร์จึงเปิดตัวแคมเปญระดับประเทศระยะเวลา 5 ปี หวังฟื้นนิสัยรักการอ่าน ด้วยการใช้เงินรางวัลเล็ก ๆ เป็นแรงจูงใจให้ประชาชนกลับมาใช้เวลากับหนังสือมากกว่าการไถหน้าจอ

แจกเงินกระตุ้นการอ่าน

สิงคโปร์เปิดตัวแคมเปญระดับประเทศ ระยะเวลา 5 ปี เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนกลับมาอ่านหนังสือมากขึ้น โดยนำแนวคิด Gamification หรือการเปลี่ยนพฤติกรรมให้เป็นเหมือนเกมมาใช้ พร้อมมอบเงินรางวัลเล็กน้อยให้ผู้ที่บันทึกเวลาอ่านหนังสือผ่านเว็บไซต์ของภาครัฐ

แนวคิดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลเรื่องพฤติกรรมการเสพคอนเทนต์สั้นและการไถหน้าจออย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจทำให้คนมีสมาธิจดจ่อกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้สั้นลง โดยผู้จัดโครงการมองว่า แม้คอนเทนต์สั้นจะช่วยให้เข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็ว แต่การอ่านเนื้อหายาวยังมีส่วนช่วยฝึกสมาธิ การคิดวิเคราะห์ และจินตนาการ

เงื่อนไขของการสะสมเงินรางวัลจากการอ่าน กำหนดไว้ว่า ผู้เข้าร่วมต้องอ่านหนังสืออย่างน้อย 15 นาทีจึงจะได้รับ 20 เหรียญสะสม โดยสามารถบันทึกการอ่านได้วันละ 1 ครั้ง เมื่อสะสมครบ 1,000 เหรียญ จะแลกรับเงิน 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 24 บาท หรือเท่ากับว่า ต้องอ่านสะสมประมาณ 50 วันจึงจะได้เงินรางวัล 1 ดอลลาร์

โครงการนี้เริ่มขึ้นในช่วงที่หลายประเทศกำลังเผชิญกับปัญหาพฤติกรรมการอ่านที่ลดลง รวมถึงกระแสสมองเน่า หรือ Brain Rot ซึ่งใช้พูดถึงความกังวลว่าการเสพคอนเทนต์ออนไลน์ที่ตื้นและรวดเร็วมากเกินไป อาจส่งผลต่อความสามารถในการจดจ่อและการใช้ความคิด

อยากให้การอ่านเป็นนิสัย ไม่ใช่แค่เรื่องในห้องเรียน

แม้สิงคโปร์จะมีผลการอ่านอยู่ในระดับสูง แต่ยังมีความกังวลว่าเด็กจำนวนหนึ่งอาจอ่านหนังสือน้อยลงเมื่อเข้าสู่ช่วงเตรียมสอบครั้งสำคัญ เพราะการอ่านถูกเชื่อมโยงเข้ากับเนื้อหาที่ต้องสอบมากขึ้น จนค่อย ๆ สูญเสียความสนุกจากการอ่านเพื่อความเพลิดเพลิน

ผู้ใหญ่เองก็เผชิญปัญหาไม่ต่างกัน โดยบางคนพบว่าหลังเริ่มทำงานแล้วแทบไม่ได้หยิบหนังสือขึ้นมาอ่านอีกเลย แม้จะต้องอ่านข่าวหรือรายงานต่าง ๆ เป็นส่วนหนึ่งของงานก็ตาม

ด้วยเหตุนี้ ชมรมอ่านหนังสือสำหรับคนวัยทำงานจึงได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น โดยสมาชิกจำนวนหนึ่งมองว่าการมีพื้นที่และกิจกรรมร่วมกันช่วยกระตุ้นให้กลับมาอ่านหนังสือเป็นกิจวัตรอีกครั้ง และยังเปิดโอกาสให้ได้ลองอ่านหนังสือในแนวที่ไม่เคยสนใจมาก่อน

โครงการอ่านแลกเงินยังอยู่ในช่วงทดลองจนถึงสิ้นปี โดยจะมีการปรับปรุงรูปแบบตามความคิดเห็นของผู้เข้าร่วม นอกจากนี้ยังเปิดให้ประชาชนร่วมกิจกรรมอ่านหนังสือเพื่อการกุศล โดยตั้งเป้าสะสมเวลาอ่านรวม 7.5 ล้านนาที เพื่อระดมทุนได้สูงสุด 150,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 3.6 ล้านบาทในปีนี้

เงินจูงใจช่วยสร้างนิสัยรักการอ่านได้จริงหรือ?

แนวคิดดังกล่าวจุดประกายการถกเถียงว่า เงินรางวัลสามารถทำให้คนรักการอ่านในระยะยาวได้จริงหรือไม่ เพราะบางฝ่ายมองว่าการอ่านควรเกิดจากความสนใจและความเพลิดเพลินมากกว่าการได้รับผลตอบแทน

ขณะที่อีกมุมหนึ่งมองว่า ในยุคที่ผู้คนต้องเผชิญกับสิ่งรบกวนจากโลกออนไลน์ตลอดเวลา การมีแรงจูงใจเล็ก ๆ เพื่อช่วยให้คนเริ่มกลับมาอ่านหนังสือก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่มีประโยชน์

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยบางส่วนชี้ว่า เมื่อพฤติกรรมหนึ่งถูกผูกเข้ากับรางวัลเป็นเงิน แรงจูงใจจากภายนอกอาจไม่ได้ช่วยสร้างความต้องการที่จะทำพฤติกรรมนั้นต่อไปเมื่อไม่มีรางวัลแล้ว โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ไม่ได้มีความสนใจเรื่องการอ่านอยู่แต่เดิม

ยังต้องติดตามกันต่อว่าเงินรางวัลเล็ก ๆ จะสามารถดึงดูดความสนใจของผู้คนท่ามกลางโลกออนไลน์ที่เต็มไปด้วยคอนเทนต์กระตุ้นความสนใจได้มากเพียงใด แต่สำหรับสิงคโปร์ การทำให้การอ่านกลายเป็นกิจวัตรผ่านแรงกระตุ้นเล็ก ๆ อาจเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ผู้คนวางโทรศัพท์ลง และกลับมาเปิดหนังสือได้อีกครั้ง

ที่มาข้อมูล : CNN

ที่มารูปภาพ : CANVA

เล่าเรื่องสุขภาพกายใจให้เข้าใจง่าย ผ่านมุมมองที่ใกล้ตัวและใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เชื่อว่าการดูแลตัวเองไม่ต้องยาก แค่เริ่มจากสิ่งเล็กๆ ที่เราทำได้ทุกวัน ที่สำคัญ อย่ารอทำตอนป่วย