
ลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ ประกาศว่า เขาจะนำ เงินเดือนส่วนที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดไปบริจาคให้กับองค์กรและโครงการเพื่อสาธารณประโยชน์เป็นเวลา 5 ปี เพื่อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นต่อแนวคิดที่ว่า “การปรับเพิ่มเงินเดือนของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผลประโยชน์ของสิงคโปร์ในระยะยาว”
ผู้นำสิงคโปร์กล่าวในวันนี้ (8 ก.ย.) ว่า รัฐบาลจะยังคงจ่ายเงินเดือนให้เขาตามจำนวนที่กำหนดไว้ในกรอบเงินเดือน ซึ่งเป็นวิธีที่ระบบดำเนินการอยู่แล้ว จากนั้นเขาจะนำเงินส่วนที่เพิ่มขึ้นไปบริจาคให้กับโครงการหรือองค์กรที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมต่อไป โดยเงินบริจาคเหล่านี้จะดำเนินการไปเรื่อย ๆ ตราบใดที่เขายังคงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
สรุปข่าว
ลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ ประกาศว่า เขาจะนำ เงินเดือนส่วนที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดไปบริจาคให้กับองค์กรและโครงการเพื่อสาธารณประโยชน์เป็นเวลา 5 ปี เพื่อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นต่อแนวคิดที่ว่า “การปรับเพิ่มเงินเดือนของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผลประโยชน์ของสิงคโปร์ในระยะยาว”
ผู้นำสิงคโปร์กล่าวในวันนี้ (8 ก.ย.) ว่า รัฐบาลจะยังคงจ่ายเงินเดือนให้เขาตามจำนวนที่กำหนดไว้ในกรอบเงินเดือน ซึ่งเป็นวิธีที่ระบบดำเนินการอยู่แล้ว จากนั้นเขาจะนำเงินส่วนที่เพิ่มขึ้นไปบริจาคให้กับโครงการหรือองค์กรที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมต่อไป โดยเงินบริจาคเหล่านี้จะดำเนินการไปเรื่อย ๆ ตราบใดที่เขายังคงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
นายกรัฐมนตรีหว่องกล่าวเรื่องนี้ขณะประกาศว่า รัฐบาลได้ยอมรับข้อเสนอของคณะกรรมการทบทวนเงินเดือนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเสนอให้ปรับเพิ่มค่าตอบแทนของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของสิงคโปร์ รวมถึงรัฐมนตรีทุกคนและนายกรัฐมนตรี
ภายใต้การปรับโครงสร้างครั้งใหม่นี้ เงินเดือนประจำปีของนายกรัฐมนตรีจะเพิ่มจาก 2.2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 57.2 ล้านบาทต่อปี เป็น 3.6 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 93.6 ล้านบาท เมื่อรวมโบนัสทั้งหมดแล้ว นั่นหมายความว่า หากเขาดำรงตำแหน่งต่อไป เขาจะนำเงินส่วนต่างประมาณ 1.4 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี หรือราว 36.4 ล้านบาทไปบริจาคเพื่อสาธารณประโยชน์
อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีไม่ได้รับโบนัสตามผลการปฏิบัติงาน เนื่องจากไม่มีบุคคลหรือหน่วยงานใดทำหน้าที่ประเมินผลงานของนายกรัฐมนตรีเป็นประจำทุกปี ดังนั้น นายกรัฐมนตรีจึงได้รับเฉพาะ โบนัสระดับประเทศ ซึ่งเชื่อมโยงกับผลการดำเนินงานของประเทศโดยรวม
นายกรัฐมนตรีหว่องย้ำว่า เขา ไม่ได้คาดหวังให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคนอื่น ๆ นำเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นไปบริจาคตามเขา
เขากล่าวว่า โดยหลักการแล้ว เขาไม่เชื่อว่าการบริจาคเพื่อการกุศลควรถูกนำมาแสดงต่อสาธารณะเพื่อสร้างภาพลักษณ์ แต่ในกรณีนี้ แม้กรอบเงินเดือนดังกล่าวจะเป็นการตัดสินใจของคณะรัฐมนตรี แต่ในฐานะนายกรัฐมนตรี เขาถือเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบสูงสุดต่อการตัดสินใจดังกล่าว
เขาจึงต้องการชี้แจงอย่างชัดเจนว่า เขาจะจัดการกับเงินเดือนส่วนที่เพิ่มขึ้นของตัวเองอย่างไร และเหตุใดรัฐบาลจึงเดินหน้าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เขากล่าวว่า เขาทำเช่นนี้เพราะเชื่อว่าการปรับโครงสร้างเงินเดือนดังกล่าวเป็นสิ่งที่อยู่ในผลประโยชน์ของสิงคโปร์
ผู้นำสิงคโปร์ระบุว่า เขาจะทบทวนการตัดสินใจของตัวเองอีกครั้งเมื่อครบ 5 ปี และจะพิจารณาสถานการณ์ในเวลานั้นก่อนตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เหตุผลสำคัญคือ แม้เขาคาดหวังอย่างเต็มที่ว่าจะยังคงสนับสนุนโครงการและกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ต่อไป แต่เขาไม่ต้องการให้คำมั่นต่อสาธารณะอย่างไม่มีกำหนดเวลา นอกจากนี้ เขาไม่ต้องการสร้างบรรทัดฐานหรือความคาดหวังว่า นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ในอนาคตจะต้องบริจาคเงินเดือนส่วนที่เพิ่มขึ้นตามเขา
ที่มาข้อมูล : Straitstimes
ที่มารูปภาพ : AFP
