“ลอว์เรนซ์ หว่อง” เยือนประเทศไทย มีอะไรน่าจับตามอง ?

Share on Line Share on Facebook Share on X
“ลอว์เรนซ์ หว่อง” เยือนประเทศไทย มีอะไรน่าจับตามอง ?

วันนี้ (2 กันยายน) นายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้การต้อนรับ นายกรัฐมนตรี “ลอว์เรนซ์ หว่อง” ของสิงคโปร์ ในระหว่างการเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีไทยและสิงคโปร์ ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในการแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ หรือ MoU ว่าด้วยความร่วมมือระหว่างกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ของไทยกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและครอบครัวของสิงคโปร์ ซึ่งครอบคลุมความร่วมมือด้านสวัสดิการสังคม การพัฒนาชุมชน คนพิการ สตรี เด็กและครอบครัว ตลอดจนการแลกเปลี่ยนบุคลากรระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง


ภายหลังพิธีแลกเปลี่ยน MoU ร่วมกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้กล่าวถึงการประชุมผู้นำระดับสูง หรือ Leaders’ Retreat ระหว่างไทยและสิงคโปร์ ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 11 โดยการประชุมครั้งนี้ยังจัดขึ้นในเวลาที่เหมาะสมเนื่องจากไทยและสิงคโปร์จะรับหน้าที่ประธานอาเซียนต่อเนื่องในช่วง 2 ปีข้างหน้า จึงมีความรับผิดชอบร่วมกันในการนำพาอาเซียนรับมือกับความท้าทายระดับโลกและเสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียน


นายอนุทิน กล่าวว่าในวันนี้ได้มีการลงนามในแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ซึ่งจะกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศในอนาคตโดยมุ่งเน้นไปที่ 4 เสาหลัก


ประการแรก คือ ความเป็นหุ้นส่วนด้านสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน และความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน ท่ามกลางความผันผวนและการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานและพลังงานทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมา ยิ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นที่ต้องเสริมสร้างความสามารถในการรับมือ โดยไทยและสิงคโปร์เห็นพ้องที่จะกระชับความร่วมมือด้านพลังงานสะอาดและพลังงานคาร์บอนต่ำต่อยอดจาก โครงการบูรณาการระบบไฟฟ้า สปป.ลาว ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ เพื่อเป็นก้าวสำคัญสู่การพัฒนา “ASEAN Power Grid”


เสาหลักที่ 2 คือด้าน เศรษฐกิจและการลงทุน ส่งเสริมการลงทุนจากสิงคโปร์ในอุตสาหกรรมสำคัญควบคู่กับการพัฒนากำลังคนทักษะสูง พร้อมขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล การเชื่อมโยงทางการเงิน และ AI รวมถึงสนับสนุนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย 

สรุปข่าว

อนุทิน ต้อนรับ “ลอว์เรนซ์ หว่อง” เยือนไทย พร้อมร่วมเป็นสักขีพยานแลกเปลี่ยน MOU และยกระดับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง พลังงาน และ AI ขณะที่สองประเทศเตรียมประสานงานต่อเนื่องช่วงเปลี่ยนผ่านประธานอาเซียนจากสิงคโปร์ปี 2027 สู่ไทยปี 2028

วันนี้ (2 กันยายน) นายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้การต้อนรับ นายกรัฐมนตรี “ลอว์เรนซ์ หว่อง” ของสิงคโปร์ ในระหว่างการเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีไทยและสิงคโปร์ ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในการแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ หรือ MoU ว่าด้วยความร่วมมือระหว่างกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ของไทยกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและครอบครัวของสิงคโปร์ ซึ่งครอบคลุมความร่วมมือด้านสวัสดิการสังคม การพัฒนาชุมชน คนพิการ สตรี เด็กและครอบครัว ตลอดจนการแลกเปลี่ยนบุคลากรระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง


ภายหลังพิธีแลกเปลี่ยน MoU ร่วมกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้กล่าวถึงการประชุมผู้นำระดับสูง หรือ Leaders’ Retreat ระหว่างไทยและสิงคโปร์ ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 11 โดยการประชุมครั้งนี้ยังจัดขึ้นในเวลาที่เหมาะสมเนื่องจากไทยและสิงคโปร์จะรับหน้าที่ประธานอาเซียนต่อเนื่องในช่วง 2 ปีข้างหน้า จึงมีความรับผิดชอบร่วมกันในการนำพาอาเซียนรับมือกับความท้าทายระดับโลกและเสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียน


นายอนุทิน กล่าวว่าในวันนี้ได้มีการลงนามในแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ซึ่งจะกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศในอนาคตโดยมุ่งเน้นไปที่ 4 เสาหลัก


ประการแรก คือ ความเป็นหุ้นส่วนด้านสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน และความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน ท่ามกลางความผันผวนและการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานและพลังงานทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมา ยิ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นที่ต้องเสริมสร้างความสามารถในการรับมือ โดยไทยและสิงคโปร์เห็นพ้องที่จะกระชับความร่วมมือด้านพลังงานสะอาดและพลังงานคาร์บอนต่ำต่อยอดจาก โครงการบูรณาการระบบไฟฟ้า สปป.ลาว ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ เพื่อเป็นก้าวสำคัญสู่การพัฒนา “ASEAN Power Grid”


เสาหลักที่ 2 คือด้าน เศรษฐกิจและการลงทุน ส่งเสริมการลงทุนจากสิงคโปร์ในอุตสาหกรรมสำคัญควบคู่กับการพัฒนากำลังคนทักษะสูง พร้อมขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล การเชื่อมโยงทางการเงิน และ AI รวมถึงสนับสนุนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย 

เสาหลักที่ 3 คือ การสริมสร้างความร่วมมือด้านกลาโหม ความมั่นคงทางไซเบอร์ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ พร้อมเพิ่มความร่วมมือในการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านการประสานงานระหว่างหน่วยงาน


และเสาหลักที่ 4 คือการประสานงานเชิงยุทธศาสตร์ในภูมิภาค ไทยพร้อมสนับสนุนการเป็นประธานอาเซียนของสิงคโปร์ในปีหน้า และประสานงานอย่างใกล้ชิดเพื่อสร้างความต่อเนื่องระหว่างวาระประธานอาเซียนของสิงคโปร์และไทย รวมทั้งร่วมกันเสริมสร้างความเข้มแข็งและบทบาทของอาเซียนท่ามกลางความท้าทายของภูมิภาคและโลก


ในขณะที่นายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง กล่าวยินดีที่ได้กลับมายังประเทศไทยและขอขอบคุณสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่น นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ กล่าวด้วยว่า นี่เป็นการประชุม Singapore–Thailand Leaders’ Retreat ครั้งแรกของเขาในฐานะนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการหารือที่ตรงไปตรงมาและเกิดผลอย่างมาก นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ย้ำว่าความสัมพันธ์ทวิภาคีของ 2 ประเทศอยู่ในสถานะที่ดีเยี่ยม โดยมีพื้นฐานจากความไว้วางใจในระดับสูงระหว่างผู้นำ รวมถึงความสัมพันธ์และความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างสองประเทศ


ในขณะที่ความร่วมมือด้านกลาโหม ถือเป็นเสาหลักสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสิงคโปร์ ทั้ง 2 ประเทศมีความร่วมมือด้านการฝึกทางทหารมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ และจะเดินหน้ากระชับความร่วมมือด้านกลาโหมให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นต่อไป

ส่วนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างกันก็ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจโลกจะมีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น โดยสิงคโปร์เป็นหนึ่งในนักลงทุนต่างชาติรายสำคัญของไทยมาโดยตลอด เพราะมีความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจไทยและยังมองเห็นโอกาสที่ดีในการลงทุนและขยายธุรกิจในประเทศไทยระยะยาวด้วย


ขณะที่ ความร่วมมือด้านการเชื่อมโยงทางกายภาพ นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ กล่าวว่าประเทศไทยมีแผนที่จะยกระดับบทบาทของประเทศให้เป็นศูนย์กลางการค้าและโลจิสติกส์ระดับภูมิภาค ซึ่งสิงคโปร์สามารถเป็นหุ้นส่วนของไทยในความพยายามเหล่านี้ โดยอาศัยขีดความสามารถและประสบการณ์ของสิงคโปร์


นอกจากนี้ทั้ง 2 ประเทศจะเดินหน้ากระชับความร่วมมือด้าน การเชื่อมโยงระบบการชำระเงินระหว่างสิงคโปร์กับไทย ซึ่งได้ริเริ่มโครงการ PromptPay–PayNow linkage เมื่อปี 2021 โดยในขณะนั้นถือเป็นการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินแบบเรียลไทม์ระดับประเทศสองระบบแห่งแรกของโลก


อย่างไรก็ตาม สิงคโปร์ที่จะดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2027 และไทยจะรับตำแหน่งต่อในปี 2028 นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ กล่าวว่าถือเป็นโอกาสให้เราทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องผ่านการเปลี่ยนผ่านตำแหน่งประธานอาเซียน โดยเฉพาะในโครงการริเริ่มที่ต้องอาศัยความพยายามและการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง


ดังนั้น จึงเห็นพ้องว่าทีมงานของทั้งสองประเทศจะทำงานอย่างใกล้ชิดเพื่อจัดทำวาระการทำงานระยะยาวที่สร้างความต่อเนื่องและแรงส่งจากประธานอาเซียนประเทศหนึ่งไปสู่อีกประเทศหนึ่งและด้วยวิธีนี้ก็จะสามารถรักษาแรงผลักดันของโครงการริเริ่มที่สำคัญ และสร้างความคืบหน้าได้มากขึ้นในประเด็นที่มีความสำคัญต่อภูมิภาคของเรา


ท้ายที่สุด นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ กล่าวว่าการประชุมผู้นำในวันนี้ได้ยืนยันอีกครั้งถึงความแข็งแกร่งของความเป็นหุ้นส่วนระหว่างสิงคโปร์และไทย ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจ มีสาระสำคัญ และเต็มไปด้วยศักยภาพ

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : Thai News Pix