นอนเสียชีวิตใกล้รุ่ง "วูบ"ขณะออกกำลังกาย ไขปม "หัวใจวายเฉียบพลัน" ที่ต้องพิสูจน์ความจริง

Share on Line Share on Facebook Share on X
นอนเสียชีวิตใกล้รุ่ง "วูบ"ขณะออกกำลังกาย ไขปม "หัวใจวายเฉียบพลัน" ที่ต้องพิสูจน์ความจริง

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข และที่ปรึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์เฟซบุ๊ก "ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha" ระบุว่า 


นอนตายใกล้รุ่ง วูบตายขณะออกกำลัง ต้องสืบหาต้นเหตุ

ถึงเวลาแล้วที่สังคมควรตั้งคำถามและสนับสนุนการวิจัยอย่างจริงจัง เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของภาวะหัวใจเต้นผิดปกติเฉียบพลันจนเสียชีวิต ว่ามีปัจจัยใดเกี่ยวข้อง และมีส่วนเชื่อมโยงกับวัคซีน mRNA มากน้อยเพียงใด เพื่อให้เกิดความกระจ่างทางวิชาการและความปลอดภัยของสาธารณชน


ตายกระทันหัน หัวใจอักเสบคุกรุ่น “แม้ไม่มีอาการ”หลังฉีด” เกิดแผลเป็น


 • รูปแบบการเสียชีวิตพบได้ทั้งในช่วงหลับ โดยเฉพาะระหว่างเวลาประมาณตีสามจนใกล้รุ่ง และในระหว่างการออกกำลังกายหรือแข่งขันกีฬา เช่น ฟุตบอล หรือการแข่งขันวิ่งมาราธอน ซึ่งมีรายงานนักกีฬาวูบพร้อมกันหลายราย


 • สำหรับกรณี “ไหลตาย” ที่พบในประเทศไทยมานานกว่า 40 ปี โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ งานวิจัยสามารถชี้ได้ว่าเกิดจากภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรงขณะนอนหลับ หรือ Sudden Unexplained Nocturnal Death Syndrome (SUNDS) ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ซ่อนเร้นของระบบไฟฟ้าหัวใจ เช่น Brugada syndrome ร่วมกับปัจจัยเสริม อาทิ การขาดโพแทสเซียม วิตามินบี 1 การดื่มแอลกอฮอล์หนัก และการพักผ่อนไม่เพียงพอ โดยมักพบในเพศชายอายุ 25–50 ปี ที่ภายนอกดูแข็งแรงดี และไม่พบสาเหตุอย่างเส้นเลือดหัวใจตีบตัน แต่ละลักษณะไม่ได้พบทั่วไปอย่างที่เป็นอยู่เป็นแบบนี้ในประเทศไทยและทั่วทั่วโลก


 • อย่างไรก็ตาม รายงานจากวารสารการแพทย์ต่างประเทศบางฉบับพบผู้ป่วยที่หัวใจหยุดเต้นกะทันหันแต่สามารถช่วยชีวิตไว้ได้ โดยไม่พบความผิดปกติทางพันธุกรรมซ่อนเร้น เส้นเลือดหัวใจปกติ และผลตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจรวมถึงคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่เมื่อตัดชิ้นเนื้อผนังหัวใจกลับพบแผลเป็นและพังผืดเป็นหย่อม ๆ โดยไม่พบกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ซึ่งผู้รายงานสรุปว่าอาจเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติชนิดเริ่มต้นหรือผิดรูปแบบ (early or atypical hypertrophic cardiomyopathy)


 • วัคซีน ปรากฏการณ์ตายกระทันหัน เกิดขึ้นได้ทุกอายุ ทุกเพศ หลังฉีด และจากการพิสูจน์ศพ พบมีกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเป็นหย่อมๆ และอาจทำให้ เชื่อมโยงกับการที่มีการขัดขวางไฟฟ้าของหัวใจ ทำให้หัวใจหยุดเต้น 


 • นอกจากนั้นยังมีการศึกษาที่พบว่า หัวใจยังคงแสดงลักษณะอักเสบมีแผลเป็นอยู่หลัง จากฉีดวัคซีน mRNA นานกว่า 12 เดือน ด้วยซ้ำ ทั้งที่ตั้งแต่แรกฉีด จะมีอาการหรือไม่มีอาการ หรือบางรายมีผลแต่เลือดผิดปกติอยู่บ้าง จากรายงานของออสเตรเลียและแคนาดาและประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญเพราะเวลาที่เราประเมินจะดูแต่เฉพาะที่มีอาการชัดเจนเท่านั้น และเมื่อดูอาการหายเป็นปกติแล้ว ก็จะสบายใจเพียงแต่แนะนำให้ไม่ออกกำลังรุนแรง แต่เมื่อวัคซีนฝังตัวเข้าไปในกล้ามเนื้อหัวใจแล้ว จะบังคับให้มีการสร้างโปรตีนหนามขึ้นมา สะสมอย่างต่อเนื่อง และเกิดการอักเสบของหัวใจเป็นหย่อมๆ และทำให้หัวใจเต้นผิดปกติและตายกระทันหัน 


 • โดยที่รายงานก่อนหน้านี้จากคณะแพทย์ทางพยา-ธิวิทยา (pathology) ของเยอรมนี จากการตรวจสอบของคนที่ตายกระทันหัน 2022


 • รายงานที่สำคัญมาก ในวารสาร Radiology วันที่ 19 กันยายน 2023 จากคณะทำงานของโรงเรียนแพทย์ มหาวิทยาลัย ของญี่ปุ่น Keio University School of Medicine และ Fukushima Medical University และ Icahn School of Medicine at Mount Sinai, New York และ University of Oxford Radcliffe Hospital, Oxford และ McGovern Medical School, Houston เป็นการตรวจ ร่างกายทั้งหมด ด้วยเหตุผลอื่น ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับอาการผิดปกติทางหัวใจ ทั้งนี้ การตรวจดังกล่าว รวม หัวใจ และต่อมน้ำเหลืองไปด้วย โดยใช้ 18F-FDG PET/CT ทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์ ในช่วงเวลาก่อนที่จะมีวัคซีน ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2020 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2021และ หลังจากที่มีการใช้วัคซีนแล้ว ทั้งนี้จำแนกเพศ อายุ ทั้งน้อยกว่า 40 ปี ระหว่าง 40 ถึง 60 และที่สูงกว่า 60 ปี จำนวนคนที่ได้รับวัคซีน มีทั้งหมด 303 ราย อายุเฉลี่ยอยู่ที่ 52.9 ปี ± 14.9  เป็นสตรี 157 และ 700 ราย ได้รับวัคซีนโดยมีอายุเฉลี่ย 56.8 ปี ± 13.7 สตรี 344 ราย


 • กลุ่มที่ได้รับวัคซีนทั้งหมด พบว่ามีลักษณะการแสดงถึง ความผิดปกติชัดเจน มีการสะสมของ สารติดตาม สูงขึ้นอย่างมีค่าสำคัญทางนัยยะสถิติ ของกล้ามเนื้อหัวใจ ทั้งสองเพศ และทุกอายุ เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้วัคซีนทั้งนี้เป็นตลอดในระยะระยะเวลาการติดตาม ในช่วง 1–30, 31–60, 61–120, และ 121–180 วัน หลังจากที่ได้รับวัคซีนเข็มสอง


 • และยังพบว่ามีความผิดปกติของต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ข้างที่ฉีดวัคซีนในทุกช่วงระยะเวลาที่ติดตาม ในกลุ่มที่ได้รับวัคซีนสองเข็ม


 • ผลของการศึกษานี้เป็นเครื่องยืนยันชัดเจนว่ามีหัวใจอักเสบหลังจากที่ได้รับวัคซีนโควิดและทั้งหมดที่มีความผิดปกตินี้ ไม่มีอาการทางหัวใจใดๆ ทั้งสิ้น และภาวะอักเสบของหัวใจดังกล่าวยังทอดยาวไปถึงหกเดือนของการติดตาม


 • ทั้งหมดนี้อาจมีความเป็นไปได้ ที่อธิบายตายกะทันหัน แม้ในคนที่สุขภาพดี อายุน้อย ไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า การตายไม่สามารถอธิบายจากเส้นเลือดหัวใจตัน และเกิดจากหัวใจเต้นผิดปกติจนกระทั่งหยุดเต้น


• รายงานในวารสาร Journal of the American College of Cardiology ปี 2025 เกี่ยวกับผู้สูงอายุ 3 รายที่ได้รับวัคซีนโควิดมากกว่า 5 เข็มและเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น โดยพบลักษณะแผลเป็นขนาดเล็กในกล้ามเนื้อหัวใจที่ไม่สามารถอธิบายได้จากสาเหตุหัวใจวายทั่วไป ซึ่งอาจสอดคล้องกับผลการศึกษา MRI หัวใจในผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบที่เกี่ยวข้องกับวัคซีน mRNA ซึ่งแม้อาการอักเสบจะดีขึ้นแล้ว แต่ยังคงพบร่องรอยแผลเป็นของกล้ามเนื้อหัวใจ


 • แผลเป็นเรื้อรังในกล้ามเนื้อหัวใจอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันในปัจจุบัน จึงมีการเสนอว่า ในกรณีเสียชีวิตจาก sudden cardiac arrest ควรมีการชันสูตรศพอย่างละเอียด ตรวจชิ้นเนื้อหัวใจ และตรวจหาโปรตีนหนามของวัคซีน mRNA ด้วยวิธี RT-qPCR พร้อมตัดสาเหตุอื่น ๆ รวมถึงความผิดปกติทางพันธุกรรมซ่อนเร้นออกอย่างรอบด้าน

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข และที่ปรึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต 

สรุปข่าว

ปรากฏการณ์เสียชีวิตกะทันหันในคนสุขภาพดี ทั้งยามดึกและขณะออกกำลังกาย สะท้อนความเสี่ยงจากภาวะหัวใจอักเสบแฝงเร้นและแผลเป็นเรื้อรังที่อาจเชื่อมโยงกับวัคซีน mRNA สังคมและวงการแพทย์จึงต้องเร่งสนับสนุนการวิจัยเชิงลึกเพื่อพิสูจน์ความจริง พร้อมผลักดันการตรวจคัดกรองความเสี่ยงและการดูแลสุขภาพเพื่อป้องกันวิกฤตหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันอย่างปลอดภัย

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข และที่ปรึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์เฟซบุ๊ก "ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha" ระบุว่า 


นอนตายใกล้รุ่ง วูบตายขณะออกกำลัง ต้องสืบหาต้นเหตุ

ถึงเวลาแล้วที่สังคมควรตั้งคำถามและสนับสนุนการวิจัยอย่างจริงจัง เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของภาวะหัวใจเต้นผิดปกติเฉียบพลันจนเสียชีวิต ว่ามีปัจจัยใดเกี่ยวข้อง และมีส่วนเชื่อมโยงกับวัคซีน mRNA มากน้อยเพียงใด เพื่อให้เกิดความกระจ่างทางวิชาการและความปลอดภัยของสาธารณชน


ตายกระทันหัน หัวใจอักเสบคุกรุ่น “แม้ไม่มีอาการ”หลังฉีด” เกิดแผลเป็น


 • รูปแบบการเสียชีวิตพบได้ทั้งในช่วงหลับ โดยเฉพาะระหว่างเวลาประมาณตีสามจนใกล้รุ่ง และในระหว่างการออกกำลังกายหรือแข่งขันกีฬา เช่น ฟุตบอล หรือการแข่งขันวิ่งมาราธอน ซึ่งมีรายงานนักกีฬาวูบพร้อมกันหลายราย


 • สำหรับกรณี “ไหลตาย” ที่พบในประเทศไทยมานานกว่า 40 ปี โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ งานวิจัยสามารถชี้ได้ว่าเกิดจากภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรงขณะนอนหลับ หรือ Sudden Unexplained Nocturnal Death Syndrome (SUNDS) ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ซ่อนเร้นของระบบไฟฟ้าหัวใจ เช่น Brugada syndrome ร่วมกับปัจจัยเสริม อาทิ การขาดโพแทสเซียม วิตามินบี 1 การดื่มแอลกอฮอล์หนัก และการพักผ่อนไม่เพียงพอ โดยมักพบในเพศชายอายุ 25–50 ปี ที่ภายนอกดูแข็งแรงดี และไม่พบสาเหตุอย่างเส้นเลือดหัวใจตีบตัน แต่ละลักษณะไม่ได้พบทั่วไปอย่างที่เป็นอยู่เป็นแบบนี้ในประเทศไทยและทั่วทั่วโลก


 • อย่างไรก็ตาม รายงานจากวารสารการแพทย์ต่างประเทศบางฉบับพบผู้ป่วยที่หัวใจหยุดเต้นกะทันหันแต่สามารถช่วยชีวิตไว้ได้ โดยไม่พบความผิดปกติทางพันธุกรรมซ่อนเร้น เส้นเลือดหัวใจปกติ และผลตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจรวมถึงคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่เมื่อตัดชิ้นเนื้อผนังหัวใจกลับพบแผลเป็นและพังผืดเป็นหย่อม ๆ โดยไม่พบกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ซึ่งผู้รายงานสรุปว่าอาจเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติชนิดเริ่มต้นหรือผิดรูปแบบ (early or atypical hypertrophic cardiomyopathy)


 • วัคซีน ปรากฏการณ์ตายกระทันหัน เกิดขึ้นได้ทุกอายุ ทุกเพศ หลังฉีด และจากการพิสูจน์ศพ พบมีกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเป็นหย่อมๆ และอาจทำให้ เชื่อมโยงกับการที่มีการขัดขวางไฟฟ้าของหัวใจ ทำให้หัวใจหยุดเต้น 


 • นอกจากนั้นยังมีการศึกษาที่พบว่า หัวใจยังคงแสดงลักษณะอักเสบมีแผลเป็นอยู่หลัง จากฉีดวัคซีน mRNA นานกว่า 12 เดือน ด้วยซ้ำ ทั้งที่ตั้งแต่แรกฉีด จะมีอาการหรือไม่มีอาการ หรือบางรายมีผลแต่เลือดผิดปกติอยู่บ้าง จากรายงานของออสเตรเลียและแคนาดาและประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญเพราะเวลาที่เราประเมินจะดูแต่เฉพาะที่มีอาการชัดเจนเท่านั้น และเมื่อดูอาการหายเป็นปกติแล้ว ก็จะสบายใจเพียงแต่แนะนำให้ไม่ออกกำลังรุนแรง แต่เมื่อวัคซีนฝังตัวเข้าไปในกล้ามเนื้อหัวใจแล้ว จะบังคับให้มีการสร้างโปรตีนหนามขึ้นมา สะสมอย่างต่อเนื่อง และเกิดการอักเสบของหัวใจเป็นหย่อมๆ และทำให้หัวใจเต้นผิดปกติและตายกระทันหัน 


 • โดยที่รายงานก่อนหน้านี้จากคณะแพทย์ทางพยา-ธิวิทยา (pathology) ของเยอรมนี จากการตรวจสอบของคนที่ตายกระทันหัน 2022


 • รายงานที่สำคัญมาก ในวารสาร Radiology วันที่ 19 กันยายน 2023 จากคณะทำงานของโรงเรียนแพทย์ มหาวิทยาลัย ของญี่ปุ่น Keio University School of Medicine และ Fukushima Medical University และ Icahn School of Medicine at Mount Sinai, New York และ University of Oxford Radcliffe Hospital, Oxford และ McGovern Medical School, Houston เป็นการตรวจ ร่างกายทั้งหมด ด้วยเหตุผลอื่น ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับอาการผิดปกติทางหัวใจ ทั้งนี้ การตรวจดังกล่าว รวม หัวใจ และต่อมน้ำเหลืองไปด้วย โดยใช้ 18F-FDG PET/CT ทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์ ในช่วงเวลาก่อนที่จะมีวัคซีน ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2020 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2021และ หลังจากที่มีการใช้วัคซีนแล้ว ทั้งนี้จำแนกเพศ อายุ ทั้งน้อยกว่า 40 ปี ระหว่าง 40 ถึง 60 และที่สูงกว่า 60 ปี จำนวนคนที่ได้รับวัคซีน มีทั้งหมด 303 ราย อายุเฉลี่ยอยู่ที่ 52.9 ปี ± 14.9  เป็นสตรี 157 และ 700 ราย ได้รับวัคซีนโดยมีอายุเฉลี่ย 56.8 ปี ± 13.7 สตรี 344 ราย


 • กลุ่มที่ได้รับวัคซีนทั้งหมด พบว่ามีลักษณะการแสดงถึง ความผิดปกติชัดเจน มีการสะสมของ สารติดตาม สูงขึ้นอย่างมีค่าสำคัญทางนัยยะสถิติ ของกล้ามเนื้อหัวใจ ทั้งสองเพศ และทุกอายุ เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้วัคซีนทั้งนี้เป็นตลอดในระยะระยะเวลาการติดตาม ในช่วง 1–30, 31–60, 61–120, และ 121–180 วัน หลังจากที่ได้รับวัคซีนเข็มสอง


 • และยังพบว่ามีความผิดปกติของต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ข้างที่ฉีดวัคซีนในทุกช่วงระยะเวลาที่ติดตาม ในกลุ่มที่ได้รับวัคซีนสองเข็ม


 • ผลของการศึกษานี้เป็นเครื่องยืนยันชัดเจนว่ามีหัวใจอักเสบหลังจากที่ได้รับวัคซีนโควิดและทั้งหมดที่มีความผิดปกตินี้ ไม่มีอาการทางหัวใจใดๆ ทั้งสิ้น และภาวะอักเสบของหัวใจดังกล่าวยังทอดยาวไปถึงหกเดือนของการติดตาม


 • ทั้งหมดนี้อาจมีความเป็นไปได้ ที่อธิบายตายกะทันหัน แม้ในคนที่สุขภาพดี อายุน้อย ไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า การตายไม่สามารถอธิบายจากเส้นเลือดหัวใจตัน และเกิดจากหัวใจเต้นผิดปกติจนกระทั่งหยุดเต้น


• รายงานในวารสาร Journal of the American College of Cardiology ปี 2025 เกี่ยวกับผู้สูงอายุ 3 รายที่ได้รับวัคซีนโควิดมากกว่า 5 เข็มและเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น โดยพบลักษณะแผลเป็นขนาดเล็กในกล้ามเนื้อหัวใจที่ไม่สามารถอธิบายได้จากสาเหตุหัวใจวายทั่วไป ซึ่งอาจสอดคล้องกับผลการศึกษา MRI หัวใจในผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบที่เกี่ยวข้องกับวัคซีน mRNA ซึ่งแม้อาการอักเสบจะดีขึ้นแล้ว แต่ยังคงพบร่องรอยแผลเป็นของกล้ามเนื้อหัวใจ


 • แผลเป็นเรื้อรังในกล้ามเนื้อหัวใจอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันในปัจจุบัน จึงมีการเสนอว่า ในกรณีเสียชีวิตจาก sudden cardiac arrest ควรมีการชันสูตรศพอย่างละเอียด ตรวจชิ้นเนื้อหัวใจ และตรวจหาโปรตีนหนามของวัคซีน mRNA ด้วยวิธี RT-qPCR พร้อมตัดสาเหตุอื่น ๆ รวมถึงความผิดปกติทางพันธุกรรมซ่อนเร้นออกอย่างรอบด้าน

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข และที่ปรึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต 

 • ตรวจอะไรบ้าง ผลกระทบจากการติดโควิดและวัคซีน และถอนพิษแทบ ทุกคนทั้งฉีด ทั้งติดหลายคนตายพิการ ประเมินความเสี่ยงตนเองและถอนพิษ

 • ตายกระทันหันในคนอายุน้อยแข็งแรงโดยไม่มีอาการป่วยไข้มาก่อน และเกิดขึ้นได้เป็นเดือนหรือหลายปีหลังจากได้รับวัคซีน เป็นที่พิสูจน์แล้วจากการชันสูตรศพจากหลายประเทศ


 • การอักเสบของกล้ามเนื้อหัวใจและเยื่อหุ้มหัวใจโดยไม่มีอาการส่อเหตุใดๆ ทำให้เกิด หัวใจเต้นเร็วผิดปกติจนหยุดเต้น (re-entrant ventricular tachycardia และ spontaneous, ventricular fibrillation)


 • ตายกระทันหัน เกิดขึ้นช่วงเวลา มีการออกแรงหรือออกกำลังและในช่วงที่กำลังจะตื่น 02.00 ถึง 05.00 ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวมีการหลั่งของสาร Catecholamines


 • และนอกจากนั้นยังเกิดได้จากเลือดหนืดข้น  microclots และบางรายรุนแรงจนกระทั่งก่อให้เกิดลิ่มเหนียวใหญ่ทนต่อการสลาย macro clots 


 • รายงานนี้เป็นการเสนอกระบวนการตรวจที่จะประเมินความเสี่ยงการตายกระทันหัน โดยเพ่งเล็งไปถึงสาเหตุของกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ทั้งนี้ การประเมิน ต้องรวมถึงประวัติ สุขภาพทั่วไป ประวัติการติดโควิด สายพันธุ์ใด ในช่วงปี 2020 2021 และเป็นโอไมครอนใน 2022 เป็นต้นไป (โดยที่โอไมครอนอาจจะมีความเสี่ยงน้อยกว่า) ประวัติการฉีดวัคซีนชนิดต่างๆ กี่เข็ม และในปัจจุบันมีอาการใดๆหรือไม่?


1-กลุ่ม“น่าจะปลอดภัย” โดยมี spike exposures ต่ำประกอบด้วย

 • ปัจจุบันไม่มีอาการใดๆทั้งสิ้น และไม่เคยได้รับวัคซีน หรือได้รับวัคซีนน้อยเข็มไม่เกิน สอง ที่เป็น mRNA แต่ไม่มีอาการผิดปกติทั้งที่ ตำแหน่งฉีดและอาการทางร่างกาย และเคยติดโควิดโดยแทบไม่มีอาการ

2- กลุ่มที่มีพิษสะสม (spike exposures) “มาก”

 • ดูจาก ติดโควิดบ่อยและหรืออาการหนัก ฉีดวัคซีน โดยเฉพาะ mRNA หลายเข็ม และมีปฏิกิริยาชัด ในตำแหน่งที่ฉีดและ/หรือมีอาการทางร่างกายมาก


และจากการที่มีพิษสะสมมาก ร่างกายจะผลิตแอนติบอดีหรือภูมิต่อ โปรตีน หนาม สูงลอยอยู่ตลอด เป็น มากกว่าพัน หรือเป็นหมื่น หน่วย/mL และตรวจพบว่ามี แอนติเจน spike ในเลือด (ทั้งนี้ตรวจครั้งเดียวไม่ได้หมายความว่าไม่เจอ เพราะอาจปะทุออกมาเป็นครั้งคราว)


ในกลุ่มนี้ การตรวจต่อไปประกอบด้วย

-EKG 

-MRI ห้วใจ และlate gadolinium enhancement (LGE)

MRI จะสามารถตรวจจับบริเวณหัวใจที่มีการอักเสบหรือมีแผลเป็นในช่วง LGE ถ้าเกิน 15% =มีความเสี่ยงสูงที่จะมีตายกระทันหัน


-PET scan ทั้งตัว ดูการเกิดมะเร็ง ทั่วตัว รวมทั้งสภาวะอักเสบของหัวใจและแสดงความผิดปกติให้เห็นได้แม้ว่าไม่มีอาการก็ตาม

การตรวจเลือด


-ดูความเสียหายของหัวใจ high sensitivity troponin


-BNP/NT-proBNP ที่บอกสภาพภาวะเสี่ยงต่อหัวใจล้มเหลว 


-Galectin-3 เป็นการตรวจmarker ของ การอักเสบเรื้อรัง/แผลเป็นในหัวใจซึ่งบอกความเสี่ยงของหัวใจวายในอนาคต


-D-dimer แสดงถึงมีลิ่มเลือดในร่างกาย และมีการสลายออกทำให้ตรวจพบ ถ้ามีปริมาณสูงแสดงว่ามีลิ่มเลือดก่อตัวในร่างกาย 

ทั้งนี้มีรายงานก่อนหน้าพบว่าหลังจากที่ฉีดวัคซีนโควิดไปแล้ว 17% จะมีลิ่มเลือดเกิดขึ้น


-การหา ลิ่มเลือดที่มีความจำเพาะมากกว่า D dimer คือการตรวจ platelet poor plasma และย้อมด้วย thioflavin T ดูด้วยกล้อง fluorescence จะพบลิ่มเลือดที่มีส่วนประกอบเป็นโปรตีน อมิลอยด์


-การตรวจ หา พันธุกรรมที่สุ่มเสี่ยงต่อภาวะหัวใจหยุดเต้น pathogenic mutations ใน cardiac ion channels ทั้งนี้ พบว่าถ้ามี mutations ใน SCN5A sodium channel จะมีความเสี่ยงต่อการตายกระทันหันจากวัคซีนโควิด


 • การชันสูตรศพผู้ที่ตายกระทันหันมีความหมายมากและจำเป็นที่ต้องตรวจละเอียดว่ามีกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบรวมทั้งมีเยื่อพังผืดแผลเป็นอยู่ในหัวใจหรือไม่ ที่ก่อให้เกิดหัวใจเต้นผิดปกติ และดู แผลเป็นเล็กๆ microscarrings ในตำแหน่งที่ไม่ได้เกิดตามธรรมชาติ ตรวจชิ้นเนื้อหัวใจและเส้นเลือด หัวใจและเส้นเลือดใหญ่ที่ออกจากหัวใจ ย้อมดูโปรตีนหนาม รวมทั้งแยกว่าเกิดจากไวรัสหรือวัคซีนโดยถ้ามีส่วนประกอบแกนใน ของโควิดอยู่ด้วยแสดงว่ามีไวรัสร่วม ทั้งนี้อาจตรวจพิสูจน์ด้วยการดูชิ้นส่วนพันธุกรรมที่เป็นสัญลักษณ์ของวัคซีนเป็นของไวรัส


การรักษา 

ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงไม่มาก ใช้ colchicine 0.6 มก ต่อวันต้านการอักเสบ โดยต้องกินเป็นปี 

ใน กรณีที่วัคซีนทำให้เกิดหัวใจเต้นเร็วเวลาลุกขึ้น อาจต้องใช้ nadolol 20-40 มก ด้วย 

ในกลุ่มที่พบความผิดปกติมาก ต้องอยู่ในความดูแลของหมอหัวใจ โดยอาจใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจฝังในตัว

 • การถอนพิษในรายงานนี้ประกอบไปด้วย การกิน ถั่วเน่า Nuttokinase ขมิ้นชัน และ bromelain แกนสับปะรด ทั้งหมดนี้ช่วยย่อยโปรตีน ต้านการอักเสบ และละลายลิ่มเลือด

 • แล้วต้องระวังว่าวัคซีนทำให้เกิดภาวะภูมิคุ้มกันวิปริต เช่นแพ้แบบ โรคพุ่มพวง โรคผิวหนัง ข้ออักเสบ สะเก็ดเงินเป็นต้น  อาจต้องมีการรักษาแบบอื่นด้วย


บทความ

Risk stratification for future cardiac arrest after COVID-19 vaccination  26/2/2025

 World J Cardiol 2025; 17(2): 103909 [DOI: 10.4330/wjc.v17.i2.103909]

และ รวมด้วยบทความการเกิดลิ่มเลือด และการตรวจรวมทั้ง MRi LGE และ PET scan


ความเห็นของหมอ

1-การตรวจ ในลักษณะนี้ จะใช้เงินหลาย 100,000 บาท ซึ่งเป็นไปไม่ได้สำหรับคนไทยทั่วไป แต่ถ้ามีอาการแล้ว ควรตรวจ

2- การถอนพิษ ทำได้ง่ายสำหรับคนไทย คือ เข้าใกล้ มังสวิรัติ งดสัตว์บก กินปลา กุ้ง หอย ได้ ออกกำลัง ถ้าไหว  ตากแดดอ่อน จิตไม่ตก ใครด่ามาไม่รับ สะท้อนกลับ คนคิดไม่ดี อกแตกตาย 

ต้องเอื้อเฟื้อคนด้อยกว่า คนตกทุกข์ตามความสามารถ

ผักผลไม้กากใย  ตามฤดูกาล สมุนไพรไทยเรากินอยู่แล้วเป็นอาหาร ขิงข่า ตะไคร้ ขมิ้น กระเพรา พริกไทยดำ พริกหวาน พริกขึ้หนู กระชายขาว หัวหอมแดง และต่างๆนานา ช่วยลดการอักเสบได้จริง และคล้ายกับสูตรฝรั่งที่ว่าช้างต้น


ถ้าเป็นมากขึ้น ใช้ กันชง ร่วม ไม่ใช่กันชา ไม่ตีกับยาอื่นเพราะขนาดเจือจาง ไม่ติด ไม่เมา หรือใบกัญชา ใส่น้ำร้อนไม่ใช่ต้มน้ำเดือด 


มีความจำเป็นที่ต้องปรับปรุงวัคซีน และต้องติดตามหลังจากใช้ เมื่อเกิดความผิดปกติ มักจะได้รับการปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้องกันและนำไปสู่การใช้เทคโนโลยีนี้ในการประดิษฐ์วัคซีนทุกชนิดต่อเชื้อโรค ทั้งมนุษย์และในสัตว์ โดยที่อ้างว่าวัคซีนมีการใช้ทั้งโลกแล้วดังนั้นจึงสามารถปรับเปลี่ยนมาใช้กับวัคซีนอื่นได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องและต้องไม่กระทำ


ทั้งนี้ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ ตั้งข้อสังเกตว่า ในประเทศไทยอาจยังขาดการตรวจพันธุกรรมครบถ้วนและการตรวจชิ้นเนื้อหัวใจในผู้เสียชีวิต ขณะที่คำอธิบายที่อ้างถึงความเครียด การทำงานหนัก หรือการดื่มกาแฟ อาจไม่เพียงพอในการอธิบายปรากฏการณ์การเสียชีวิตกะทันหันที่เกิดขึ้นอย่างหนาแน่นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา


อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่า งานวิจัยล่าสุดในวารสาร JAMA ปี 2025 ชี้ว่าการดื่มกาแฟไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ และในผู้ป่วยที่เคยมีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (AF) การดื่มกาแฟยังช่วยลดโอกาสการกลับเป็นซ้ำได้


ข้อมูลจาก ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข และที่ปรึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต 

https://www.facebook.com/photo?fbid=1501679625333680&set=a.407239901444330

ชื่นชอบ​ในการติดตามข่าวสาร​ และเรื่องราว "ฮีลใจ" เพราะเชื่อว่าการมีใจที่แข็งแรง​ คือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง