“อิตาลี” ผวา! ร้อนจนน้ำแข็งละลาย พบระเบิดกว่า 250 ลูก ซ่อนใต้ธารน้ำแข็งกว่า 100 ปี

Share on Line Share on Facebook Share on X
“อิตาลี” ผวา! ร้อนจนน้ำแข็งละลาย พบระเบิดกว่า 250 ลูก ซ่อนใต้ธารน้ำแข็งกว่า 100 ปี

ภาวะโลกร้อนกำลังทำให้ธารน้ำแข็งบนเทือกเขาแอลป์ในอิตาลีละลายอย่างรวดเร็ว จนเผยให้เห็นวัตถุอันตรายที่ถูกฝังอยู่ใต้ชั้นน้ำแข็งมานานกว่าหนึ่งศตวรรษ ล่าสุดกองทัพอิตาลีตรวจพบระเบิดและยุทโธปกรณ์ที่ยังไม่ระเบิดจากสงครามโลกครั้งที่ 1 จำนวนมากถึง 250 ชิ้น บริเวณเทือกเขาโดโลไมต์ หลังนักเดินป่าพบวัตถุต้องสงสัยโผล่ขึ้นมาจากน้ำแข็งที่กำลังละลาย สะท้อนถึงผลกระทบอีกด้านหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ไม่เพียงทำลายระบบนิเวศ แต่ยังปลุกอันตรายจากอดีตให้กลับมาคุกคามผู้คนในปัจจุบัน


กองทัพอิตาลีเปิดเผยว่า ในช่วงฤดูร้อนปี 2569 ธารน้ำแข็งที่หดตัวอย่างรวดเร็วบนเทือกเขาโดโลไมต์ ทางตอนเหนือของประเทศ ได้เผยให้เห็นระเบิดและกระสุนปืนใหญ่จำนวนมากที่ถูกทิ้งไว้ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยอาวุธเหล่านี้ส่วนใหญ่ถูกค้นพบหลังนักเดินป่าแจ้งเบาะแสว่าพบวัตถุคล้ายระเบิดในพื้นที่ภูเขา โดยเฉพาะบริเวณคานาล ซาน โบโว ในหุบเขาพริมิเอโร ทางตะวันออกของแคว้นเตรนตีโน


หลังได้รับแจ้ง กองกำลังทหารภูเขาของอิตาลีได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและกวาดล้างพื้นที่เสี่ยง รวมถึงบริเวณธารน้ำแข็งและพื้นที่สูงอื่น ๆ ในแคว้นเตรนตีโน-อัลโตอาดีเจ ก่อนตรวจพบและดำเนินการเก็บกู้วัตถุระเบิดรวม 250 ชิ้น ในจำนวนนี้มีทั้งกระสุนปืนใหญ่ขนาด 75 มิลลิเมตรของอิตาลี 18 นัด และกระสุนปืนครกแบบ Thevetot ที่ผลิตในฝรั่งเศสอีก 37 นัด ซึ่งเคยถูกส่งให้กองทัพอิตาลีใช้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการทำลายวัตถุระเบิดเหล่านี้อย่างปลอดภัยแล้ว


สรุปข่าว

ผลกระทบจากภาวะโลกร้อนกำลังปลุกอันตรายจากอดีตให้กลับมาอีกครั้ง หลังธารน้ำแข็งบนเทือกเขาโดโลไมต์ในอิตาลีละลายอย่างรวดเร็ว จนเผยให้เห็นระเบิดจากสงครามโลกครั้งที่ 1 มากถึง 250 ชิ้น ที่ถูกฝังอยู่ใต้ชั้นน้ำแข็งนานกว่า 100 ปี ผู้เชี่ยวชาญเตือน ระเบิดจำนวนมากยังไม่ทำงานและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต สะท้อนภัยคุกคามรูปแบบใหม่จากวิกฤตโลกร้อน

ภาวะโลกร้อนกำลังทำให้ธารน้ำแข็งบนเทือกเขาแอลป์ในอิตาลีละลายอย่างรวดเร็ว จนเผยให้เห็นวัตถุอันตรายที่ถูกฝังอยู่ใต้ชั้นน้ำแข็งมานานกว่าหนึ่งศตวรรษ ล่าสุดกองทัพอิตาลีตรวจพบระเบิดและยุทโธปกรณ์ที่ยังไม่ระเบิดจากสงครามโลกครั้งที่ 1 จำนวนมากถึง 250 ชิ้น บริเวณเทือกเขาโดโลไมต์ หลังนักเดินป่าพบวัตถุต้องสงสัยโผล่ขึ้นมาจากน้ำแข็งที่กำลังละลาย สะท้อนถึงผลกระทบอีกด้านหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ไม่เพียงทำลายระบบนิเวศ แต่ยังปลุกอันตรายจากอดีตให้กลับมาคุกคามผู้คนในปัจจุบัน


กองทัพอิตาลีเปิดเผยว่า ในช่วงฤดูร้อนปี 2569 ธารน้ำแข็งที่หดตัวอย่างรวดเร็วบนเทือกเขาโดโลไมต์ ทางตอนเหนือของประเทศ ได้เผยให้เห็นระเบิดและกระสุนปืนใหญ่จำนวนมากที่ถูกทิ้งไว้ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยอาวุธเหล่านี้ส่วนใหญ่ถูกค้นพบหลังนักเดินป่าแจ้งเบาะแสว่าพบวัตถุคล้ายระเบิดในพื้นที่ภูเขา โดยเฉพาะบริเวณคานาล ซาน โบโว ในหุบเขาพริมิเอโร ทางตะวันออกของแคว้นเตรนตีโน


หลังได้รับแจ้ง กองกำลังทหารภูเขาของอิตาลีได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและกวาดล้างพื้นที่เสี่ยง รวมถึงบริเวณธารน้ำแข็งและพื้นที่สูงอื่น ๆ ในแคว้นเตรนตีโน-อัลโตอาดีเจ ก่อนตรวจพบและดำเนินการเก็บกู้วัตถุระเบิดรวม 250 ชิ้น ในจำนวนนี้มีทั้งกระสุนปืนใหญ่ขนาด 75 มิลลิเมตรของอิตาลี 18 นัด และกระสุนปืนครกแบบ Thevetot ที่ผลิตในฝรั่งเศสอีก 37 นัด ซึ่งเคยถูกส่งให้กองทัพอิตาลีใช้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการทำลายวัตถุระเบิดเหล่านี้อย่างปลอดภัยแล้ว


อาวุธดังกล่าวเป็นมรดกตกค้างจากสมรภูมิที่ถูกเรียกว่า “สงครามสีขาว” หรือ White War ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างปี 2458 ถึง 2461 เป็นการสู้รบระหว่างกองทัพอิตาลีกับกองทัพจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี บนพื้นที่ภูเขาสูงที่เต็มไปด้วยหิมะและอุณหภูมิหนาวจัด โดยเฉพาะเทือกเขาโดโลไมต์และเทือกเขาแอลป์ในภูมิภาคลอมบาร์เดีย


สงครามครั้งนั้นถูกจดจำว่าเป็นหนึ่งในสมรภูมิที่มีสภาพแวดล้อมโหดร้ายอย่างยิ่ง เนื่องจากทหารต้องเผชิญกับทั้งการโจมตีจากฝ่ายตรงข้าม หิมะถล่ม อุบัติเหตุจากการตกเขา และภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าปกติ มีการประเมินว่าผู้เสียชีวิตจากสงครามสีขาวอาจมีจำนวนมากกว่าหนึ่งล้านคน โดยเชื่อว่าทหารจำนวนมากเสียชีวิตจากสภาพภูมิประเทศและสภาพอากาศที่รุนแรง มากกว่าการสู้รบโดยตรง


“สเตฟาโน โมโรซินี” ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยแบร์กาโม และผู้ประสานงานโครงการอนุรักษ์มรดกทางประวัติศาสตร์ของอุทยานแห่งชาติสเตลวิโอ อธิบายว่า การพบระเบิดจำนวนมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเป็นผลกระทบโดยตรงจากภาวะโลกร้อน เนื่องจากอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้ธารน้ำแข็งละลายอย่างต่อเนื่อง และปล่อยวัตถุที่ถูกแช่แข็งไว้นานกว่า 100 ปีให้กลับมาปรากฏบนพื้นผิวอีกครั้ง


เขาระบุว่า ทุกปีเมื่อสิ้นสุดฤดูร้อน มักมีการค้นพบยุทโธปกรณ์อันตรายจากสงครามเพิ่มขึ้น และจำนวนที่ตรวจพบมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ระเบิดบางส่วนจะเคยทำงานไปแล้วในอดีต แต่ยังมีอีกจำนวนมากที่ไม่เคยระเบิด จึงยังคงมีความเสี่ยงสูงเมื่อถูกเปิดเผยออกมาจากชั้นน้ำแข็ง


ทางการอิตาลีจึงเตือนนักเดินป่าและนักปีนเขาว่า หากพบระเบิดหรือวัตถุต้องสงสัย ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ใด ห้ามสัมผัส เคลื่อนย้าย หรือพยายามตรวจสอบด้วยตนเองโดยเด็ดขาด และควรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าดำเนินการอย่างปลอดภัย


อย่างไรก็ตาม การค้นพบระเบิดครั้งนี้ไม่ใช่เหตุการณ์แรกที่เกิดขึ้นจากการละลายของธารน้ำแข็งในอิตาลี เพราะนับตั้งแต่ช่วงปี 2533 เป็นต้นมา อุณหภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้นได้ทยอยเปิดเผยร่องรอยของสงครามสีขาวที่เคยถูกปิดทับอยู่ใต้ชั้นน้ำแข็ง ไม่ว่าจะเป็นอาวุธ เลื่อนหิมะ จดหมาย บันทึกประจำวัน ตลอดจนข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวของทหารที่ยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์อย่างน่าประหลาดใจ


หนึ่งในการค้นพบสำคัญเกิดขึ้นเมื่อปี 2558 เมื่อธารน้ำแข็งบริเวณยอดเขาสกอร์ลุซโซ ซึ่งมีความสูงประมาณ 3,095 เมตร และตั้งอยู่ใกล้ช่องเขาสเตลวิโอ ละลายจนเผยให้เห็นค่ายทหารไม้ที่ถูกสร้างอยู่ภายในถ้ำ หลังถูกน้ำแข็งปิดทับมานานเกือบหนึ่งศตวรรษ


ภายในค่ายทหารดังกล่าว เจ้าหน้าที่พบเตียงนอนที่ทำจากฟาง เสื้อผ้า ตะเกียง หนังสือพิมพ์ ไปรษณียบัตร เหรียญเงิน และอาหารกระป๋อง ซึ่งยังคงได้รับการเก็บรักษาไว้อย่างดีจากความเย็นจัด โดยเชื่อว่าทหารได้ละทิ้งสิ่งของเหล่านี้ไว้หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลงในเดือนพฤศจิกายน ปี 2461


นอกจากนี้ ตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา การละลายของธารน้ำแข็งยังเผยให้เห็นร่างของทหารหลายสิบศพ บางร่างยังคงสวมเครื่องแบบทหารอยู่ โดยในปี 2560 ครอบครัวของทหารอิตาลีรายหนึ่งสามารถนำร่างกลับไปประกอบพิธีฝังศพได้ หลังพบเอกสารที่ช่วยระบุตัวตนอยู่กับร่างซึ่งถูกค้นพบบริเวณธารน้ำแข็งเพรเซนา


สำหรับโบราณวัตถุและสิ่งของทางประวัติศาสตร์ที่ค้นพบจากสมรภูมิสงครามสีขาว ทางการมีแผนจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่ที่เมืองบอร์มิโอ โดยกำหนดเปิดให้เข้าชมในเดือนมิถุนายน ปี 2570 เพื่ออนุรักษ์เรื่องราวทางประวัติศาสตร์และถ่ายทอดชีวิตความเป็นอยู่ของทหารที่เคยต่อสู้ท่ามกลางสภาพอากาศอันโหดร้าย


ขณะเดียวกัน ผลกระทบจากภาวะโลกร้อนยังทำให้พื้นที่ธารน้ำแข็งบนเทือกเขาโดโลไมต์มีความอันตรายมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนที่เกิดคลื่นความร้อนยาวนานบนพื้นที่สูง ส่งผลให้ชั้นน้ำแข็งสูญเสียเสถียรภาพและเพิ่มความเสี่ยงต่อการพังถล่ม


เหตุการณ์ร้ายแรงที่สะท้อนถึงอันตรายดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี 2565 เมื่อธารน้ำแข็งมาร์โมลาดา ซึ่งเป็นธารน้ำแข็งสำคัญบนเทือกเขาโดโลไมต์ เกิดการแตกตัวและพังถล่มลงมาอย่างรุนแรง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 11 คน


“โมโรซินี” ระบุว่า ปัจจุบันการเดินทางเข้าไปในพื้นที่ธารน้ำแข็งช่วงฤดูร้อนกำลังกลายเป็นเรื่องที่อันตรายมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากคลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นยาวนานบนภูเขาสูง และหากเดินทางมายังพื้นที่ดังกล่าวก็จะสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าธารน้ำแข็งกำลังหดตัวรวดเร็วเพียงใด รวมถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรุนแรง


การค้นพบระเบิดสงครามโลกครั้งที่ 1 จำนวน 250 ชิ้น จึงไม่ใช่เพียงการเปิดเผยร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่ถูกลืมเลือน แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนถึงผลกระทบที่คาดไม่ถึงจากภาวะโลกร้อน เพราะเมื่อธารน้ำแข็งที่เคยปกคลุมภูเขามานานหลายศตวรรษเริ่มละลาย สิ่งที่ถูกซ่อนไว้ใต้ผืนน้ำแข็งก็อาจกลับมาสร้างอันตรายต่อมนุษย์อีกครั้ง สะท้อนให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับความปลอดภัยของผู้คนและมรดกทางประวัติศาสตร์ของโลกด้วย

ที่มาข้อมูล : Reuters

ที่มารูปภาพ : Reuters