โลกเดือด คนตายพุ่ง! จี้ WHO ประกาศภาวะฉุกเฉิน

Share on Line Share on Facebook Share on X
โลกเดือด คนตายพุ่ง!  จี้ WHO  ประกาศภาวะฉุกเฉิน

วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังกลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อสุขภาพของมนุษย์ หลังรายงานฉบับใหม่เตือนว่า ผลกระทบจากโลกร้อนกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งการเสียชีวิตจากคลื่นความร้อน ภัยแล้ง ฝนตกหนักสุดขั้ว และโรคติดต่อที่แพร่กระจายได้ง่ายขึ้น นักวิจัยจึงเรียกร้องให้องค์การอนามัยโลก หรือ WHO และองค์การสหประชาชาติ ประกาศให้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระดับโลก ก่อนที่ผลกระทบจะรุนแรงเกินกว่ามาตรการรับมือในปัจจุบันจะปกป้องประชาชนได้อย่างเพียงพอ

 

รายงานล่าสุดจาก Lancet Countdown ซึ่งเผยแพร่ในวันที่ 28 ตุลาคม 2569 ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้กลายเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสุขภาพโลกที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนับตั้งแต่ความตกลงปารีสเริ่มมีผลบังคับใช้ในปี 2559 ความเสี่ยงและผลกระทบต่อสุขภาพจากสภาพภูมิอากาศไม่ได้เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีอัตราเร่งสูงกว่าช่วงทศวรรษก่อนหน้าในหลายด้าน


สรุปข่าว

นักวิจัยเตือน “วิกฤตโลกร้อน” กำลังกลายเป็นภัยคุกคามสุขภาพมนุษย์ หลังพบผู้เสียชีวิตจากความร้อนเพิ่มขึ้นเกือบ 36% โดยปี 2566 มีผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับความร้อนสูงถึง 710,000 คน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังเพิ่มความเสี่ยงจากภัยแล้ง ฝนตกหนักสุดขั้ว และการแพร่ระบาดของโรค เช่น ไข้เลือดออก ขณะที่มาตรการรับมือในปัจจุบันยังไม่เพียงพอ นักวิจัยเรียกร้องให้ WHO และสหประชาชาติประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสุขภาพจากวิกฤตโลกร้อน พร้อมเร่งลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและยกระดับมาตรการปกป้องประชาชนทั่วโลก

วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังกลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อสุขภาพของมนุษย์ หลังรายงานฉบับใหม่เตือนว่า ผลกระทบจากโลกร้อนกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งการเสียชีวิตจากคลื่นความร้อน ภัยแล้ง ฝนตกหนักสุดขั้ว และโรคติดต่อที่แพร่กระจายได้ง่ายขึ้น นักวิจัยจึงเรียกร้องให้องค์การอนามัยโลก หรือ WHO และองค์การสหประชาชาติ ประกาศให้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระดับโลก ก่อนที่ผลกระทบจะรุนแรงเกินกว่ามาตรการรับมือในปัจจุบันจะปกป้องประชาชนได้อย่างเพียงพอ

 

รายงานล่าสุดจาก Lancet Countdown ซึ่งเผยแพร่ในวันที่ 28 ตุลาคม 2569 ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้กลายเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสุขภาพโลกที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนับตั้งแต่ความตกลงปารีสเริ่มมีผลบังคับใช้ในปี 2559 ความเสี่ยงและผลกระทบต่อสุขภาพจากสภาพภูมิอากาศไม่ได้เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีอัตราเร่งสูงกว่าช่วงทศวรรษก่อนหน้าในหลายด้าน


นักวิจัยพบว่า ความเสี่ยงด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วครอบคลุมทั้งผลกระทบจากความร้อน ความถี่ของภัยแล้ง ฝนตกหนักสุดขั้ว และสภาพภูมิอากาศที่เอื้อต่อการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออก สะท้อนว่ามาตรการรับมือที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่เพียงพอต่อการปกป้องสุขภาพของประชาชน

 

หนึ่งในข้อมูลที่น่ากังวลที่สุดคือ ตลอด 11 ปีที่ผ่านมา โลกเผชิญปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์อย่างต่อเนื่อง ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตจากความร้อนต่อปีเพิ่มขึ้นเกือบ 36% ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา

 

โดยเฉพาะในปี 2566 มีผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับความร้อนสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 710,000 คน และมากกว่า 70% ของการเสียชีวิตเหล่านี้เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์

 

นอกจากคลื่นความร้อนแล้ว การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังทำให้สภาพแวดล้อมเหมาะสมต่อการแพร่กระจายของโรคที่มีแมลงเป็นพาหะมากขึ้น เช่น ไข้เลือดออกและโรคติดเชื้อไวรัสซิกา ขณะเดียวกัน ภัยพิบัติจากสภาพอากาศสุดขั้วและไฟป่าก็กำลังคุกคามสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและประชาชนในภูมิภาคที่มีขีดความสามารถในการรับมือกับผลกระทบด้านภูมิอากาศอย่างจำกัด


รายงานยังชี้ให้เห็นว่า แม้ทั่วโลกจะพยายามแก้ปัญหาโลกร้อน แต่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังคงเพิ่มขึ้นจนทำสถิติสูงสุด ส่งผลให้โอกาสในการหลีกเลี่ยงอนาคตที่อาจเผชิญผลกระทบร้ายแรงกำลังลดน้อยลงอย่างรวดเร็ว


ด้วยเหตุนี้ ผู้จัดทำรายงานจึงเรียกร้องให้องค์การอนามัยโลกและองค์การสหประชาชาติ ประกาศให้วิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสุขภาพระดับโลกอย่างเป็นทางการ โดยมองว่าการประกาศดังกล่าวจะช่วยยกระดับการรับมือจากมาตรการสมัครใจที่ดำเนินไปอย่างล่าช้า ไปสู่การจัดการภาวะฉุกเฉินที่มีการประสานงานร่วมกันอย่างจริงจัง


แนวทางที่นักวิจัยเสนอประกอบด้วย การเสริมสร้างระบบเฝ้าระวังสุขภาพและระบบเตือนภัยล่วงหน้า การระดมทรัพยากรอย่างรวดเร็ว การกำหนดกลไกความรับผิดชอบที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย และการดำเนินมาตรการด้านสาธารณสุขเชิงป้องกัน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อชีวิตของประชาชน


นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้ทั่วโลกยุติการสำรวจและพัฒนาแหล่งเชื้อเพลิงฟอสซิลแห่งใหม่โดยทันที ยุติการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินทั้งหมดภายในปี 2578 และปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริโภคอาหาร โดยหันมาเน้นอาหารจากพืชเป็นหลัก เพื่อลดปัจจัยที่มีส่วนทำให้วิกฤตสภาพภูมิอากาศรุนแรงขึ้น ผู้จัดทำรายงานยังเตือนว่า เมื่อจำนวนประชากรโลกเพิ่มขึ้นและสังคมเข้าสู่ภาวะสูงวัย ผู้คนจำนวนมากขึ้นจึงต้องเผชิญความเสี่ยงด้านสุขภาพจากสภาพภูมิอากาศเมื่อเทียบกับเมื่อ 10 ปีก่อน ทำให้ความจำเป็นในการปรับตัวและเตรียมความพร้อมรับมือยิ่งเร่งด่วนมากขึ้น

 

ท้ายที่สุด เรื่องนี้สะท้อนว่า วิกฤตโลกร้อนไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นวิกฤตด้านสุขภาพที่คุกคามชีวิตมนุษย์ทั่วโลก นักวิจัยจึงเรียกร้องให้ประชาคมโลกเปลี่ยนแนวทางรับมืออย่างเร่งด่วน เพื่อปกป้องสุขภาพและความอยู่รอดของประชาชนทั้งในปัจจุบันและคนรุ่นต่อไป ก่อนที่ผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

ที่มาข้อมูล : euronews.com

ที่มารูปภาพ : Reuters