“ทรัมป์” สวนกระแสโลก ยกเลิกกฎคุมก๊าซมีเทน เปิดทางอุตสาหกรรมน้ำมัน เมินวิกฤตโลกร้อน!

Share on Line Share on Facebook Share on X
“ทรัมป์” สวนกระแสโลก ยกเลิกกฎคุมก๊าซมีเทน เปิดทางอุตสาหกรรมน้ำมัน เมินวิกฤตโลกร้อน!

“โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศยกเลิกกฎระเบียบควบคุมการปล่อยก๊าซมีเทนจากอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่บังคับใช้ในสมัยรัฐบาลโจ ไบเดน โดยอ้างว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยลดต้นทุนให้กับภาคธุรกิจและผู้บริโภคหลายหมื่นล้านดอลลาร์ พร้อมกระตุ้นการผลิตพลังงานภายในประเทศ ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากนักสิ่งแวดล้อมที่เตือนว่า การตัดสินใจครั้งนี้อาจทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มสูงขึ้น และซ้ำเติมวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ


ทรัมป์ประกาศเรื่องดังกล่าวระหว่างการปราศรัยที่เมืองลับบ็อก รัฐเท็กซัส เมื่อช่วงค่ำวันที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยระบุว่า รัฐบาลกำลังยุติกฎระเบียบควบคุมการปล่อยก๊าซมีเทนที่มีต้นทุนสูงและไม่จำเป็น ซึ่งถูกนำมาใช้ในสมัยรัฐบาลไบเดน พร้อมกล่าวหาว่าข้อบังคับเหล่านี้เป็นภาระต่อผู้ประกอบการน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรายย่อย และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้น


รัฐบาลสหรัฐฯ ประเมินว่า การยกเลิกมาตรการดังกล่าวจะช่วยประหยัดต้นทุนให้กับผู้บริโภคและผู้ประกอบการพลังงานได้ประมาณ 45,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.5 ล้านล้านบาท อีกทั้งยังช่วยเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันได้ประมาณ 210 ล้านบาร์เรล เทียบเท่ากับปริมาณการใช้น้ำมันของสหรัฐฯ ราว 10 วัน รวมถึงเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติได้อีกประมาณ 1.41 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต


ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามผลักดันการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติภายในประเทศของรัฐบาลทรัมป์ ท่ามกลางแรงกดดันจากปัญหาราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้น อันเป็นผลจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน


ด้านลี เซลดิน ผู้บริหารสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ หรือ EPA ออกมาแสดงการสนับสนุนนโยบายดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นการยุติสงครามกับอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ผ่านการปรับปรุงกฎระเบียบภายใต้กฎหมายอากาศสะอาดของสหรัฐฯ เพื่อเปิดทางให้ภาคพลังงานสามารถขยายการผลิตได้มากขึ้น


สรุปข่าว

ทรัมป์เดินหน้าสวนกระแสลดโลกร้อน ประกาศยกเลิกกฎควบคุมการปล่อยก๊าซมีเทนจากอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในยุคไบเดน อ้างช่วยประหยัดต้นทุนกว่า 1.5 ล้านล้านบาท พร้อมเปิดทางเพิ่มการผลิตพลังงานฟอสซิล ขณะที่นักสิ่งแวดล้อมเตือน นโยบายนี้อาจยิ่งซ้ำเติมวิกฤตโลกร้อน และเปิดทางให้บริษัทพลังงานปล่อยมลพิษมากขึ้น

“โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศยกเลิกกฎระเบียบควบคุมการปล่อยก๊าซมีเทนจากอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่บังคับใช้ในสมัยรัฐบาลโจ ไบเดน โดยอ้างว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยลดต้นทุนให้กับภาคธุรกิจและผู้บริโภคหลายหมื่นล้านดอลลาร์ พร้อมกระตุ้นการผลิตพลังงานภายในประเทศ ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากนักสิ่งแวดล้อมที่เตือนว่า การตัดสินใจครั้งนี้อาจทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มสูงขึ้น และซ้ำเติมวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ


ทรัมป์ประกาศเรื่องดังกล่าวระหว่างการปราศรัยที่เมืองลับบ็อก รัฐเท็กซัส เมื่อช่วงค่ำวันที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยระบุว่า รัฐบาลกำลังยุติกฎระเบียบควบคุมการปล่อยก๊าซมีเทนที่มีต้นทุนสูงและไม่จำเป็น ซึ่งถูกนำมาใช้ในสมัยรัฐบาลไบเดน พร้อมกล่าวหาว่าข้อบังคับเหล่านี้เป็นภาระต่อผู้ประกอบการน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรายย่อย และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้น


รัฐบาลสหรัฐฯ ประเมินว่า การยกเลิกมาตรการดังกล่าวจะช่วยประหยัดต้นทุนให้กับผู้บริโภคและผู้ประกอบการพลังงานได้ประมาณ 45,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.5 ล้านล้านบาท อีกทั้งยังช่วยเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันได้ประมาณ 210 ล้านบาร์เรล เทียบเท่ากับปริมาณการใช้น้ำมันของสหรัฐฯ ราว 10 วัน รวมถึงเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติได้อีกประมาณ 1.41 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต


ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามผลักดันการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติภายในประเทศของรัฐบาลทรัมป์ ท่ามกลางแรงกดดันจากปัญหาราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้น อันเป็นผลจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน


ด้านลี เซลดิน ผู้บริหารสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ หรือ EPA ออกมาแสดงการสนับสนุนนโยบายดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นการยุติสงครามกับอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ผ่านการปรับปรุงกฎระเบียบภายใต้กฎหมายอากาศสะอาดของสหรัฐฯ เพื่อเปิดทางให้ภาคพลังงานสามารถขยายการผลิตได้มากขึ้น


อย่างไรก็ตาม กฎควบคุมก๊าซมีเทนที่รัฐบาลทรัมป์ต้องการยกเลิกนั้น ถือเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลไบเดน ซึ่งเริ่มบังคับใช้ในปี 2567 โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการน้ำมันและก๊าซธรรมชาติต้องลดหรือป้องกันการรั่วไหลของก๊าซมีเทน รวมถึงควบคุมการเผาทิ้งและการระบายก๊าซออกสู่บรรยากาศ ตลอดจนลดการปล่อยสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่ายที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์


นอกจากนี้ ยังถือเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลกลางสหรัฐฯ กำหนดมาตรฐานควบคุมการปล่อยก๊าซมีเทนครอบคลุมแหล่งผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ดำเนินกิจการอยู่แล้วทั่วประเทศ หลังจากมาตรการก่อนหน้านี้ในสมัยอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา เมื่อปี 2559 ครอบคลุมเฉพาะแหล่งผลิตใหม่และแหล่งผลิตที่มีการปรับปรุงเท่านั้น


กฎดังกล่าวยังมีระบบตรวจจับการปล่อยก๊าซมีเทนปริมาณมหาศาล หรือ Super Emitter Program ซึ่งกำหนดให้บริษัทต้องตรวจสอบการรั่วไหลครั้งใหญ่ที่ตรวจพบโดยหน่วยงานภายนอก ผ่านเทคโนโลยีตรวจวัดระยะไกลที่ได้รับการรับรองจาก EPA


แม้ผู้บริหารบริษัทน้ำมันและก๊าซบางรายเคยออกมาสนับสนุนมาตรการควบคุมก๊าซมีเทน แต่ข้อมูลจากองค์กร Fieldnotes ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ พบว่า กลุ่มอุตสาหกรรมและบริษัทพลังงานหลายแห่งกลับพยายามผลักดันให้รัฐบาลผ่อนคลายหรือยกเลิกข้อบังคับดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง


เอกสารที่ได้รับผ่านกฎหมายเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลของสหรัฐฯ ระบุว่า กลุ่มตัวแทนอุตสาหกรรมและบริษัทพลังงานได้เข้าพบหรือหารือกับเจ้าหน้าที่ EPA เกี่ยวกับกฎควบคุมก๊าซมีเทนอย่างน้อย 38 ครั้ง ในช่วงปีแรกของรัฐบาลทรัมป์ชุดปัจจุบัน



จูเลีย เคน นักวิจัยจาก Fieldnotes ระบุว่า รัฐบาลทรัมป์กำลังตอบสนองต่อความต้องการของบริษัทน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอย่างชัดเจน แม้ภาคอุตสาหกรรมจะกล่าวว่าต้องการมีส่วนร่วมในการพัฒนากฎระเบียบอย่างสร้างสรรค์ แต่ที่ผ่านมา กลับมีความพยายามผลักดันอยู่เบื้องหลังเพื่อชะลอและลดความเข้มงวดของมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม


ขณะเดียวกัน องค์กร Environmental Defense Fund หรือ EDF เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ EPA ประกาศเมื่อเดือนมีนาคม 2568 ว่าจะไม่ดำเนินการบังคับใช้กฎระเบียบด้านน้ำมันและก๊าซธรรมชาติบางส่วน ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมได้ปล่อยก๊าซธรรมชาติผ่านการรั่วไหล การระบายทิ้ง และการเผาทิ้ง คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 230,000 ล้านบาท


โรซาลี วินน์ ผู้อำนวยการอาวุโสและหัวหน้าที่ปรึกษากฎหมายของ EDF วิจารณ์ว่า รัฐบาลทรัมป์กำลังลดทอนความสามารถของรัฐบาลกลางในการควบคุมมลพิษที่ส่งผลต่อสภาพภูมิอากาศ และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่ปล่อยมลพิษสูงสามารถสร้างผลกำไรต่อไปได้ ขณะที่ทรัพยากรพลังงานจำนวนมหาศาลถูกปล่อยทิ้งโดยเปล่าประโยชน์


ทั้งนี้ ก๊าซมีเทนถือเป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจกที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อภาวะโลกร้อน โดยมีส่วนรับผิดชอบต่อการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกในปัจจุบันอย่างน้อยหนึ่งในสี่ และสหรัฐฯ ยังเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซมีเทนจากอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมากที่สุดในโลกเมื่อปีที่ผ่านมา


การประกาศยกเลิกมาตรการควบคุมก๊าซมีเทนครั้งนี้ จึงสะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างนโยบายส่งเสริมการผลิตพลังงานฟอสซิลกับความพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยแม้รัฐบาลทรัมป์จะมองว่าการผ่อนคลายกฎระเบียบช่วยลดต้นทุนและสร้างความมั่นคงทางพลังงาน แต่ฝ่ายสิ่งแวดล้อมกลับเตือนว่า ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระยะสั้นอาจต้องแลกกับต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศที่สูงขึ้นในระยะยาว

ที่มาข้อมูล : Reuters

ที่มารูปภาพ : Reuters