หนีน้ำท่วม มาเจอความจน! วิกฤตซ้ำเติมผู้อพยพโลกร้อน

Share on Line Share on Facebook Share on X
หนีน้ำท่วม มาเจอความจน! วิกฤตซ้ำเติมผู้อพยพโลกร้อน

วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังบีบให้ประชาชนในบังกลาเทศจำนวนมากต้องละทิ้งบ้านเกิด หลังเผชิญภัยพิบัติรุนแรงทั้งน้ำท่วม พายุไซโคลน การกัดเซาะตลิ่ง และระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น แม้การอพยพเข้าสู่เมืองจะถูกมองว่าเป็นทางรอดจากภัยธรรมชาติ แต่ผลการศึกษาล่าสุดกลับพบว่า หลายเมืองยังไม่มีความพร้อมรองรับผู้พลัดถิ่น ทำให้ผู้คนที่หนีภัยโลกร้อนต้องเผชิญความเสี่ยงรูปแบบใหม่ ทั้งที่อยู่อาศัยไม่ปลอดภัย ความยากจน และการขาดโอกาสในการประกอบอาชีพ

ในปี 2567 ภัยพิบัติทางธรรมชาติทำให้ประชาชนในบังกลาเทศต้องพลัดถิ่นภายในประเทศมากถึง 2.4 ล้านคน ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF คาดการณ์ว่า ภายในปี 2593 ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นอาจทำให้บังกลาเทศสูญเสียพื้นที่แผ่นดินมากกว่า 1 ใน 7 ของประเทศ และกระทบต่อกำลังการผลิตอาหารเกือบ 1 ใน 3 สะท้อนถึงความรุนแรงของวิกฤตภูมิอากาศที่กำลังคุกคามความมั่นคงในการดำรงชีวิตของประชาชน

สรุปข่าว

ภัยโลกร้อนบีบชาวบังกลาเทศหลายล้านคนอพยพหนีน้ำท่วม พายุ และการกัดเซาะชายฝั่งเข้าสู่เมืองใหญ่ แต่เมืองปลายทางกลับขาดความพร้อม ทำให้ผู้อพยพเผชิญความยากจน ที่อยู่อาศัยไม่ปลอดภัย และการเอารัดเอาเปรียบแรงงาน ผู้เชี่ยวชาญเตือน หากรัฐบาลไม่เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบคุ้มครองประชาชน การหนีภัยโลกร้อนอาจกลายเป็นการย้ายไปสู่อีกวิกฤต

วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังบีบให้ประชาชนในบังกลาเทศจำนวนมากต้องละทิ้งบ้านเกิด หลังเผชิญภัยพิบัติรุนแรงทั้งน้ำท่วม พายุไซโคลน การกัดเซาะตลิ่ง และระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น แม้การอพยพเข้าสู่เมืองจะถูกมองว่าเป็นทางรอดจากภัยธรรมชาติ แต่ผลการศึกษาล่าสุดกลับพบว่า หลายเมืองยังไม่มีความพร้อมรองรับผู้พลัดถิ่น ทำให้ผู้คนที่หนีภัยโลกร้อนต้องเผชิญความเสี่ยงรูปแบบใหม่ ทั้งที่อยู่อาศัยไม่ปลอดภัย ความยากจน และการขาดโอกาสในการประกอบอาชีพ

ในปี 2567 ภัยพิบัติทางธรรมชาติทำให้ประชาชนในบังกลาเทศต้องพลัดถิ่นภายในประเทศมากถึง 2.4 ล้านคน ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF คาดการณ์ว่า ภายในปี 2593 ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นอาจทำให้บังกลาเทศสูญเสียพื้นที่แผ่นดินมากกว่า 1 ใน 7 ของประเทศ และกระทบต่อกำลังการผลิตอาหารเกือบ 1 ใน 3 สะท้อนถึงความรุนแรงของวิกฤตภูมิอากาศที่กำลังคุกคามความมั่นคงในการดำรงชีวิตของประชาชน

ที่ผ่านมา การย้ายถิ่นฐานถูกมองว่าเป็นหนึ่งในแนวทางปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพราะช่วยให้ประชาชนสามารถหลีกหนีพื้นที่เสี่ยงภัยไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสถานที่ปลอดภัยกว่า อย่างไรก็ตาม งานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Climate and Development ซึ่งศึกษาผู้อพยพจากภัยภูมิอากาศในชุมชนแออัดทางตะวันตกเฉียงใต้ของบังกลาเทศ พบว่า การย้ายออกจากพื้นที่ประสบภัยไม่ได้หมายความว่าผู้อพยพจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเสมอไป

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอีสต์แองเกลียในสหราชอาณาจักรอธิบายว่า ผู้คนจำนวนมากสามารถหลีกหนีจากน้ำท่วมหรือการกัดเซาะชายฝั่งได้สำเร็จ แต่กลับต้องเผชิญปัญหาใหม่ในเมืองปลายทาง ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมซ้ำซากจากระบบระบายน้ำที่ไม่มีประสิทธิภาพ บ้านเรือนที่ไม่มั่นคงแข็งแรง การเข้าถึงสาธารณูปโภคที่จำกัด และการขาดงานที่มีรายได้แน่นอน

ผู้อพยพจำนวนไม่น้อยต้องทำงานรับจ้างรายวัน เช่น งานในโรงงานอิฐหรือการขับรถสามล้อรับจ้าง ซึ่งมีรายได้ไม่เพียงพอสำหรับการเก็บออมและปรับปรุงที่อยู่อาศัย ส่งผลให้หลายครอบครัวติดอยู่ในวงจรความยากจน ไม่สามารถย้ายไปอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัยกว่าได้อีก

สถานการณ์ยังน่ากังวลมากขึ้น เมื่อรายงานวิจัยของสถาบัน International Institute for Environment and Development ที่เผยแพร่ในปี 2568 พบว่า ผู้เข้าร่วมการศึกษาในพื้นที่เมืองพิโรชปูร์และซิลเฮตถึงร้อยละ 92 เคยเผชิญการแสวงหาประโยชน์จากแรงงานอย่างน้อยหนึ่งรูปแบบ ซึ่งเข้าข่ายแรงงานทาสสมัยใหม่ เช่น การค้างจ่ายค่าจ้าง การจำกัดเสรีภาพในการเดินทาง การข่มขู่ และการใช้ความรุนแรงจากนายจ้าง

ขณะเดียวกัน องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน หรือ IOM ประเมินว่า ภายในปี 2594 ชาวบังกลาเทศอาจมีถึง 1 ใน 7 คนที่ต้องพลัดถิ่นจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้เมืองต่าง ๆ จำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

   

แม้รัฐบาลบังกลาเทศจะมีแผนยุทธศาสตร์จัดการผู้พลัดถิ่นภายในประเทศตั้งแต่ปี 2564 และแผนปฏิบัติการระยะยาวระหว่างปี 2565–2585 ซึ่งครอบคลุมการจัดหาที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย การสร้างงาน และการพัฒนาเมืองเพื่อรองรับประชากรย้ายถิ่น แต่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การดำเนินงานจริงยังมีข้อจำกัดหลายด้าน

หนึ่งในปัญหาสำคัญคือ หน่วยงานท้องถิ่นไม่มีฐานข้อมูลที่ครบถ้วนเกี่ยวกับจำนวนประชากรที่ย้ายเข้าและออกจากเมือง ทำให้การวางแผนจัดสรรที่อยู่อาศัย สาธารณูปโภค และบริการสาธารณะทำได้ยาก อีกทั้งยังมีปัญหาการแทรกแซงทางการเมืองที่ส่งผลต่อการเข้าถึงทรัพยากรและความช่วยเหลือของผู้อพยพ

นักวิชาการเสนอว่า เมืองขนาดกลางของบังกลาเทศอาจเป็นทางเลือกสำคัญในการลดความแออัดของกรุงธากา โดยเฉพาะเมืองที่มีท่าเรือ เขตอุตสาหกรรม และแหล่งจ้างงาน แต่รัฐบาลต้องลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานควบคู่กับระบบคุ้มครองทางสังคม เพื่อให้ผู้ย้ายถิ่นสามารถเข้าถึงงาน ที่อยู่อาศัย และบริการพื้นฐานได้อย่างเท่าเทียม

วิกฤตการอพยพจากภัยภูมิอากาศในบังกลาเทศสะท้อนให้เห็นว่า การหนีออกจากพื้นที่เสี่ยงภัยไม่ได้รับประกันว่าจะมีชีวิตที่ปลอดภัยขึ้น หากเมืองปลายทางยังขาดความพร้อมในการรองรับประชากร ผู้เชี่ยวชาญจึงเรียกร้องให้รัฐบาลปรับแนวทางรับมือจากการช่วยเหลือเฉพาะผู้ประสบภัย ไปสู่การวางแผนพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน เพื่อให้ประชาชนที่ต้องสูญเสียบ้านจากภัยโลกร้อนสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ใช่เพียงย้ายจากภัยพิบัติหนึ่งไปเผชิญอีกวิกฤตหนึ่ง

ที่มาข้อมูล : news.mongabay.com

ที่มารูปภาพ : Reuters