คลื่นความร้อนปี 69 โหด ยุโรปสังเวย 5 หมื่นชีวิต เซ่นวิกฤตโลกร้อน

Share on Line Share on Facebook Share on X
คลื่นความร้อนปี 69 โหด ยุโรปสังเวย 5 หมื่นชีวิต เซ่นวิกฤตโลกร้อน

คลื่นความร้อนรุนแรงที่แผ่ปกคลุมยุโรปในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา กลายเป็นภัยเงียบที่คร่าชีวิตประชาชนในเขตเมืองมากถึง 50,000 คน ซึ่งถือเป็นตัวเลขสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นักวิทยาศาสตร์พบว่าเกือบ 2 ใน 3 ของผู้เสียชีวิตมีความเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากกิจกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว และผู้มีรายได้น้อยที่ไม่สามารถรับมือกับอุณหภูมิที่สูงขึ้นได้ สะท้อนให้เห็นว่าวิกฤตโลกร้อนไม่ได้เป็นเพียงภัยคุกคามต่อสิ่งแวดล้อม แต่กำลังกลายเป็นวิกฤตด้านสาธารณสุขที่คร่าชีวิตผู้คนอย่างเงียบ ๆ

สรุปข่าว

ฤดูร้อนยุโรปกลายเป็นฤดูแห่งความตาย! นักวิทยาศาสตร์เผยคลื่นความร้อนปีนี้คร่าชีวิตประชาชนในเมืองต่าง ๆ สูงถึง 50,000 คน ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยเกือบ 2 ใน 3 ของการเสียชีวิตเชื่อมโยงกับวิกฤตโลกร้อนจากฝีมือมนุษย์ ผู้สูงอายุและคนยากจนตกเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุด ท่ามกลางคำเตือนว่าอุณหภูมิโลกที่พุ่งสูงขึ้นกำลังเปลี่ยนคลื่นความร้อนให้กลายเป็นภัยเงียบที่คร่าชีวิตผู้คนมากขึ้นทุกปี

คลื่นความร้อนรุนแรงที่แผ่ปกคลุมยุโรปในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา กลายเป็นภัยเงียบที่คร่าชีวิตประชาชนในเขตเมืองมากถึง 50,000 คน ซึ่งถือเป็นตัวเลขสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นักวิทยาศาสตร์พบว่าเกือบ 2 ใน 3 ของผู้เสียชีวิตมีความเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากกิจกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว และผู้มีรายได้น้อยที่ไม่สามารถรับมือกับอุณหภูมิที่สูงขึ้นได้ สะท้อนให้เห็นว่าวิกฤตโลกร้อนไม่ได้เป็นเพียงภัยคุกคามต่อสิ่งแวดล้อม แต่กำลังกลายเป็นวิกฤตด้านสาธารณสุขที่คร่าชีวิตผู้คนอย่างเงียบ ๆ

งานวิจัยล่าสุดเผยให้เห็นถึงผลกระทบอันรุนแรงของคลื่นความร้อนในยุโรปช่วงฤดูร้อนปี 2569 ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคมที่ผ่านมา โดยประเมินว่ามีประชาชนในเมืองต่าง ๆ เสียชีวิตจากความร้อนสูงถึง 50,000 คน นับเป็นจำนวนผู้เสียชีวิตจากความร้อนสูงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์มีส่วนทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นประมาณ 32,000 คน หรือคิดเป็นเกือบ 2 ใน 3 ของจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมด

ผลการศึกษาดังกล่าวอาศัยการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิและอัตราการเสียชีวิตในอดีต ร่วมกับข้อมูลอุณหภูมิของปี 2569 ครอบคลุมเมืองต่าง ๆ ทั่วยุโรปจำนวน 854 เมือง พบว่าฤดูร้อนปีนี้มีความรุนแรงมากกว่าปีที่เคยเกิดการเสียชีวิตจากความร้อนสูงเป็นอันดับรองลงมาถึงเกือบสองเท่า โดยคลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้ร่างกายของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ต้องทำงานหนักเพื่อรักษาอุณหภูมิภายใน ขณะที่อุณหภูมิในเวลากลางคืนที่ยังคงสูง ทำให้ร่างกายไม่สามารถฟื้นตัวจากความร้อนสะสมได้อย่างเต็มที่

“มัลคอล์ม มิสทรี” นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศและสุขภาพจากวิทยาลัยสุขอนามัยและเวชศาสตร์เขตร้อนแห่งลอนดอน (London School of Hygiene & Tropical Medicine) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมวิจัย ระบุว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากความร้อนในเมืองต่าง ๆ ของยุโรปถือเป็นตัวเลขที่น่าตกใจอย่างยิ่ง แต่สิ่งที่น่ากังวลมากกว่านั้นคือสัดส่วนของการเสียชีวิตที่สามารถเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากฝีมือมนุษย์ ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากประมาณร้อยละ 40 ในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 มาอยู่ที่ร้อยละ 65 ในฤดูร้อนปีนี้

เมื่อพิจารณาตามอัตราการเสียชีวิตจากความร้อน พบว่าประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด ได้แก่ มอลตา อิตาลี และฮังการี ส่วนประเทศที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตรวมสูงที่สุด ได้แก่ อิตาลี ฝรั่งเศส สเปน เยอรมนี และสหราชอาณาจักร สะท้อนให้เห็นว่าคลื่นความร้อนกำลังเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อประชาชนในหลายภูมิภาคของยุโรป

เมืองเนเปิลส์ ทางตอนใต้ของอิตาลี กลายเป็นเมืองที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในทวีป โดยผลการศึกษาประเมินอัตราการเสียชีวิตจากความร้อนหลังปรับตามโครงสร้างอายุไว้ที่ 815 คนต่อประชากรหนึ่งล้านคน ขณะที่มาริโอ กวาริโน แพทย์ฉุกเฉินจากโรงพยาบาล Ospedale CTO ทางตอนเหนือของเมืองเนเปิลส์ เปิดเผยว่า ในช่วงสัปดาห์ที่อากาศร้อนจัด จำนวนผู้เข้ารับบริการในห้องฉุกเฉินเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 15 โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ได้เผชิญเพียงผลกระทบโดยตรงจากความร้อนเท่านั้น แต่ยังมีปัญหาสุขภาพที่ซับซ้อน ซึ่งถูกซ้ำเติมจากอุณหภูมิสูง รวมถึงปัญหาความยากจนและความโดดเดี่ยวทางสังคม

แพทย์รายดังกล่าวยกตัวอย่างผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายที่ต้องอาศัยอยู่ในห้องใต้หลังคาซึ่งมีอุณหภูมิสูง เนื่องจากครอบครัวไม่สามารถหาช่างมาติดตั้งเครื่องปรับอากาศได้ในช่วงฤดูร้อน รวมถึงผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อมและต้องอยู่ตามลำพัง หลังผู้ดูแลจำเป็นต้องเดินทางกลับประเทศยูเครนเพื่ออำลาบุตรชายที่ถูกเรียกตัวไปร่วมสงคราม ก่อนที่เจ้าหน้าที่ฉุกเฉินจะพบผู้สูงอายุรายนี้นอนอยู่บนพื้นพร้อมอาการกระดูกเชิงกรานหัก และพยายามร้องขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้าน

สถานการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ความร้อนรุนแรงไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเพียงอย่างเดียว แต่ยังเผยให้เห็นความเปราะบางทางเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ตามลำพังและไม่มีทรัพยากรเพียงพอในการป้องกันตนเองจากอากาศร้อนจัด

ผลการศึกษายังพบว่า ผู้มีอายุมากกว่า 85 ปี คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมด ขณะที่ประชากรวัยหนุ่มสาวก็ไม่ได้ปลอดภัยจากภัยคุกคามดังกล่าว โดยคาดว่ามีผู้เสียชีวิตอายุระหว่าง 20-44 ปี จำนวน 833 คน จากผลกระทบของความร้อนในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ข้อมูลที่ศึกษาใน 854 เมือง ครอบคลุมประชากรราวร้อยละ 40 ของยุโรปเท่านั้น จึงไม่สามารถนำตัวเลขดังกล่าวไปคำนวณต่อเพื่อประมาณจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมดของทวีปได้โดยตรง เนื่องจากยังมีประชาชนในเมืองขนาดเล็กและพื้นที่ชนบทที่ไม่ได้รวมอยู่ในการศึกษา

อีกหนึ่งปัญหาสำคัญคือ การเสียชีวิตจากความร้อนมักไม่ได้รับการระบุอย่างชัดเจนในใบมรณบัตร เนื่องจากอุณหภูมิสูงอาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้อาการเจ็บป่วยเดิมทรุดหนักลง เช่น โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ หรือโรคมะเร็ง ทำให้ครอบครัวจำนวนมากไม่ทราบว่าความร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจมีส่วนเร่งให้บุคคลอันเป็นที่รักเสียชีวิตเร็วกว่าที่ควร

“เคที ไวต์” รัฐมนตรีด้านการเปลี่ยนผ่านสภาพภูมิอากาศของสหราชอาณาจักร ระบุว่า ตัวเลขผู้เสียชีวิตเหล่านี้สะท้อนถึงครอบครัวหลายพันครอบครัวที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา โดยเฉพาะในสหราชอาณาจักร ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ประเมินว่ามีผู้เสียชีวิตจากความร้อนถึง 4,354 คน

ขณะเดียวกัน หน่วยงานติดตามสภาพภูมิอากาศของสหภาพยุโรปรายงานว่า ความร้อนรุนแรงที่ปกคลุมยุโรปตะวันตกอย่างต่อเนื่องในฤดูร้อนปีนี้ถือเป็นระดับที่เลวร้ายที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยพื้นที่มากกว่าครึ่งหนึ่งของทวีปเผชิญกับภาวะความเครียดจากความร้อนระดับรุนแรงมาก ซึ่งทำให้ร่างกายรู้สึกร้อนเทียบเท่าอุณหภูมิสูงกว่า 38 องศาเซลเซียส แม้ว่าพื้นที่ยุโรปตะวันออกจะเผชิญอุณหภูมิที่รุนแรงน้อยกว่า แต่เมื่อพิจารณาอุณหภูมิเฉลี่ยของทั้งทวีป ฤดูร้อนปีนี้ยังคงร้อนที่สุดเป็นอันดับ 3 นับตั้งแต่มีการบันทึกข้อมูล

นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า ก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์กำลังทำให้ยุโรปร้อนขึ้นด้วยอัตราเร็วประมาณสองเท่าของค่าเฉลี่ยโลก ส่งผลให้ประชาชนต้องเผชิญกับฤดูร้อนที่รุนแรงและอันตรายมากขึ้น แม้ในอีกด้านหนึ่งอุณหภูมิที่สูงขึ้นอาจช่วยลดการเสียชีวิตจากความหนาวเย็นในฤดูหนาวได้ แต่แบบจำลองทางวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากความร้อนจะเพิ่มขึ้นเร็วกว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจากความหนาวเย็นที่ลดลง ทำให้ผลกระทบสุทธิต่อสุขภาพประชาชนมีแนวโน้มเลวร้ายลงในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตจากงานวิจัยนี้เป็นค่าประมาณจากแบบจำลองทางระบาดวิทยาและข้อมูลอุณหภูมิ ไม่ใช่จำนวนผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันจากทะเบียนการเสียชีวิตจริงในช่วงฤดูร้อนปี 2569

ท่ามกลางสถานการณ์ที่น่ากังวล แพทย์และนักวิทยาศาสตร์เรียกร้องให้รัฐบาลประเทศต่าง ๆ เร่งลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก ควบคู่กับการเสริมความพร้อมของระบบสาธารณสุข การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง การติดตั้งระบบปรับอากาศที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ และการให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันอันตรายจากความร้อน เช่น การดื่มน้ำอย่างเพียงพอและหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดจัดเป็นเวลานาน

นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการดูแลผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางในชุมชน โดยเฉพาะการตรวจสอบความเป็นอยู่ของญาติหรือเพื่อนบ้านที่อาศัยอยู่ตามลำพัง เพื่อให้สามารถช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงทีก่อนเกิดเหตุร้ายแรง

มาริโอ กวาริโน กล่าวทิ้งท้ายว่า ปัญหาที่กำลังแพร่ระบาดอย่างแท้จริงในสังคมปัจจุบันอาจไม่ใช่เพียงโรคภัยหรือความร้อน แต่คือความโดดเดี่ยวของผู้คน เนื่องจากผู้สูงอายุจำนวนมากถูกปล่อยให้อยู่ตามลำพังในช่วงฤดูร้อน ขณะที่บางคนมีรายได้น้อยจนไม่สามารถซื้อเครื่องปรับอากาศได้ หรือแม้จะมีเครื่องปรับอากาศอยู่แล้วก็ไม่กล้าเปิดใช้งานเพราะกังวลเรื่องค่าไฟฟ้า

วิกฤตคลื่นความร้อนในยุโรปครั้งนี้จึงเป็นสัญญาณเตือนสำคัญว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลกระทบต่อชีวิตมนุษย์อย่างรุนแรงมากขึ้น และหากทั่วโลกยังไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกควบคู่กับการปรับตัวรับมือสภาพอากาศสุดขั้วได้อย่างจริงจัง ฤดูร้อนที่เคยเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนอาจกลายเป็นฤดูกาลแห่งความสูญเสียที่รุนแรงยิ่งขึ้นในอนาคต

ที่มาข้อมูล : Reuters

ที่มารูปภาพ : Reuters