หมดเวลายื้อโลก! UN ยอมรับแล้ว หยุดโลกร้อนไม่ทันเวลา โลกจ่อทะลุ 1.5 องศาฯแน่นอน

Share on Line Share on Facebook Share on X
หมดเวลายื้อโลก! UN ยอมรับแล้ว หยุดโลกร้อนไม่ทันเวลา โลกจ่อทะลุ 1.5 องศาฯแน่นอน

องค์การสหประชาชาติ (UN) ออกคำเตือนครั้งสำคัญว่า โลกกำลังจะเผชิญกับภาวะอุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม ภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่แทบไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป นับเป็นครั้งแรกที่รายงานด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ UN ยอมรับอย่างชัดเจนว่า เป้าหมายสำคัญภายใต้ข้อตกลงปารีสกำลังจะถูกละเมิด และภารกิจเร่งด่วนของประชาคมโลกในขณะนี้ไม่ใช่เพียงการป้องกันไม่ให้อุณหภูมิสูงเกินระดับดังกล่าว แต่ต้องพยายามจำกัดระยะเวลาและความรุนแรงของภาวะโลกร้อนที่เกินเป้าหมายให้น้อยที่สุด

สรุปข่าว

โลกกำลังเข้าสู่จุดวิกฤตที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง! สหประชาชาติออกคำเตือนครั้งประวัติศาสตร์ ยอมรับเป็นครั้งแรกว่า อุณหภูมิโลกจ่อทะลุขีดจำกัด 1.5 องศาเซลเซียสภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า แม้จะเร่งลดก๊าซเรือนกระจกก็ไม่อาจหยุดยั้งได้ทัน พร้อมเตือนทุกเศษเสี้ยวองศาที่เพิ่มขึ้น อาจนำไปสู่หายนะทางธรรมชาติและความเสียหายที่ไม่สามารถย้อนกลับคืนได้

องค์การสหประชาชาติ (UN) ออกคำเตือนครั้งสำคัญว่า โลกกำลังจะเผชิญกับภาวะอุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม ภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่แทบไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป นับเป็นครั้งแรกที่รายงานด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ UN ยอมรับอย่างชัดเจนว่า เป้าหมายสำคัญภายใต้ข้อตกลงปารีสกำลังจะถูกละเมิด และภารกิจเร่งด่วนของประชาคมโลกในขณะนี้ไม่ใช่เพียงการป้องกันไม่ให้อุณหภูมิสูงเกินระดับดังกล่าว แต่ต้องพยายามจำกัดระยะเวลาและความรุนแรงของภาวะโลกร้อนที่เกินเป้าหมายให้น้อยที่สุด

รายงานช่องว่างการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประจำปี 2569 หรือ Emissions Gap Report 2026 ซึ่งจัดทำโดยโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) และเผยแพร่เมื่อวันที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา ระบุว่า โลกกำลังเข้าสู่สถานการณ์ที่การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยเกิน 1.5 องศาเซลเซียสจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้และไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป แม้ประชาคมโลกจะพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่องก็ตาม

รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นก่อนการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 31 หรือ COP31 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นที่ประเทศตุรกีในเดือนพฤศจิกายน 2569 เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของผู้นำประเทศต่าง ๆ ในการกำหนดนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศและยกระดับความร่วมมือในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ที่ผ่านมา รายงานของ UNEP มักแสดงความกังวลว่าโลกอาจไม่สามารถบรรลุเป้าหมายจำกัดอุณหภูมิเฉลี่ยไม่ให้เพิ่มสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียสตามข้อตกลงปารีสได้ แต่รายงานปีนี้ถือเป็นครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์ระบุอย่างชัดเจนว่า การทะลุขีดจำกัดดังกล่าวเป็นสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

อิงเกอร์ แอนเดอร์เซน (Inger Andersen) ผู้อำนวยการบริหารโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ กล่าวว่า โอกาสที่จะรักษาอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียสได้ปิดลงแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังมีความเป็นไปได้ที่จะนำอุณหภูมิโลกกลับลงมาอยู่ในระดับเป้าหมายอีกครั้ง หากทุกประเทศร่วมมือกันจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิให้สูงเกินเป้าหมายเพียงเล็กน้อย และทำให้ช่วงเวลาดังกล่าวสั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

แนวคิดดังกล่าวเรียกว่า Overshoot หรือภาวะที่อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงเกินเป้าหมายที่กำหนดไว้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ ลดลงกลับสู่ระดับเป้าหมายในอนาคต ผ่านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเข้มข้น ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากชั้นบรรยากาศ

รายงาน UNEP ปีนี้จึงเปลี่ยนจุดเน้นจากการประเมินช่องว่างระหว่างคำมั่นสัญญาของประเทศต่าง ๆ กับเป้าหมายจำกัดโลกร้อน 1.5 องศาเซลเซียส มาเป็นการวิเคราะห์ว่า โลกจะสามารถจำกัดอุณหภูมิสูงสุดให้อยู่ที่ประมาณ 1.7-1.8 องศาเซลเซียส ก่อนลดกลับลงมาสู่ระดับ 1.5 องศาเซลเซียสได้อย่างไร

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกทุกเศษเสี้ยวองศาที่เกินระดับ 1.5 องศาเซลเซียส ล้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงที่อาจไม่สามารถย้อนกลับคืนได้ ทั้งการละลายของแผ่นน้ำแข็งขั้วโลก การปลดปล่อยคาร์บอนจากชั้นดินเยือกแข็งถาวร หรือเพอร์มาฟรอสต์ การเปลี่ยนแปลงของระบบไหลเวียนกระแสน้ำในมหาสมุทร ตลอดจนความเสียหายต่อระบบนิเวศแนวปะการัง ซึ่งทั้งหมดอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และชีวิตมนุษย์ทั่วโลก

ไมเคิล แมนน์ (Michael Mann) นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในการจัดทำรายงาน ระบุว่า การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกแม้เพียงเศษเสี้ยวองศาก็อาจก่อให้เกิดผลกระทบมหาศาล ทั้งในแง่ความเสียหายทางเศรษฐกิจ ต้นทุนในการรับมือภัยพิบัติ และการสูญเสียชีวิตของประชาชน

รายงานระบุว่า สถานการณ์ที่ดีที่สุดซึ่งยังพอเป็นไปได้ในทางวิทยาศาสตร์ คือการจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มสูงสุดเกินช่วง 1.7-1.8 องศาเซลเซียส และค่อย ๆ ลดกลับลงมาอยู่ที่ระดับ 1.5 องศาเซลเซียสหรือต่ำกว่านั้นภายในปี 2100 หรือ พ.ศ. 2643

แต่การบรรลุเป้าหมายดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เข้มข้นกว่าคำมั่นสัญญาที่ประเทศต่าง ๆ เสนอไว้ในปัจจุบันอย่างมาก โดยทั่วโลกจะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 18 ภายในปี 2573 ลดลงร้อยละ 45 ภายในปี 2578 และลดลงถึงร้อยละ 69 ภายในปี 2583 เมื่อเทียบกับระดับการปล่อยก๊าซในปี 2568

นอกจากนี้ โลกยังจำเป็นต้องเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้นเป็นสามเท่าภายในปี 2578 พร้อมเร่งลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการยุติการใช้ถ่านหินภายในปี 2583 รวมถึงขยายการใช้เทคโนโลยีกำจัดคาร์บอนออกจากชั้นบรรยากาศในระดับขนาดใหญ่ แม้เทคโนโลยีดังกล่าวยังไม่เคยได้รับการพิสูจน์ว่าสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพในระดับที่จำเป็นต่อการรับมือวิกฤตโลกร้อน

เมื่อเปรียบเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบัน พบว่าคำมั่นสัญญาด้านการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศต่าง ๆ ยังห่างไกลจากเป้าหมายที่จำเป็นอย่างมาก โดยหากทุกประเทศดำเนินการได้ตามคำมั่นสัญญาที่มีอยู่ โลกจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เพียงร้อยละ 5-8 ภายในปี 2573 และร้อยละ 11-15 ภายในปี 2578 เท่านั้น ซึ่งยังอาจทำให้อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงสุดถึงประมาณ 2.6 องศาเซลเซียส

ขณะที่หากประเทศต่าง ๆ ยังคงดำเนินนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศตามแนวทางปัจจุบัน โดยไม่มีการยกระดับมาตรการเพิ่มเติม อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกอาจเพิ่มสูงสุดถึงประมาณ 2.8 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจากการประเมินในปีก่อนหน้า ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการถอนตัวของสหรัฐอเมริกาออกจากข้อตกลงปารีส และการถอยกลับจากคำมั่นสัญญาในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

แม้จะพิจารณาสถานการณ์ที่ทุกประเทศสามารถดำเนินการตามคำมั่นสัญญาลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ครบถ้วน รวมถึงประเทศที่ประกาศเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero สามารถบรรลุเป้าหมายได้ตามกำหนด โลกก็ยังมีแนวโน้มเผชิญกับอุณหภูมิที่เพิ่มสูงสุดประมาณ 2.1 องศาเซลเซียส ซึ่งยังเกินกว่าเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียสอย่างมีนัยสำคัญ

รายงานยังเตือนว่า หากประชาคมโลกไม่เร่งดำเนินมาตรการอย่างจริงจังตั้งแต่ขณะนี้ โอกาสที่จะจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกให้อยู่ในระดับต่ำที่สุดเท่าที่เป็นไปได้จะลดน้อยลงอย่างรวดเร็ว โดยการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับปัจจุบันต่อเนื่องทุก ๆ 5 ปี จะทำให้อุณหภูมิโลกสูงสุดเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 0.1 องศาเซลเซียส

ไมเคิล แมนน์ อธิบายเพิ่มเติมว่า การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกอีกเพียง 0.1 องศาเซลเซียส อาจทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ของโลก ลดลงอย่างถาวรประมาณร้อยละ 1.2 คิดเป็นมูลค่าความเสียหายมากกว่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และทำให้ประชากรอีกราว 140 ล้านคนต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีสภาพอากาศร้อนจัดจนเป็นอันตรายต่อชีวิต

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศย้ำว่า การที่อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ไม่ได้หมายความว่าความพยายามในการแก้ไขวิกฤตโลกร้อนของมนุษยชาติล้มเหลวโดยสิ้นเชิง หรือโลกจะไม่สามารถฟื้นตัวได้อีกต่อไป

เคต มาร์เวล (Kate Marvel) นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศจาก Project Drawdown องค์กรไม่แสวงหากำไรที่ศึกษาวิจัยแนวทางแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ กล่าวว่า ไม่มีตัวเลขอุณหภูมิใดที่เป็นเส้นแบ่งตายตัวระหว่างโลกที่ปลอดภัยกับโลกที่ไม่สามารถอยู่อาศัยได้ สิ่งสำคัญกว่าการให้ความสนใจกับตัวเลขอุณหภูมิ คือปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่มนุษย์ยังคงปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศ ทั้งคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน และก๊าซเรือนกระจกชนิดอื่น ๆ

เธอย้ำว่า ภารกิจสำคัญของมนุษยชาติไม่เคยเปลี่ยนแปลง นั่นคือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้รวดเร็วที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่รุนแรงที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมระบุว่า การที่อุณหภูมิโลกทะลุระดับ 1.5 องศาเซลเซียส เป็นเพียงสัญญาณสะท้อนว่าประชาคมโลกกำลังดำเนินการช้าเกินไป แต่ไม่ได้หมายความว่าโลกจะถึงจุดจบหรือไม่มีโอกาสแก้ไขสถานการณ์อีกแล้ว

คำเตือนครั้งล่าสุดของสหประชาชาติจึงสะท้อนให้เห็นว่า โลกกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญของการรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แม้การรักษาอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียสจะไม่สามารถทำได้ทันเวลาอีกต่อไป แต่ทุกการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังมีความหมาย เพราะอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นแม้เพียงเล็กน้อย อาจหมายถึงความแตกต่างระหว่างการป้องกันภัยพิบัติได้ทันเวลา กับการเผชิญความเสียหายรุนแรงที่ไม่อาจย้อนกลับคืนได้ในอนาคต

ที่มาข้อมูล : Emissions Gap Report 2026

ที่มารูปภาพ : Getty Images