อาร์กติกวิกฤตหนัก! ทะเลสาบ 4,000 ปีหายวับ เซ่นวิกฤตโลกร้อน

Share on Line Share on Facebook Share on X
อาร์กติกวิกฤตหนัก! ทะเลสาบ 4,000 ปีหายวับ เซ่นวิกฤตโลกร้อน

ภาวะโลกร้อนกำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้กับภูมิภาคอาร์กติก หลังนักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า ทะเลสาบน้ำจืดหายากแห่งสุดท้ายของแคนาดา ซึ่งดำรงอยู่มานานประมาณ 4,000 ปี ได้สูญหายไปแล้วจากการแตกตัวของหิ้งน้ำแข็งขนาดใหญ่ นับเป็นการสูญเสียระบบนิเวศที่มีเอกลักษณ์เฉพาะและไม่สามารถฟื้นกลับคืนมาได้ภายในช่วงชีวิตของมนุษย์ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า แม้แต่พื้นที่ที่เคยถูกมองว่าเป็นปราการน้ำแข็งแห่งสุดท้ายของโลก ก็อาจไม่สามารถต้านทานอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นได้อีกต่อไป 

 

รายงานจากเว็บไซต์ Mongabay เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2569 เปิดเผยผลการศึกษาล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ Scientific Reports ซึ่งยืนยันว่า ทะเลสาบ Epishelf แห่งสุดท้ายที่รู้จักในประเทศแคนาดา บริเวณฟยอร์ดมิลน์ (Milne Fjord) บนเกาะเอลส์เมียร์ (Ellesmere Island) ในดินแดนนูนาวุต ทางตอนเหนือสุดของประเทศ ได้สูญหายไปอย่างถาวร หลังหิ้งน้ำแข็งมิลน์เกิดการแตกตัวครั้งใหญ่เมื่อปี 2563 ทำให้น้ำจืดที่สะสมอยู่เป็นเวลาหลายพันปีไหลออกสู่มหาสมุทร

 

ทะเลสาบ Epishelf ถือเป็นระบบนิเวศที่หาได้ยาก โดยเกิดขึ้นเมื่อหิ้งน้ำแข็งขนาดใหญ่ทำหน้าที่เป็นกำแพงธรรมชาติปิดกั้นฟยอร์ด หรือเวิ้งทะเลแคบที่มีภูเขาสูงล้อมรอบ ทำให้น้ำจืดจากการละลายของธารน้ำแข็งสะสมอยู่ด้านหลังหิ้งน้ำแข็ง และลอยตัวอยู่เหนือชั้นน้ำทะเลที่มีความหนาแน่นมากกว่า ส่งผลให้เกิดระบบนิเวศพิเศษที่มีทั้งสิ่งมีชีวิตน้ำจืดและสิ่งมีชีวิตทะเลอาศัยอยู่ในระดับความลึกที่แตกต่างกัน

 

ในอดีต พื้นที่ชายฝั่งทางเหนือของเกาะเอลส์เมียร์เคยมีทะเลสาบประเภทนี้มากถึง 10–17 แห่ง แต่ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ได้เร่งให้หิ้งน้ำแข็งขนาดใหญ่ทยอยแตกร้าวและพังทลาย ส่งผลให้น้ำจืดที่เคยถูกกักเก็บไว้ไหลออกสู่มหาสมุทร และทำให้ทะเลสาบเหล่านี้สูญหายไปทีละแห่ง

 

หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นเมื่อปี 2545 เมื่อทะเลสาบ Epishelf ในฟยอร์ดดิสเรลี (Disraeli Fjord) ซึ่งมีความลึกถึง 65 เมตร สูญหายไปหลังหิ้งน้ำแข็งวอร์ดฮันต์ (Ward Hunt Ice Shelf) แตกตัว ทำให้ทะเลสาบในฟยอร์ดมิลน์กลายเป็นทะเลสาบประเภทนี้แห่งสุดท้ายที่เหลืออยู่ในภูมิภาคอาร์กติกของแคนาดา ก่อนเกิดการแตกตัว หิ้งน้ำแข็งมิลน์มีพื้นที่ประมาณ 186 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 116,250 ไร่ และมีความหนาถึง 85 เมตร ถือเป็นโครงสร้างน้ำแข็งขนาดมหึมาที่ก่อตัวและดำรงอยู่มาเป็นเวลานับพันปี


สรุปข่าว

โลกร้อนทำทะเลสาบอายุ 4,000 ปีสูญหาย! หลังหิ้งน้ำแข็งมิลน์ในอาร์กติกแคนาดาแตกตัวครั้งใหญ่ ทำให้น้ำจืดไหลออกสู่มหาสมุทร ระบบนิเวศหายากสูญเสียไปอย่างถาวร นักวิทยาศาสตร์เตือน “ตู้เย็นของโลก” กำลังพังทลาย พื้นที่น้ำแข็งสุดท้ายของอาร์กติกอาจเผชิญภาวะไร้น้ำแข็งทะเลตามฤดูกาลภายใน 40 ปีข้างหน้า หากโลกร้อนยังรุนแรงต่อเนื่อง จะเห็นว่าวิกฤตน้ำแข็งละลายคุกคามระบบนิเวศขั้วโลก กระทบแหล่งอาศัยของสัตว์และความหลากหลายทางชีวภาพ พร้อมเพิ่มความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงระบบภูมิอากาศทั่วโลก

ภาวะโลกร้อนกำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้กับภูมิภาคอาร์กติก หลังนักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า ทะเลสาบน้ำจืดหายากแห่งสุดท้ายของแคนาดา ซึ่งดำรงอยู่มานานประมาณ 4,000 ปี ได้สูญหายไปแล้วจากการแตกตัวของหิ้งน้ำแข็งขนาดใหญ่ นับเป็นการสูญเสียระบบนิเวศที่มีเอกลักษณ์เฉพาะและไม่สามารถฟื้นกลับคืนมาได้ภายในช่วงชีวิตของมนุษย์ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า แม้แต่พื้นที่ที่เคยถูกมองว่าเป็นปราการน้ำแข็งแห่งสุดท้ายของโลก ก็อาจไม่สามารถต้านทานอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นได้อีกต่อไป 

 

รายงานจากเว็บไซต์ Mongabay เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2569 เปิดเผยผลการศึกษาล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ Scientific Reports ซึ่งยืนยันว่า ทะเลสาบ Epishelf แห่งสุดท้ายที่รู้จักในประเทศแคนาดา บริเวณฟยอร์ดมิลน์ (Milne Fjord) บนเกาะเอลส์เมียร์ (Ellesmere Island) ในดินแดนนูนาวุต ทางตอนเหนือสุดของประเทศ ได้สูญหายไปอย่างถาวร หลังหิ้งน้ำแข็งมิลน์เกิดการแตกตัวครั้งใหญ่เมื่อปี 2563 ทำให้น้ำจืดที่สะสมอยู่เป็นเวลาหลายพันปีไหลออกสู่มหาสมุทร

 

ทะเลสาบ Epishelf ถือเป็นระบบนิเวศที่หาได้ยาก โดยเกิดขึ้นเมื่อหิ้งน้ำแข็งขนาดใหญ่ทำหน้าที่เป็นกำแพงธรรมชาติปิดกั้นฟยอร์ด หรือเวิ้งทะเลแคบที่มีภูเขาสูงล้อมรอบ ทำให้น้ำจืดจากการละลายของธารน้ำแข็งสะสมอยู่ด้านหลังหิ้งน้ำแข็ง และลอยตัวอยู่เหนือชั้นน้ำทะเลที่มีความหนาแน่นมากกว่า ส่งผลให้เกิดระบบนิเวศพิเศษที่มีทั้งสิ่งมีชีวิตน้ำจืดและสิ่งมีชีวิตทะเลอาศัยอยู่ในระดับความลึกที่แตกต่างกัน

 

ในอดีต พื้นที่ชายฝั่งทางเหนือของเกาะเอลส์เมียร์เคยมีทะเลสาบประเภทนี้มากถึง 10–17 แห่ง แต่ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ได้เร่งให้หิ้งน้ำแข็งขนาดใหญ่ทยอยแตกร้าวและพังทลาย ส่งผลให้น้ำจืดที่เคยถูกกักเก็บไว้ไหลออกสู่มหาสมุทร และทำให้ทะเลสาบเหล่านี้สูญหายไปทีละแห่ง

 

หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นเมื่อปี 2545 เมื่อทะเลสาบ Epishelf ในฟยอร์ดดิสเรลี (Disraeli Fjord) ซึ่งมีความลึกถึง 65 เมตร สูญหายไปหลังหิ้งน้ำแข็งวอร์ดฮันต์ (Ward Hunt Ice Shelf) แตกตัว ทำให้ทะเลสาบในฟยอร์ดมิลน์กลายเป็นทะเลสาบประเภทนี้แห่งสุดท้ายที่เหลืออยู่ในภูมิภาคอาร์กติกของแคนาดา ก่อนเกิดการแตกตัว หิ้งน้ำแข็งมิลน์มีพื้นที่ประมาณ 186 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 116,250 ไร่ และมีความหนาถึง 85 เมตร ถือเป็นโครงสร้างน้ำแข็งขนาดมหึมาที่ก่อตัวและดำรงอยู่มาเป็นเวลานับพันปี


อย่างไรก็ตาม ในเดือนกรกฎาคม 2563 หิ้งน้ำแข็งดังกล่าวเกิดการแตกตัวครั้งใหญ่ โดยสูญเสียพื้นที่ผิวไปเกือบครึ่งหนึ่ง และมีแผ่นน้ำแข็งขนาดประมาณ 64 ตารางกิโลเมตร หรือ 40,000 ไร่ แตกแยกออกไปจากหิ้งน้ำแข็งหลัก ก่อนที่ก้อนน้ำแข็งดังกล่าวจะแตกออกเป็นสองส่วนอีกครั้ง


การแตกตัวครั้งนี้ส่งผลให้น้ำจืดที่สะสมอยู่ด้านหลังหิ้งน้ำแข็งไหลออกสู่ทะเลอย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลจากเครื่องมือตรวจวัดที่นักวิจัยติดตั้งไว้ตั้งแต่ปี 2554 และกลับไปเก็บข้อมูลอีกครั้งในปี 2565 ยืนยันว่า ชั้นน้ำจืดได้ระบายออกไปภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือนหลังหิ้งน้ำแข็งแตกตัว และไม่มีน้ำจืดกลับมาเติมเต็มอีก นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่า หิ้งน้ำแข็งและทะเลสาบแห่งนี้มีอายุประมาณ 4,000 ปี จึงนับเป็นการสูญเสียระบบนิเวศที่ดำรงอยู่มาอย่างยาวนานภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน

 

แอนดรูว์ แฮมิลตัน (Andrew Hamilton) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอัลเบอร์ตา และหนึ่งในผู้ร่วมศึกษาวิจัย ระบุว่า การสูญหายของทะเลสาบแห่งนี้เปรียบเสมือนการสูญพันธุ์ของระบบนิเวศที่มีลักษณะเฉพาะในแคนาดา เพราะระบบนิเวศดังกล่าวไม่สามารถฟื้นกลับคืนมาได้ภายในระยะเวลาที่มนุษย์สามารถเฝ้ารอได้

 

นอกจากนี้ การสูญหายของทะเลสาบยังทำให้นักวิทยาศาสตร์สูญเสียโอกาสในการศึกษาสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ใต้หิ้งน้ำแข็ง โดยก่อนหน้านี้เมื่อปี 2560 ทีมวิจัยเคยส่งยานสำรวจใต้น้ำควบคุมระยะไกลลงไปสำรวจบริเวณช่องทางที่น้ำจากทะเลสาบไหลผ่านใต้หิ้งน้ำแข็ง และพบสิ่งมีชีวิตหลายชนิด ทั้งดอกไม้ทะเล ดาวเปราะ และปลา ซึ่งสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มืดมิดใต้แผ่นน้ำแข็งได้


นักวิจัยตั้งข้อสันนิษฐานว่า การไหลเวียนของน้ำจากทะเลสาบอาจมีบทบาทสำคัญต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ ทั้งในด้านการลำเลียงสารอาหารและการหมุนเวียนของน้ำในระดับความลึก แต่เมื่อทะเลสาบสูญหายไป โอกาสที่จะศึกษาความสัมพันธ์ทางระบบนิเวศดังกล่าวอย่างละเอียดก็ลดลงตามไปด้วย


สำหรับสาเหตุของการพังทลาย นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่าเกิดจากอุณหภูมิอากาศและมหาสมุทรที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงปี 2562–2563 ซึ่งเป็นช่วงที่พื้นที่ดังกล่าวมีอุณหภูมิสูงผิดปกติ ส่งผลให้เกิดน้ำแข็งละลายบนพื้นผิวหิ้งน้ำแข็งในปริมาณมาก ก่อนที่น้ำจะไหลกัดเซาะช่องทางระบาย ทำให้โครงสร้างน้ำแข็งอ่อนแอลง


ขณะเดียวกัน อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นยังเร่งให้น้ำแข็งละลายจากด้านล่าง ประกอบกับพื้นที่ทะเลเปิดบริเวณด้านหน้าหิ้งน้ำแข็งขยายตัว ทำให้ขอบน้ำแข็งต้องเผชิญแรงกระแทกจากคลื่นทะเลมากขึ้น จนนำไปสู่การแตกตัวครั้งใหญ่ในที่สุด


สิ่งที่สร้างความกังวลให้กับนักวิทยาศาสตร์มากยิ่งขึ้น คือพื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่ในบริเวณที่เรียกว่า Last Ice Area หรือพื้นที่น้ำแข็งสุดท้าย ซึ่งครอบคลุมบางส่วนของมหาสมุทรอาร์กติกทางตอนเหนือของแคนาดาและกรีนแลนด์ โดยในอดีตนักวิทยาศาสตร์เคยคาดการณ์ว่าพื้นที่แห่งนี้จะสามารถรักษาน้ำแข็งทะเลเอาไว้ได้นานกว่าภูมิภาคอื่น แม้โลกจะเผชิญกับอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นก็ตาม


แต่ผลการศึกษาล่าสุดกลับชี้ให้เห็นว่า พื้นที่น้ำแข็งสุดท้ายอาจมีความเปราะบางต่อภาวะโลกร้อนมากกว่าที่เคยประเมินไว้ โดยแบบจำลองสภาพภูมิอากาศจากงานวิจัยที่เผยแพร่ในปี 2568 ระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวอาจเผชิญภาวะไร้น้ำแข็งทะเลตามฤดูกาลภายในช่วงประมาณ 40 ปีข้างหน้า หากแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงยังคงดำเนินต่อไป


แบรนดอน ลาฟอเรสต์ (Brandon Laforest) ผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์อาร์กติกจาก WWF Canada กล่าวว่า แม้พื้นที่น้ำแข็งสุดท้ายจะยังมีความสำคัญในฐานะแหล่งหลบภัยของสัตว์ที่พึ่งพาน้ำแข็งทะเล เช่น หมีขั้วโลกและแมวน้ำวงแหวน แต่ภาวะโลกร้อนยังคงเป็นภัยคุกคามสำคัญที่สุด จึงจำเป็นต้องลดแรงกดดันจากกิจกรรมอื่นของมนุษย์ ทั้งการทำเหมืองใต้ทะเล การขุดเจาะน้ำมัน และกิจกรรมที่ทำให้น้ำแข็งแตกตัวเพิ่มเติม


ปัจจุบัน พื้นที่ประมาณ 300,000 ตารางกิโลเมตรของบริเวณ Last Ice Area ได้รับการประกาศเป็นเขตอนุรักษ์ทางทะเล Tuvaijuittuk Marine Protected Area ตั้งแต่ปี 2562 โดยชื่อ Tuvaijuittuk มีความหมายว่า “สถานที่ที่น้ำแข็งไม่เคยละลาย” เพื่อปกป้องระบบนิเวศที่มีความสำคัญต่อสิ่งมีชีวิตในภูมิภาคขั้วโลกเหนือ


ด้าน เดเร็ก มูลเลอร์ (Derek Mueller) ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยคาร์ลตัน และผู้ร่วมศึกษาวิจัย เปรียบเทียบภูมิภาคอาร์กติกว่าเป็นเสมือน “ตู้เย็นของโลก” ที่มีบทบาทสำคัญในการควบคุมสมดุลอุณหภูมิของดาวเคราะห์ พร้อมเตือนว่าหากระบบดังกล่าวเริ่มพังทลาย ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภูมิภาคขั้วโลกเหนือเท่านั้น แต่จะส่งผลกระทบต่อระบบภูมิอากาศของโลกโดยรวม


นักวิทยาศาสตร์ยังยอมรับว่า ตลอดระยะเวลาประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา พวกเขาได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของภูมิประเทศในอาร์กติกอย่างมหาศาล โดยพื้นที่น้ำแข็งที่เคยสามารถเดินสำรวจได้ในอดีต ปัจจุบันกลับแตกตัวและลอยหายออกไปในมหาสมุทรอาร์กติกแล้ว


การสูญหายของทะเลสาบ Epishelf แห่งสุดท้ายของแคนาดา ซึ่งดำรงอยู่มานานประมาณ 4,000 ปี ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงของภูมิประเทศในเขตขั้วโลกเหนือเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความรุนแรงของภาวะโลกร้อนที่กำลังทำลายระบบนิเวศเก่าแก่และเปราะบางอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะพื้นที่ Last Ice Area ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นปราการน้ำแข็งแห่งสุดท้ายของโลก ก็กำลังเผชิญความเสี่ยงที่จะสูญเสียน้ำแข็งทะเลตามฤดูกาลในอนาคต หากอุณหภูมิโลกยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การหายไปของทะเลสาบอายุ 4,000 ปี จึงเป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนสำคัญว่า แม้แต่พื้นที่หนาวเย็นที่สุดแห่งหนึ่งของโลกก็ไม่อาจหลีกหนีผลกระทบจากภาวะโลกร้อนได้ และหาก “ตู้เย็นของโลก” ยังคงสูญเสียน้ำแข็งต่อไป ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในอาร์กติกอาจส่งต่อถึงระบบภูมิอากาศทั่วโลกในอนาคต

ที่มาข้อมูล : news.mongabay.com

ที่มารูปภาพ : Reuters