“วิกฤตน้ำโลกไม่เท่ากัน” UN ชี้ผู้หญิง–เด็กหญิงแบกรับหนักสุด กระทบชีวิตในทุกมิติ

Share on Line Share on Facebook Share on X
“วิกฤตน้ำโลกไม่เท่ากัน” UN ชี้ผู้หญิง–เด็กหญิงแบกรับหนักสุด กระทบชีวิตในทุกมิติ

รายงานล่าสุดของ United Nations และ UNESCO ระบุว่า ผู้หญิงและเด็กหญิงทั่วโลกกำลังเผชิญภาระหนักจากปัญหาขาดแคลนน้ำและสุขาภิบาลที่ไม่เพียงพอ ซึ่งกำลังฉุดรั้งการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา


ข้อมูลชี้ว่า มากกว่า 70% ของครัวเรือนชนบทที่ไม่มีน้ำประปา ผู้หญิงต้องเป็นผู้รับหน้าที่จัดหาน้ำ และโดยรวมแล้ว ผู้หญิงและเด็กหญิงทั่วโลกใช้เวลารวมกันกว่า 250 ล้านชั่วโมงต่อวัน ในการเดินทางไปเก็บน้ำ ขณะที่วิกฤตสภาพภูมิอากาศยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ โดยอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียส ส่งผลให้รายได้ของครัวเรือนที่มีผู้หญิงเป็นหัวหน้าลดลงมากกว่าครัวเรือนที่มีผู้ชายถึง 34% และเพิ่มภาระงานของผู้หญิงเฉลี่ยอีก 55 นาทีต่อสัปดาห์


รายงานเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ เร่งแก้ไขความเหลื่อมล้ำดังกล่าว ซึ่งกำลังนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่แย่ลง โอกาสทางการศึกษาที่ลดลง และความไม่มั่นคงทางอาหาร โดยระบุว่าการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในการบริหารจัดการน้ำถือเป็นกุญแจสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน


อย่างไรก็ตาม ยังพบว่าหลายประเทศขาดข้อมูลแยกตามเพศ ทำให้ยากต่อการกำหนดนโยบายที่ตรงจุด แต่หลักฐานที่มีอยู่ชี้ชัดว่า ผู้หญิงเสียเปรียบอย่างมากในการเข้าถึงน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค สุขอนามัย และการเกษตร อีกทั้งความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหายังเป็นไปอย่างล่าช้า


สรุปข่าว

วิกฤตน้ำโลกไม่ได้กระทบทุกคนเท่ากัน เมื่อ United Nations และ UNESCO ออกโรงเตือนว่า “ผู้หญิงและเด็กหญิง” คือกลุ่มที่ต้องแบกรับภาระหนักที่สุด ทั้งในด้านสุขภาพ การศึกษา และโอกาสทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางปัญหาขาดแคลนน้ำและสุขาภิบาลที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังทั่วโลก

รายงานล่าสุดของ United Nations และ UNESCO ระบุว่า ผู้หญิงและเด็กหญิงทั่วโลกกำลังเผชิญภาระหนักจากปัญหาขาดแคลนน้ำและสุขาภิบาลที่ไม่เพียงพอ ซึ่งกำลังฉุดรั้งการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา


ข้อมูลชี้ว่า มากกว่า 70% ของครัวเรือนชนบทที่ไม่มีน้ำประปา ผู้หญิงต้องเป็นผู้รับหน้าที่จัดหาน้ำ และโดยรวมแล้ว ผู้หญิงและเด็กหญิงทั่วโลกใช้เวลารวมกันกว่า 250 ล้านชั่วโมงต่อวัน ในการเดินทางไปเก็บน้ำ ขณะที่วิกฤตสภาพภูมิอากาศยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ โดยอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียส ส่งผลให้รายได้ของครัวเรือนที่มีผู้หญิงเป็นหัวหน้าลดลงมากกว่าครัวเรือนที่มีผู้ชายถึง 34% และเพิ่มภาระงานของผู้หญิงเฉลี่ยอีก 55 นาทีต่อสัปดาห์


รายงานเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ เร่งแก้ไขความเหลื่อมล้ำดังกล่าว ซึ่งกำลังนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่แย่ลง โอกาสทางการศึกษาที่ลดลง และความไม่มั่นคงทางอาหาร โดยระบุว่าการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในการบริหารจัดการน้ำถือเป็นกุญแจสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน


อย่างไรก็ตาม ยังพบว่าหลายประเทศขาดข้อมูลแยกตามเพศ ทำให้ยากต่อการกำหนดนโยบายที่ตรงจุด แต่หลักฐานที่มีอยู่ชี้ชัดว่า ผู้หญิงเสียเปรียบอย่างมากในการเข้าถึงน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค สุขอนามัย และการเกษตร อีกทั้งความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหายังเป็นไปอย่างล่าช้า


ด้านสุขาภิบาลยังส่งผลกระทบต่อผู้หญิงอย่างไม่สมสัดส่วม โดยมีเด็กหญิงวัยรุ่นราว 10 ล้านคนใน 40 ประเทศรายได้ต่ำ ต้องขาดเรียนหรือพลาดโอกาสทางสังคมจากการขาดแคลนห้องน้ำในช่วงปี 2559–2565 ขณะที่ในปี 2567 มีประชากรกว่า 2.1 พันล้านคน ที่ยังขาดน้ำดื่มสะอาด และ 3.4 พันล้านคน ขาดสุขาภิบาลที่ปลอดภัย


นอกจากนี้ ผู้หญิงยังมีบทบาทน้อยในการตัดสินใจเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ โดยเฉพาะในภาคเกษตรที่เชื่อมโยงกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งในหลายประเทศ ผู้ชายถือครองที่ดินมากกว่าผู้หญิงถึงสองเท่า และในภาคสาธารณูปโภคด้านน้ำ พบว่ามีผู้หญิงทำงานไม่ถึง 1 ใน 5


องค์กรด้านสาธารณสุขเตือนว่า การขาดแคลนน้ำและสุขาภิบาลในสถานพยาบาลทำให้ผู้หญิงจำนวนหนึ่งเสียชีวิตจากการคลอดบุตรโดยไม่จำเป็น อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อความรุนแรงทางเพศจากการต้องเดินทางไกลเพื่อหาน้ำใช้


อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่า หากมีการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง โดยเปิดโอกาสให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมในการจัดการน้ำ จะก่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงบวกต่อทั้งชุมชน ทั้งในด้านสุขภาพ รายได้ และคุณภาพชีวิต เช่น กรณีในชนบทของเคนยา ที่การพัฒนาแหล่งน้ำช่วยลดภาระผู้หญิง เปิดโอกาสให้ประกอบอาชีพ และทำให้เด็กมีสุขภาพดีขึ้น


ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า “น้ำสะอาด ห้องน้ำที่เหมาะสม และสุขอนามัยที่ดี ไม่ใช่สิ่งฟุ่มเฟือย แต่เป็นรากฐานของสุขภาพ การศึกษา และโอกาสทางเศรษฐกิจ” พร้อมเรียกร้องให้ทั่วโลกเร่งแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมด้านน้ำอย่างจริงจัง ก่อนที่วิกฤตจะลุกลามรุนแรงยิ่งขึ้น

ที่มาข้อมูล : UN

ที่มารูปภาพ : Reuters